สวัสดีครับ หลังจากห่างหายจากการตั้งกระทู้ในพันทิปไปนานพอสมควร วันนี้มีประสบการณ์ตื่นเต้นมาเล่าสู่กันฟัง เลยต้องรีบ Login กลับมาสู่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้อีกครั้ง เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เวียดนามครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เดินทางไปยังกรุงฮานอยประเทศเวียดนาม การเดินทางครั้งนี้เป็นการท่องเที่ยวเพียงลำพัง ในต่างแดนครั้งแรกของผม
ผมตั้งใจว่าจะไปเที่ยวแบบคนไม่รู้อะไร ไม่มีการวางแผนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่หาข้อมูลอะไรทั้งสิ้น ผมต้องการประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงจากทริปนี้ และต้องการเที่ยวแบบตามใจ และตามสัญชาตญาณของตัวเอง และแล้วผมก็ได้มันประสบการณ์ตื่นเต้นที่ควรรค่าแก่การนำมาเล่าสู่กันฟัง เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่คืนแรกของทริป ผมได้ขึ้นไปที่ Summit Lounge ซึ่งเป็น Rooftop Bar ของโรงแรม Sofitel Plaza Hanoi
หลังจากดื่มด่ำกับโปรโมชั่นเบียร์ และชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงฮานอยเรียบร้อย ผมก็เดินทางกลับโรงแรมโดยใช้บริการของรถแท็กซี่ครับ เรื่องราวมันเกิดขึ้นตรงนี้
คือเมื่อแท็กซี่ส่งผมเสร็จ ผมก็ลงไปถ่ายรูปด้านหน้าของโรงแรม ก่อนจะเดินเข้า Lobby ระหว่างจะขึ้นลิฟท์เข้าห้องพักผมก็จะหยิบ iphone ขึ้นมาเพื่อจะโหลดภาพที่เพิ่งถ่ายได้ไปโพสต์อวดความสวยงามของโรงแรม ผลคือ iphone ไม่อยู่ในกระเป๋ากางเกง
ผมมั่นใจมากว่ามันต้องอยู่ใน Taxi เพราะครั้งสุดท้ายที่จำได้ ผมยื่น iphone ให้คนขับดูแผนที่ของโรงแรมก่อนจะเก็บมาใส่กระเป๋า ผมคงทำโทรศัพท์ตกบน Taxi ซะแล้ว... ผมใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที เมื่อตั้งสติได้จึงเดินไปที่พนักงานต้อนรับของโรงแรม แจ้งว่าคงลืมโทรศัพท์ไว้บนรถแท็กซี่และจะขอใช้โทรศัพท์เพื่อโทรกลับไปแจ้งคนทางบ้าน เมื่อพนักงานต้อนรับทราบสิ่งที่พนักงานต้อนรับทำคือ สอบถามผมเกี่ยวกับสีและหมายเลขของแท็กซี่ อนิจจาอย่าว่าแต่เลขทะเบียนรถเลย สีของแท็กซี่ผมยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อทราบดังนั้นพนักงานจึงแจ้งให้ผมรอสักครู่และ และรีบประสานไปยังฝ่ายรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อตามหาแท็กซี่คันที่มาส่งผม
เวลาขณะนั้นคือประมาณ 3 ทุ่ม 40 ผมได้เดินไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงแรม เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่คงเป็นปัญหาสากลของกล้องวงจรปิดทั่วโลก คือมันมักไม่ให้ข้อมูลที่เราต้องการในยามที่เราต้องการ กอปรกับวันนั้นมีฝนตกปรอย ๆ ทำให้เราเห็นเพียงภาพแท็กซี่เบลอ ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพอจะเดาได้ว่าแท็กซี่คันที่มาส่งผมเป็นของบริษัทอะไร ฝ่ายรักษาความปลอดภัยไม่รอช้ารีบติดต่อไปยังบริษัทแท็กซี่ เพื่อประกาศหาแท็กซี่คนที่มาส่งผม ผลคือข้อมูลมันน้อยไป
เวลาผ่านไป 4 ทุ่มเศษพนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่ละความพยายาม กรอภาพในกล้องวงจรปิดไปมาหลายรอบ เพื่อพยายามมองหมายเลขข้างรถของแท็กซี่ และแล้วก็มีพนักงานรักษาคมปลอดภัยท่านหนึ่งเกิดไอเดีย เค้าเอากล้องดิจิตอลซูมเข้าไปยังจอภาพ CCTV และถ่ายหมายเลขรถ ซึ่งปรากฎว่ามันเวิร์ค ! เราเห็นหมายเลขของแท็กซี่ชัดเจนจนพอจะเดาได้ว่ามันเลขอะไร พนักงานรักษาความปลอดภัยบอกให้ผมไปรอที่ห้องพัก เขาจะพยายามติดต่อไปที่บริษัทแท็กซี่อีกครั้งเพื่อหาตัวคนขับ ได้ความอย่างไรจะโทรขึ้นมาบอก
เวลาผ่านไปเกือบห้าทุ่ม เสียงโทรศัพท์ในห้องพักผมดังขึ้น ผมรีบลุกไปรับสาย เสียงที่ปลายสายเป็นเสียพนักงานต้อนรับ ที่แจ้งข่าวร้ายแสดงความเสียใจกับผมว่าเจอตัวแท็กซี่แล้ว และแท็กซี่ได้พยายามช่วยผมหามือถือแล้วแต่ไม่พบ และเนื่องจากเวลาผ่านไปค่อนข้างนานจากตอนผมลงรถ คนขับได้รับผู้โดยสารอีกหลายคน จึงไม่แน่ใจว่ามีใครหยิบไปหรือไม่
ผมนอนสิ้นหวัง ในใจคิดแต่เพียงเตรียมเสียเงินก้อนใหญ่เมื่อกลับถึงเมืองไทย ในห้วงพะวังนั้นผมฮึดสู้อีกครั้ง เปิดกระเป๋าเงินเห็นมีเงินเหลืออยู่ 150 USD กับเงิน VND อีกจำนวนหนึ่ง ผมตัดสินใจแบบคนจนตรอก โทรไปที่พนักงานต้อนรับบอกให้พนักงานต้อนรับโทรไปหาแท็กซี่อีกครั้ง ให้ช่วยหาโทรศัพท์ผมอย่างละเอียดอีกครั้งถ้าหาพบผมจะให้รางวัล 150 USD
20 นาทีต่อมาขณะที่ผมใกล้จะเคลิ้มหลับ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง พนักงานต้อนรับโทรขึ้นมาบอกว่า แท็กซี่พบโทรศัพท์ผมแล้วและขณะนี้กำลังรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม !
ผมกุลีกุจอลงไปที่ Lobby ทันที ผมพบคนขับแท็กซี่และหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยยืนรอผมอยู่ แท็กซี่แจ้งว่าผมโชคดี ที่หลังจากส่งผมผู้โดยสารทุกคนเรียกเขาผ่านศูนย์แท็กซี่ ทำให้เขามีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้โดยสารทุกคน เขาจึงไล่โทรหาทีละคนแล้วพบว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งเป็นคนเก็บไป
ภารกิจต่อไปคือการเดินทางไปยังบ้านผู้โดยสารคนนั้นเพื่อเอาโทรศัพท์คืน !
หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยอาษาไปกับผม เรานั่งแท็กซี่ไปยังอีกด้านหนึ่งของเมืองภายในบรรยากาศฝนพรำ แถมเมื่อถึงจุดหมายเรายังคงต้องเดินไปในซอยซึ่งเปลี่ยวและลึกมาก นี่ถ้าหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยไม่มากับผมด้วยผมคงถอดใจ เพราะบรรยากาศมันน่ากลัวเหลือเกิน ซอยนั้นเหมือนกับเขาวงกตวนไปวนมา ในใจก็คิดอยู่ตลอดว่าตายล่ะหวาเราจะถูกหลอกมาตีหัวรึเปล่า แต่ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายบ้านห้องแถวเก่า ๆ ที่สุดซอยนั้นมีเจ้าของบ้านโบกมือเรียกเราอยู่ เขายื่น iphone ให้ผม ผมขอบคุณและสวัสดีก่อนเดินทางกลับโรงแรม และมอบเงินให้กับแท็กซี่เป็นการตอบแทน
ผมถือว่าผมนั้นโชคดีมาก ที่ได้ iphone คืน แม้จะต้องเสียเงิน แต่ก็ไม่เสียเท่ากับซื้อมือถือใหม่
หลังจากเหตุการณ์นี้ผมจึงรวบรวมเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับแท็กซี่ในเวียดนาม ไว้เป็นข้อมูลแก่เพื่อน ๆ เพื่อจะไม่ได้ต้องมาลุ้นแบบผม เชิญอ่านต่อได้ใน comment แรกครับ
เมื่อผมทำมือถือหายบนแท็กซี่ และข้อควรรู้เกี่ยวกับแท็กซี่เวียดนาม
ผมตั้งใจว่าจะไปเที่ยวแบบคนไม่รู้อะไร ไม่มีการวางแผนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่หาข้อมูลอะไรทั้งสิ้น ผมต้องการประสบการณ์ที่คาดไม่ถึงจากทริปนี้ และต้องการเที่ยวแบบตามใจ และตามสัญชาตญาณของตัวเอง และแล้วผมก็ได้มันประสบการณ์ตื่นเต้นที่ควรรค่าแก่การนำมาเล่าสู่กันฟัง เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่คืนแรกของทริป ผมได้ขึ้นไปที่ Summit Lounge ซึ่งเป็น Rooftop Bar ของโรงแรม Sofitel Plaza Hanoi
หลังจากดื่มด่ำกับโปรโมชั่นเบียร์ และชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกรุงฮานอยเรียบร้อย ผมก็เดินทางกลับโรงแรมโดยใช้บริการของรถแท็กซี่ครับ เรื่องราวมันเกิดขึ้นตรงนี้
คือเมื่อแท็กซี่ส่งผมเสร็จ ผมก็ลงไปถ่ายรูปด้านหน้าของโรงแรม ก่อนจะเดินเข้า Lobby ระหว่างจะขึ้นลิฟท์เข้าห้องพักผมก็จะหยิบ iphone ขึ้นมาเพื่อจะโหลดภาพที่เพิ่งถ่ายได้ไปโพสต์อวดความสวยงามของโรงแรม ผลคือ iphone ไม่อยู่ในกระเป๋ากางเกง
ผมมั่นใจมากว่ามันต้องอยู่ใน Taxi เพราะครั้งสุดท้ายที่จำได้ ผมยื่น iphone ให้คนขับดูแผนที่ของโรงแรมก่อนจะเก็บมาใส่กระเป๋า ผมคงทำโทรศัพท์ตกบน Taxi ซะแล้ว... ผมใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที เมื่อตั้งสติได้จึงเดินไปที่พนักงานต้อนรับของโรงแรม แจ้งว่าคงลืมโทรศัพท์ไว้บนรถแท็กซี่และจะขอใช้โทรศัพท์เพื่อโทรกลับไปแจ้งคนทางบ้าน เมื่อพนักงานต้อนรับทราบสิ่งที่พนักงานต้อนรับทำคือ สอบถามผมเกี่ยวกับสีและหมายเลขของแท็กซี่ อนิจจาอย่าว่าแต่เลขทะเบียนรถเลย สีของแท็กซี่ผมยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ เมื่อทราบดังนั้นพนักงานจึงแจ้งให้ผมรอสักครู่และ และรีบประสานไปยังฝ่ายรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อตามหาแท็กซี่คันที่มาส่งผม
เวลาขณะนั้นคือประมาณ 3 ทุ่ม 40 ผมได้เดินไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยของโรงแรม เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิด แต่คงเป็นปัญหาสากลของกล้องวงจรปิดทั่วโลก คือมันมักไม่ให้ข้อมูลที่เราต้องการในยามที่เราต้องการ กอปรกับวันนั้นมีฝนตกปรอย ๆ ทำให้เราเห็นเพียงภาพแท็กซี่เบลอ ๆ แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัยพอจะเดาได้ว่าแท็กซี่คันที่มาส่งผมเป็นของบริษัทอะไร ฝ่ายรักษาความปลอดภัยไม่รอช้ารีบติดต่อไปยังบริษัทแท็กซี่ เพื่อประกาศหาแท็กซี่คนที่มาส่งผม ผลคือข้อมูลมันน้อยไป
เวลาผ่านไป 4 ทุ่มเศษพนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่ละความพยายาม กรอภาพในกล้องวงจรปิดไปมาหลายรอบ เพื่อพยายามมองหมายเลขข้างรถของแท็กซี่ และแล้วก็มีพนักงานรักษาคมปลอดภัยท่านหนึ่งเกิดไอเดีย เค้าเอากล้องดิจิตอลซูมเข้าไปยังจอภาพ CCTV และถ่ายหมายเลขรถ ซึ่งปรากฎว่ามันเวิร์ค ! เราเห็นหมายเลขของแท็กซี่ชัดเจนจนพอจะเดาได้ว่ามันเลขอะไร พนักงานรักษาความปลอดภัยบอกให้ผมไปรอที่ห้องพัก เขาจะพยายามติดต่อไปที่บริษัทแท็กซี่อีกครั้งเพื่อหาตัวคนขับ ได้ความอย่างไรจะโทรขึ้นมาบอก
เวลาผ่านไปเกือบห้าทุ่ม เสียงโทรศัพท์ในห้องพักผมดังขึ้น ผมรีบลุกไปรับสาย เสียงที่ปลายสายเป็นเสียพนักงานต้อนรับ ที่แจ้งข่าวร้ายแสดงความเสียใจกับผมว่าเจอตัวแท็กซี่แล้ว และแท็กซี่ได้พยายามช่วยผมหามือถือแล้วแต่ไม่พบ และเนื่องจากเวลาผ่านไปค่อนข้างนานจากตอนผมลงรถ คนขับได้รับผู้โดยสารอีกหลายคน จึงไม่แน่ใจว่ามีใครหยิบไปหรือไม่
ผมนอนสิ้นหวัง ในใจคิดแต่เพียงเตรียมเสียเงินก้อนใหญ่เมื่อกลับถึงเมืองไทย ในห้วงพะวังนั้นผมฮึดสู้อีกครั้ง เปิดกระเป๋าเงินเห็นมีเงินเหลืออยู่ 150 USD กับเงิน VND อีกจำนวนหนึ่ง ผมตัดสินใจแบบคนจนตรอก โทรไปที่พนักงานต้อนรับบอกให้พนักงานต้อนรับโทรไปหาแท็กซี่อีกครั้ง ให้ช่วยหาโทรศัพท์ผมอย่างละเอียดอีกครั้งถ้าหาพบผมจะให้รางวัล 150 USD
20 นาทีต่อมาขณะที่ผมใกล้จะเคลิ้มหลับ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง พนักงานต้อนรับโทรขึ้นมาบอกว่า แท็กซี่พบโทรศัพท์ผมแล้วและขณะนี้กำลังรอผมอยู่ที่หน้าโรงแรม !
ผมกุลีกุจอลงไปที่ Lobby ทันที ผมพบคนขับแท็กซี่และหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยยืนรอผมอยู่ แท็กซี่แจ้งว่าผมโชคดี ที่หลังจากส่งผมผู้โดยสารทุกคนเรียกเขาผ่านศูนย์แท็กซี่ ทำให้เขามีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้โดยสารทุกคน เขาจึงไล่โทรหาทีละคนแล้วพบว่ามีผู้โดยสารคนหนึ่งเป็นคนเก็บไป
ภารกิจต่อไปคือการเดินทางไปยังบ้านผู้โดยสารคนนั้นเพื่อเอาโทรศัพท์คืน !
หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยอาษาไปกับผม เรานั่งแท็กซี่ไปยังอีกด้านหนึ่งของเมืองภายในบรรยากาศฝนพรำ แถมเมื่อถึงจุดหมายเรายังคงต้องเดินไปในซอยซึ่งเปลี่ยวและลึกมาก นี่ถ้าหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยไม่มากับผมด้วยผมคงถอดใจ เพราะบรรยากาศมันน่ากลัวเหลือเกิน ซอยนั้นเหมือนกับเขาวงกตวนไปวนมา ในใจก็คิดอยู่ตลอดว่าตายล่ะหวาเราจะถูกหลอกมาตีหัวรึเปล่า แต่ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายบ้านห้องแถวเก่า ๆ ที่สุดซอยนั้นมีเจ้าของบ้านโบกมือเรียกเราอยู่ เขายื่น iphone ให้ผม ผมขอบคุณและสวัสดีก่อนเดินทางกลับโรงแรม และมอบเงินให้กับแท็กซี่เป็นการตอบแทน
ผมถือว่าผมนั้นโชคดีมาก ที่ได้ iphone คืน แม้จะต้องเสียเงิน แต่ก็ไม่เสียเท่ากับซื้อมือถือใหม่
หลังจากเหตุการณ์นี้ผมจึงรวบรวมเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับแท็กซี่ในเวียดนาม ไว้เป็นข้อมูลแก่เพื่อน ๆ เพื่อจะไม่ได้ต้องมาลุ้นแบบผม เชิญอ่านต่อได้ใน comment แรกครับ