เสมิร์ฟหมายเลข 1 ทำงานอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส เสมิร์ฟหมายเลข 2 และ 3 กำลังเรียนอยู่ที่ประเทศเยอรมัน และเมื่อเหล่าสมิร์ฟนี้ไม่มีแพลนจะกลับบ้านช่วงคริสมาสตร์และปีใหม่ ซึ่งมนุษย์ที่นี่ เขาก็กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวกันในช่วงเทศกาลคริสมาสต์กัน แผนการเดินทางตามหาแสงเหนือของเหล่าเสมิร์ฟจึงถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2557
เสมิร์ฟหมายเลข 1 : ไปตามล่าหาแสงเหนือที่นอร์เวย์กันปะช่วงคริสมาสตร์?
-----ผ่านไป 3 วินาที-----
เสมิร์ฟหมายเลข 2 : โอเค ไป! ลองชวนเสมิร์ฟหมายเลข 3 ดู
เสมิร์ฟหมายเลข 3 : ขอเวลาคิดก่อน จองตั๋วเครื่องบินกันไปก่อนเลย
(เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ยิ่งจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้านานเท่าไหร่ เราก็จะได้ตั๋วถูกเมื่อนั้น)
ดังนั้น เสมิร์ฟหมายเลข 1และ2 เลยจองตั๋วเครื่องบินกันไปก่อน แต่สองถึงสามสัปดาห์ต่อมา เสมิร์ฟหมายเลข 3 ก็จองตามมาติดๆ
ทำไมถึงไปกันช่วงคริสมาสต์-ปีใหม่น่ะเหรอ เหตุผลแรก คือ สามารถลาหยุดยาวได้ (เพราะใครๆก็หยุดกัน ขืนอยู่คนเดียวในช่วงเวลานี้ได้มีอาการเฉาตาย) และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ช่วงหน้าหนาวเวลากลางคืนนั้นย๊าวยาวนานกว่ากลางวัน (เท่าที่ประสบมาที่ประเทศนอร์เวย์ในช่วงเวลานี้ จะสามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอน 11 โมงเช้าและเห็นพระอาทิตย์ตกได้ตอนบ่ายสองโมง) จึงมีโอกาสสูงที่เจ้าแสงเหนือจะเผยโฉมออกมาให้เราได้เห็นกัน
อุณหภูมิในช่วงคริสมาสตร์-ปีใหม่ที่ประเทศนอร์เวย์น่ะเหรอ ไม่เท่าไหร่ เบาๆ “ศูนย์องศา” ณ ตอนกลางและล่างของประเทศ แต่ถ้าขึ้นไปเกือบเหนือสุดอย่างเมือง Tromso หรือ Lyngseidet ที่เราจะไปหาเจ้าแสงเหนือกัน ก็ยิ่งเบ๊าเบา -20 องศา
ถึงขนาดที่โทรศัพท์ต้องได้รับการ cool down เลยทีเดียว
พวกเรามีเวลาให้สองอาทิตย์ สำหรับประเทศนอร์เวย์ และนี่คือการร่างแผนแบบคร่าวๆ
พื้นที่ 2/4 ของกระเป๋า พวกเราอุทิศให้กับสิ่งของยังชีพ เพราะประเทศนอร์เวย์นั้นค่าครองชีพสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก พื้นที่อีก 1/4 เป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันหนาววววว และอีกส่วนที่เหลือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย
เสมิร์ฟปะละ สะพายกระเป๋าทีหัวหายเลย
เราเริ่มต้นเดินทางจากสนามบินแฟรงก์เฟริ์ต ดังนั้น คืนก่อนวันเดินทางจึงมาอาศัยหอรุ่นน้องที่แฟรงก์เฟิร์ตนอนเอา (เกาะเขาไปทั่ว) จุดหมายแรกที่เราจะไปก็คือ “Tromso” เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของนอร์เวย์ และยังป็นเมืองซึ่งถือเป็น gateway to the north pole จึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองต่างๆ ภาคเหนือของนอร์เวย์นั้นไม่มีรถไฟให้บริการ การเดินทางจึงต้องอาศัยเครื่องบิน, เรือหรือรถบัส นอกจากนี้ Tromso ยังเป็นที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยที่อยู่เหนือที่สุดในโลก จากที่นี่เราสามารถนั่งเรือไปยังขั้วโลกเหนือได้เลย
เมื่อเดินออกมาจาสนามบินเมือง Tromso เราก็ได้สัมผัสกับอุณหภูมิ -10 องศา เป็นอันดับแรก จากนั้นเราก็พบกับหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วบริเวณ รวมทั้งบนถนนหนทาง และในขณะที่เรากำลังค่อยๆเดินข้ามลานจอดรถเพื่อไปยังป้ายรถบัส เราก็เห็นรถบัสสายเดียวกับที่เราต้องขึ้นเพื่อไปโรงแรมขับผ่านมา ทุกคนยกไม้ยกมือและพยายามจะส่งสัญญาณให้รถบัสจอด แต่ทว่ารถบัสก็แล่นผ่านหน้าพวกเราไป ฟิ้ววววววว
หลังจากที่ยืนคอตกที่พลาดรถได้ไม่นาน เราก็ค้นพบความจริงว่า รถคันที่ผ่านไป วิ่งไปคนละทิศกับทางไปที่พักของเรา ฮ่าๆๆๆ เมื่อขึ้นรถบัสมา เรามองหน้ากัน แล้วคำถามที่ปรากฎอยู่บนหน้าก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะถึงป้ายรถบัสหน้าโรงแรม เพราะบนรถบัสไม่มีจอแสดงเส้นทางหรือประกาศบอกสถานีต่อไป เลยต้องขอตัวช่วยจาก google map และในที่สุดเราก็มาถึงป้ายรถบัสหน้าโรงแรมได้สำเร็จ
เนื่องจากป้ายรถบัสนั้นอยู่ตีนเขา ส่วนโรงแรมนั้นอยู่บนเนินเขา นั่นหมายความว่าเราจะต้องแบกสัมภาระขึ้นไปตามทางที่ลาดชันและมันลื่นมาก กว่าจะพาตัวเองและสัมภาระมาถึงที่พักได้ก็ทำเอาเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว
โรงแรมเราอยู่บนเนินเขาโน่นนนน
หลังจากพักกันจนหายเหนื่อยแล้วพวกเราก็เดินออกไปเที่ยวเล่นในเมือง เมืองเต็มไปด้วยแสงไฟ มีบ้านคนอยู่ค่อนข้างแน่น แต่...เรากลับไม่ค่อยพบผู้คนบนท้องถนนสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเรามาถึงกันช่วงค่ำของวันธรรมดา บวกกับอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้านก็เป็นได้ หลังจากเดินสำรวจได้ซักพัก ก็เริ่มรู้สึกชาที่มือและเท้า จึงชักชวนกันกลับที่พัก และอาหารเย็นวันแรกของเราที่นอร์เวย์ก็คือ มิโซะซุป และพวกเราก็เพิ่งค้นพบว่า ในคืนที่หนาวเหน็บแบบนี้แค่ซุปอุ่นๆ ถ้วยเดียวก็ทำให้ฟินมากมาย (เราเอาหม้อหุงข้าวใบเล็กไปกันด้วยและเราก็ซดมิโซะซุปกันในหม้อหุงข้าวนี้เอง)
เราอยู่กันที่ Tromso เพียง 1 คืนเท่านั้น และเย็นวันถัดมาเราจะนั่งรถบัสไปยังเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมือง Tromso ที่มีชื่อว่า “Lyngseidet”
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เราทานอาหารเช้ากันอยู่นั้น เราก็ได้รู้จักกับหญิงสาวชาวอินเดีย ที่เดินทางมาล่าแสงเหนือเพียงลำพัง เธอเล่าให้ฟังว่า
"เมื่อคืนเธอได้ร่วมเดินทางไปกับทัวร์ล่าแสงเหนือ โดยเวลาประมาณ สามทุ่มจะมีคนขับรถมารับที่โรงแรมเพื่อพาไปยังจุดสำหรับชมแสงเหนือ ที่ตั้งอยู่นอกเมืองและมืดสนิท ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บเธอต้องทนอยู่ข้างนอกนานกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อรอดูแสงเหนือ มีเพียงกาแฟร้อนๆ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และแสงเหนือขี้อายก็ออกมาให้เธอเห็นเพียงแค่ไม่กี่นาที"
ซึ่งจากการบอกเล่าของเธอ ทำให้พวกเราเริ่มตื่นเต้นว่าจะได้เจอเจ้าแสงเหนือกันหรือไม่ และพวกเราจะทนอุณหภูมิที่ต่ำขนาดนั้นได้หรือเปล่า? แต่พวกเราก็บอกกับตัวเองว่า ยังไงก็ต้องทนให้ได้!! เพราะเป้าหมายหลักในการเดินทางครั้งนี้ คือต้องการเห็นเจ้าแสงเหนือกับตาตัวเองซักครั้งหนึ่งในชีวิต หลังจากทานอาหารเช้ากันอิ่ม เรามีเวลาอีก 1 วันสำหรับสำรวจเมือง Tromso
พอเดินเที่ยวจนมือและเท้าไม่มีความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว ก็ได้เวลารถบัสออก เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง “Lyngseidet” กัน เราจะอยู่กันที่เมืองนี้ 4 คืน 5 วัน ทำไมน่ะเหรอ ก็ดันไปตรงกับช่วงคริสมาสต์ รถบัสหยุดให้บริการน่ะสิ ไม่เป็นไร เรามีเวลากันตั้งสองอาทิตย์ ไม่รีบร้อนอะไร และเพิ่มโอกาสในการหาเจ้าแสงเหนืออีกด้วย
สามเสมิร์ฟเดินทางไปหาแสงเหนือ ที่ประเทศนอร์เวย์
เสมิร์ฟหมายเลข 1 : ไปตามล่าหาแสงเหนือที่นอร์เวย์กันปะช่วงคริสมาสตร์?
-----ผ่านไป 3 วินาที-----
เสมิร์ฟหมายเลข 2 : โอเค ไป! ลองชวนเสมิร์ฟหมายเลข 3 ดู
เสมิร์ฟหมายเลข 3 : ขอเวลาคิดก่อน จองตั๋วเครื่องบินกันไปก่อนเลย
(เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ยิ่งจองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้านานเท่าไหร่ เราก็จะได้ตั๋วถูกเมื่อนั้น)
ดังนั้น เสมิร์ฟหมายเลข 1และ2 เลยจองตั๋วเครื่องบินกันไปก่อน แต่สองถึงสามสัปดาห์ต่อมา เสมิร์ฟหมายเลข 3 ก็จองตามมาติดๆ
ทำไมถึงไปกันช่วงคริสมาสต์-ปีใหม่น่ะเหรอ เหตุผลแรก คือ สามารถลาหยุดยาวได้ (เพราะใครๆก็หยุดกัน ขืนอยู่คนเดียวในช่วงเวลานี้ได้มีอาการเฉาตาย) และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ช่วงหน้าหนาวเวลากลางคืนนั้นย๊าวยาวนานกว่ากลางวัน (เท่าที่ประสบมาที่ประเทศนอร์เวย์ในช่วงเวลานี้ จะสามารถเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตอน 11 โมงเช้าและเห็นพระอาทิตย์ตกได้ตอนบ่ายสองโมง) จึงมีโอกาสสูงที่เจ้าแสงเหนือจะเผยโฉมออกมาให้เราได้เห็นกัน
อุณหภูมิในช่วงคริสมาสตร์-ปีใหม่ที่ประเทศนอร์เวย์น่ะเหรอ ไม่เท่าไหร่ เบาๆ “ศูนย์องศา” ณ ตอนกลางและล่างของประเทศ แต่ถ้าขึ้นไปเกือบเหนือสุดอย่างเมือง Tromso หรือ Lyngseidet ที่เราจะไปหาเจ้าแสงเหนือกัน ก็ยิ่งเบ๊าเบา -20 องศา
พื้นที่ 2/4 ของกระเป๋า พวกเราอุทิศให้กับสิ่งของยังชีพ เพราะประเทศนอร์เวย์นั้นค่าครองชีพสูงไม่แพ้ชาติใดในโลก พื้นที่อีก 1/4 เป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มกันหนาววววว และอีกส่วนที่เหลือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย
เราเริ่มต้นเดินทางจากสนามบินแฟรงก์เฟริ์ต ดังนั้น คืนก่อนวันเดินทางจึงมาอาศัยหอรุ่นน้องที่แฟรงก์เฟิร์ตนอนเอา (เกาะเขาไปทั่ว) จุดหมายแรกที่เราจะไปก็คือ “Tromso” เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดทางภาคเหนือของนอร์เวย์ และยังป็นเมืองซึ่งถือเป็น gateway to the north pole จึงเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเมืองต่างๆ ภาคเหนือของนอร์เวย์นั้นไม่มีรถไฟให้บริการ การเดินทางจึงต้องอาศัยเครื่องบิน, เรือหรือรถบัส นอกจากนี้ Tromso ยังเป็นที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยที่อยู่เหนือที่สุดในโลก จากที่นี่เราสามารถนั่งเรือไปยังขั้วโลกเหนือได้เลย
เมื่อเดินออกมาจาสนามบินเมือง Tromso เราก็ได้สัมผัสกับอุณหภูมิ -10 องศา เป็นอันดับแรก จากนั้นเราก็พบกับหิมะขาวโพลนปกคลุมไปทั่วบริเวณ รวมทั้งบนถนนหนทาง และในขณะที่เรากำลังค่อยๆเดินข้ามลานจอดรถเพื่อไปยังป้ายรถบัส เราก็เห็นรถบัสสายเดียวกับที่เราต้องขึ้นเพื่อไปโรงแรมขับผ่านมา ทุกคนยกไม้ยกมือและพยายามจะส่งสัญญาณให้รถบัสจอด แต่ทว่ารถบัสก็แล่นผ่านหน้าพวกเราไป ฟิ้ววววววว
หลังจากที่ยืนคอตกที่พลาดรถได้ไม่นาน เราก็ค้นพบความจริงว่า รถคันที่ผ่านไป วิ่งไปคนละทิศกับทางไปที่พักของเรา ฮ่าๆๆๆ เมื่อขึ้นรถบัสมา เรามองหน้ากัน แล้วคำถามที่ปรากฎอยู่บนหน้าก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะถึงป้ายรถบัสหน้าโรงแรม เพราะบนรถบัสไม่มีจอแสดงเส้นทางหรือประกาศบอกสถานีต่อไป เลยต้องขอตัวช่วยจาก google map และในที่สุดเราก็มาถึงป้ายรถบัสหน้าโรงแรมได้สำเร็จ
เนื่องจากป้ายรถบัสนั้นอยู่ตีนเขา ส่วนโรงแรมนั้นอยู่บนเนินเขา นั่นหมายความว่าเราจะต้องแบกสัมภาระขึ้นไปตามทางที่ลาดชันและมันลื่นมาก กว่าจะพาตัวเองและสัมภาระมาถึงที่พักได้ก็ทำเอาเหนื่อยไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากพักกันจนหายเหนื่อยแล้วพวกเราก็เดินออกไปเที่ยวเล่นในเมือง เมืองเต็มไปด้วยแสงไฟ มีบ้านคนอยู่ค่อนข้างแน่น แต่...เรากลับไม่ค่อยพบผู้คนบนท้องถนนสักเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเรามาถึงกันช่วงค่ำของวันธรรมดา บวกกับอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้านก็เป็นได้ หลังจากเดินสำรวจได้ซักพัก ก็เริ่มรู้สึกชาที่มือและเท้า จึงชักชวนกันกลับที่พัก และอาหารเย็นวันแรกของเราที่นอร์เวย์ก็คือ มิโซะซุป และพวกเราก็เพิ่งค้นพบว่า ในคืนที่หนาวเหน็บแบบนี้แค่ซุปอุ่นๆ ถ้วยเดียวก็ทำให้ฟินมากมาย (เราเอาหม้อหุงข้าวใบเล็กไปกันด้วยและเราก็ซดมิโซะซุปกันในหม้อหุงข้าวนี้เอง)
เราอยู่กันที่ Tromso เพียง 1 คืนเท่านั้น และเย็นวันถัดมาเราจะนั่งรถบัสไปยังเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมือง Tromso ที่มีชื่อว่า “Lyngseidet”
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่เราทานอาหารเช้ากันอยู่นั้น เราก็ได้รู้จักกับหญิงสาวชาวอินเดีย ที่เดินทางมาล่าแสงเหนือเพียงลำพัง เธอเล่าให้ฟังว่า
"เมื่อคืนเธอได้ร่วมเดินทางไปกับทัวร์ล่าแสงเหนือ โดยเวลาประมาณ สามทุ่มจะมีคนขับรถมารับที่โรงแรมเพื่อพาไปยังจุดสำหรับชมแสงเหนือ ที่ตั้งอยู่นอกเมืองและมืดสนิท ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บเธอต้องทนอยู่ข้างนอกนานกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อรอดูแสงเหนือ มีเพียงกาแฟร้อนๆ ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกาย และแสงเหนือขี้อายก็ออกมาให้เธอเห็นเพียงแค่ไม่กี่นาที"
ซึ่งจากการบอกเล่าของเธอ ทำให้พวกเราเริ่มตื่นเต้นว่าจะได้เจอเจ้าแสงเหนือกันหรือไม่ และพวกเราจะทนอุณหภูมิที่ต่ำขนาดนั้นได้หรือเปล่า? แต่พวกเราก็บอกกับตัวเองว่า ยังไงก็ต้องทนให้ได้!! เพราะเป้าหมายหลักในการเดินทางครั้งนี้ คือต้องการเห็นเจ้าแสงเหนือกับตาตัวเองซักครั้งหนึ่งในชีวิต หลังจากทานอาหารเช้ากันอิ่ม เรามีเวลาอีก 1 วันสำหรับสำรวจเมือง Tromso
พอเดินเที่ยวจนมือและเท้าไม่มีความรู้สึกอีกต่อไปแล้ว ก็ได้เวลารถบัสออก เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง “Lyngseidet” กัน เราจะอยู่กันที่เมืองนี้ 4 คืน 5 วัน ทำไมน่ะเหรอ ก็ดันไปตรงกับช่วงคริสมาสต์ รถบัสหยุดให้บริการน่ะสิ ไม่เป็นไร เรามีเวลากันตั้งสองอาทิตย์ ไม่รีบร้อนอะไร และเพิ่มโอกาสในการหาเจ้าแสงเหนืออีกด้วย