ขอโทษละกันที่กูเป็นกู

กระทู้สนทนา
ขอโทษละกันที่กูเป็นกู
ประโยคนั้นวนซ้ำไปมาอยู่ในหัว เหมือนรอยบนฟิล์มที่เช็ดไม่ออก เหมือนรอยสิวที่ไม่ยอมหาย เหมือนเศษอาหารที่ติดอยู่ตรงรูระบายน้ำ ผมรู้ว่าการจมตัวเองในความรู้สึกแย่ ๆ มันมีแต่คนดราม่าเขาทำกัน แต่ก็นะ อะไร ๆ ที่เราว่าคนอื่นไว้มันก็มักจะวกกลับมาหาตัวเอง พอคิดแบบนี้ก็ยิ่งเหมือนเราเป็นคนเลวซ้ำสอง หนึ่งคือชอบว่าคนอื่น สองคือเป็นอย่างที่ว่าซะเองด้วย เลวด้วย แล้วก็น่าหดหูด้วย
ขอโทษละกันที่กูเป็นกู
ประโยคนี้ดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้เหมือนความคิดมันตั้งใจพูดให้ตัวเองฟัง นี่เป็นเรื่องแย่ เพราะถ้าเราต้องรู้สึกขอโทษในสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นตัวของเรา ถ้าหากถึงขึ้นนั้นแล้ว... เอ่อ มันก็พูดยากนะ
คืนนี้เป็นคืนที่เย็นและแฉะ ผมก้าวเท้าเดินไปตามถนนกลางสายฝน เพลงจากโทรศัพท์จมผมให้อยู่ในช่วงขณะอารมณ์ ผมรู้มานานแล้วว่าการใส่หูฟังเปรียบเป็นการสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาครอบเราไว้ ดนตรีในช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นเหมือนเครื่องหยุดเวลาที่ทำให้จังหวะชีวิตของเราค้างเติ่งอยู่ที่อารมณ์เดิม ความคิดมันจมปลักอยู่กับที่ ถึงแม้เท้าเราจะเดิน ตาเราจะมองโลกและผู้คนดำเนินชีวิตไปตามปกติ แต่เรากลับไม่อยู่ในนั้น ไม่อยู่ในโลกที่มีผู้คน เราอยู่ตรงนี้ ตัดขาดจากโลกนั้น โดยมีอดีตและเสียงเพลงกั้นเอาไว้ มันตัดขาด และทำให้เราหลุดลอย
แผงขายอาหารตามข้างทางทยอยกันเก็บข้าวของ แสงจากเสาไฟสะท้อนเป็นประกายสีเหลืองแก่บนพื้นถนนชุ่มฝน เสียงรถไฟฟ้าวิ่งผ่านดังจากด้านบน เสียงรถยนต์ขับผ่านไปด้านข้าง และเสียงเพลงที่ดังในหูขณะย่ำเท้าไปข้างหน้า
ขอโทษละกันที่กูเป็นกู
เพราะประโยคนี้หรือเปล่าคนเราจึงไม่เข้าใจกัน? ปัญหาอยู่เราหรืออยู่ที่คนอื่น อยู่ที่เราที่เป็นเรา หรืออยู่ที่เขาที่เป็นเขา หรืออยู่ที่ระหว่างเรากับเขาที่มองเรื่องเดียวกันในมุมมองที่ต่างกัน ด้วยความคิดอ่านที่ต่างกัน หรือความเดือดร้อนที่ต่างกัน?
หรือทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแค่ผม ไม่มีใครเขาคิดกันขนาดนี้หรอก และก็ยิ่งไม่มีใครที่คิดว่าตัวเองจะคิดเยอะขนาดนี้ด้วย
บางทีชีวิตอาจเหมือนละคร ถ้าจะพูดให้ถูกคือละครก็เป็นฉากชีวิต ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล คนที่มีความต้องการอะไรมากกว่าก็มักจะเป็นฝ่ายที่ต้องรู้สึกแย่ เพราะยิ่งต้องการ เราก็จะยิ่งเดือดร้อนเพื่อให้ได้ในสิ่งนั้นมา และเมื่อยิ่งต้องการ ยิ่งเดือดร้อนเท่าไหร่ เราก็จะรู้สึกแย่เท่านั้น เพราะว่าอีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกอะไรขนาดนั้น คนเราก็เหมือนจะตระหนักถึงข้อนี้ดี เราจึงพยายามเล่นละครว่าเราไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรขนาดนั้น ใส่หน้ากาก ขังความต้องการเอาไว้ส่วนลึกในจิตใจ เราอาจโทรคุยกับเธอเรื่องสภาพอากาศในวันที่เรารู้สึกว่าจากห้องเราชั้นสิบสามนี่มันสูงขนาดไหน เราอาจเมินใครสักคนเพียงเพราะกลัวว่าเขาจะรู้ว่าเราต้องการความสนใจจากเขามากขนาดไหน เราอาจทำเป็นไม่สนใจ ฮิปสเตอร์ ติสต์ โลกส่วนตัวสูง เพียงเพราะแค่ไม่กล้า และกลัวเหลือเกินที่จะเปิดเผยความต้องการบางสิ่งไป...
ขอโทษละกันที่กูเป็นกู
ประโยคนี้ หากพูดออกไป คงต้องพูดด้วยน้ำเสียงที่เหมือนไม่ยี่หระมากที่สุด อาจต้องสั้นและห้วนและไม่แคร์ที่สุด เราอาจต้องหายตัวไปอย่างเร็วที่สุด อาจต้องวิ่ง ต้องแทรกพื้นดิน หรือระเหิดหายไปในอากาศ เพราะความต้องการของเรามันต้องถูกเปิดเผยและเล็ดรอดออกไปให้น้อยที่สุด เพื่อที่คนอื่นจะได้ไม่รู้ และเราจะได้ไม่ต้องรู้สึกแย่เหมือนตัวตนแตกเป็นเสี่ยง ๆ ในตอนจบ เพื่อที่จะได้ไม่เห็นสายตาที่มองเราเหมือนเป็นตัวประหลาด สายตาที่ว่างเปล่าและไม่สื่อถึงอะไร สายตาที่ไม่มีอะไรให้เลยกับความต้องการที่มากล้น ความเดือดร้อนที่ช่างมากเกินไปของคนคนหนึ่ง ของเรา ของผม
ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เป็นแค่การหนีปัญหา
คนเราคบกันเพราะอะไร เรามีบทบาทในวงสนทนาหรือเปล่า บทที่เราต้องเล่นคือบทไหน คนตลก? คนเอ๋อ? คนฉลาด? คนปัญญาอ่อน? คนพูดสนุก? คนเฮฮา? คนใสใส? คนไม่คิดมาก? ชีวิตสังคมในแต่ละวันของเราเป็นอย่างไร ขีดความสนิทสนมอยู่ที่ตรงไหน อยู่ที่ตรงตีบทแตก? อยู่ที่มีคนชอบในบทบาท? อยู่ในตัวบุคคลคนนั้น?
ขอโทษละกันที่กูเป็นกู
ความคิดคือความทุกข์ ยิ่งคิดมากยิ่งตรองมาก ยิ่งตรองมากยิ่งรู้ว่าเราต้องการ ยิ่งรู้ว่าเราต้องการก็ยิ่งต้องการสิ่งนั้นมาก  ต้องการมากก็เดือดร้อนมาก เดือดร้อนมากก็ต้องเล่นละครมาก เพราะใครจะอยากอยู่กับคนคิดเล็กคิดน้อย คิดไปหมดซะทุกอย่าง เรื่องนี้นิดเรื่องนู้นหน่อยก็เดือดร้อนจะเป็นจะตาย คนปกติเขาไม่ทำกันหรอก คนปกติเขาต้องเล่นในบทบาทได้ อยู่ในบทบาทได้ อาศัยในบทบาทได้
คนปกติที่ไม่ใช่ผม และการที่คิดจำแนกประเภทคนปกติ และคิดว่าเราไม่ใช่หนึ่งในนั้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครเขาทำกันด้วย
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมควรพูดกับตัวเองอีกรอบ คือ
ขอโทษละกันที่กูเป็นกู
ผมกดเปลี่ยนเพลงในโทรศัพท์ ไม่มีการแจ้งเตือนอะไรขึ้น เพราะผมเปิดแอร์เพลนโหมดไปแล้ว
ทำไมในหนังในละครในกระทู้ดราม่าคนเราต้องปิดโทรศัพท์หนี? เรียกร้องความสนใจเหรอ อยากอยู่คนเดียวเหรอ อารมณ์เปลี่ยวเหรอ หรือไม่ต้องการรับรู้ว่าจะมีคนโทรมาหรือไม่มีคนโทรมา บางทีมันอาจไม่ได้มีเหตุผลสำหรับทุกทุกอย่าง และคนที่พยายามจะหาเหตุผลมาอธิบาย ก็เป็นแค่คนที่เดือดร้อนไปเอง ‘นี่กูไม่ได้อะไรขนาดนั้นเลยนะเว่ย’ ‘จะแคร์ทำไมวะ’
‘เป็นอะไรมากเปล่าวะ?’
ถ้าเป็นคนคิดอะไรง่าย ๆ ก็คงดี อย่างมากก็แค่โดนว่าว่าไม่คิดอะไรเลย ฝ่ายนั้นก็เป็นฝ่ายเดือดร้อนแทนเราด้วย เราก็แค่ต้องพยายามไม่คิดมากต่อไป และไม่รู้สึกเดือดร้อนไปกับความเดือดร้อนของอีกฝ่ายไปด้วย
ผมเคยคิดว่าคนเราลืม ๆ เรื่องราวอะไรอะไรไปได้ แต่ผมอาจจะไม่เข้าใจคำว่าลืมดีพอ เพราะสิ่งที่เราลืม เราก็จำมันได้ใหม่ และเมื่อจำมันได้ เราก็จะตระหนักได้ว่า ความรู้สึกเหล่านั้นไม่เคยหายไปไหน มันทับถม มันกักเก็บ และพร้อมที่จะระเบิดและทะลักออกมาตามบาดแผลของความรู้สึก ยิ่งผูกพันก็ยิ่งต้องการยิ่งเดือดร้อนก็ยิ่งเจ็บ ความสัมพันธ์สำหรับคนคิดมาก ก็คงเหมือนเตียงใหญ่ ๆ เตียงหนึ่ง ที่เต็มไปด้วยตะปู และเข็ม และคมมีด และลวด และเชือกรัก และหน้ากาก และสายตาแบบนั้นที่มองมา
เมื่อกี้ผมเดินผ่านสะพานลอย ผมหยุดยืนดูวิวถนนอยู่พักหนึ่ง ตอนนั้นผมก็สงสัยนะ ว่าจากสะพานลอยไปที่พื้น มันสูงขนาดนั้นหรือเปล่า
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่