ขาเหล็ก อยากเล่า

ได้แต่นั่งอ่านกระทู้ของคนอื่นจนชิน มานังคิด เห้ยเราจิไม่ลองเขียนเล่นจั๊กกระทู้นิ เรื่องอย่างนี้มันต้องลอง เพราะเราก็มีเรื่องที่อยากเขียนเก็บไว้อ่านบ้าง

ผมก็เป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไปแหละ ที่ชอบทำอะไรอารมณ์ตามใจเหมื่อนวัยรุ่นทั่วไป ผมนี่ชอบขับรถเล่นสุดๆเลย

ใครจะไปรู้ จุดเปลี่ยนชีวิตผม ก็คือการขับรถนี่แหละ

ผมเอารถไปซ่อมกับเพื่อน ถีบรถกันไปสองคัน อยู่ดีๆเสียงดังปัง (คนที่เคยโดนรถชน ต้องไม่มีวันลืมแน่ๆ)
มืดสนิทเลย ตื่นอีกทีโรงบาล นั้นแหละจุดเปลี่ยนชีวิตเลย แต่ดีเนอะ ที่ยังรอดมาได้ ( แค่ขาหักไปสองท่อนเอง ^^ )

แล้วก็กลายเป็นคนเหล็ก คนที่ไปไหนแล้วไม่มีใครมองหน้า มองขากันทั้งนั้นนนนน
555

เรื่องสนุกของผมก็เริ่มจากวันนั้นแหละ

แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ กำลังจะจบปี 3 อะดิ อีกไม่กี่เดือน จะกลับบ้านหรือลุยต่อ ทั้งหมดมันอยู่ที่ผม
คิดแล้วคิดอีก คิดไปมองขาตัวเองไป สรุปคือ ลุยต่อแดะผม
พักอยู่ 15 วัน แล้วก็ถึงเวลาพร้อมจะไปเรียนแล้ว

จำได้เลยครับ วันนั้นที่ผมไปเรียน เดินผ่านใคร คือ ในใจผมก็อายนะ แต่ทำไงได้ ได้แต่เดิน 3 ขา ต่อไป
คนอื่นเขามอง แล้วก็หันไปซุบซิบกัน ที่ผมคิด ประมาณว่า น่าจะคุยว่า ดูมันดิ เป็นเจี่ยไรว่ะ 555 น่ากลัวว่ะ อะไรประมาณนั้น

เรื่องคนมองพอทำใจได้นะ แต่ขึ้นบันไดไปห้องเรียนอะดิครับ แล้วเรียนชั้น 3 ตลอด โอ้แม่เจ้า...." บอกเพื่อน กูไม่ไปเรียนได้ไหม " 5555
กว่าจะขึ้นถึงห้องเรียน เหงือนิเหมื่อนตอนแตะบอลเลยครับ คำเดียว โชก
แต่ถึงห้องเรียน ผมยังยิ้มได้ พูดตรงๆ 555 เหนือๆไหมละผม


ช่วงนั้น ผมไม่ขับรถเล่น ผมจิบ้าตาย ขนาดขาหักยังให้เพื่อนพาไปขับรถเล่น วันนั้นก็มีอะไรที่ผมคิดได้
การเป็นคนนั่งซ้อนบ้าง มองวิว มองทาง ก็สวยไปอีกแบบเหมื่อนกัน



ช่วงนั้นผมยิ่งกว่าราชาอีกครับ แบบอยากไร จะเอาไร แค่ชี้นิว แล้วบอกเพื่อนๆ
ถึงมันจะลีลาหน่อย แต่มันก็หยิบให้ เพราะผมไม่ลุกไปยิบเองแน่นอน 555
ข้าวก็ไม่ต้องซื้อเอง ช่วงนั้น เป็นผู้ตามอย่างเดียวครับผม พวกมันจะพาไปไหน ไปหมด

เขาบอกกันว่า เวลาเราลำบากนั้นแหละ จะเห็นมิตรแท้ ผมอยากบอกเลย ผมนี้เจอเต็มๆ
ถ้าขาไม่หัก ผมอาจจะไม่ลึกซึ้งกับคำว่าเพื่อน มากขนาดนี้ก็ได้
ในเรื่องร้ายๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆอยู่ถมไป อยู่ที่เรามอง ( พอๆเลิกดราม่า พูดเรื่องเพื่อนไม่ค่อยได้ ฟิวมันมาครับ 555)


เรื่องไปเรียนก็ไปปกติ ไปกับเพื่อน กลับกับเพื่อน เป็นผู้ซ้อนที่ดีมาตลอด

แต่เรื่องหนุกกำลังจะมา ถึงงานออกค่ายชมรมกันแล้ว ผมก็ขาหัก มีเหล็กติดขา ( แต่เค้าอยากไปอะ ) 555
สุดท้ายผมก็ได้ไปออกค่าย ในสภาพแบบนั้น ถือว่าผมไปเที่ยวละกัน เพราะผมไม่ทำอะไรอยู่แล้ว
เพราะการออกค่าย เป็นอะไรที่เด็กมหาลัย มองว่า มันต้องเป็นเรื่องสนุกแน่เลย แถมได้ทำประโยชน์ให้ชาวบ้านให้เด็กๆแถวนั้นด้วย
ผมไม่เล่ารายละเอียดนะ แต่อยากบอกว่า สนุกมาก มีคนขาหักไม่กี่คนหลอก ที่ไปรับรู้ ไปดูอะไร แบบนี้
รู้สึกดีมากๆเลยผม ลืมบอก ไอ้เด็กในโรงเรียนที่ผมไปออกค่าย ยังกลัวขาผมเลย มองแล้วหนีหมด อุส่าจะเดินไปทักทายน้องๆ 555
บรรญกาศที่นั้นดีสุดๆเลย กลางคืนหนาวมาก เหล็กเย็น จบขาไปหมด 55 ต้องรับชะตากรรมไป


ผมกลับมาเรียน เรื่องผมมีเหล็กติดขา ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแล้ว กลายเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาเห็นกันบ่อยแล้ว
ช่วงนั้นอาจายร์ช่วยผมเยอะ เพราะเห็นใจ แบบประมาณว่า ลำบากขนาดนี้ ยังเรียนต่อ ท่านอาจารย์หลายๆท่านเลยให้โอกาศผมในการเรียนมาตลอด

หลายเดือนผ่านมา ถ้าผมไม่ได้กำลังใจจากพ่อแม่และเพื่อนๆ ผมคงอยู่ยาก เคยคิดนะ ถ้าอยู่ตัวคนเดียวแบบไม่มีเพื่อน เราจะไปเรียน
จะใช้ชีวิตยังไง ผมคิดเสมอว่า ผมมีดีก็ตรงได้เพื่อนที่ไม่ทิ้งผมนี่แหละ ถึงพวกมันจะเปรตๆหน่อยก็เถอะ ผมรับได้ 555
เขาบอกมาว่า ถ้าไม่พันธุ์เดียวกัน คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

เพื่อนๆไปฝึกไปอบรม ผมก็ไปนะ ไปนังถือปืน ถือกล้องหล่อๆพอ ไปเรียนแผนที่ GPS เสียดาย ผมไม่ได้เข้าป่าไปเดินด้วย ไม่งั้นสนุกกว่านี้แน่
แต่แค่นี้ผมก็สนุกแล้วครับ กับบรรยกาศในศูนย์ฝึกอบรม มันเป็นธรรมชาติมาก สำคัญเลย ในป่า ดาวสวยสุดๆ เสียดายครับไม่มีรูปดาว มีแต่รูปผม ฮ่าๆ


เพื่อนๆเข้าไปนอนในป่า ผมนังอยู่ที่ศูนย์ฝึก เรียนแผนที่กับครูสอนป่าไม้ท่านหนึ่ง จำได้ดีเลยครับชื่อ ครูเอส
ครูแกยังบอกเลยว่า ให้ผมไปเดินป่าซ่อมด้วย ถ้าเดินได้แล้ว ปัจจุบัน ผมยังไม่ได้ไปเลย 5555 ผมรอผมแข่งแรงกว่านี้ก่อน
เพราะอยู่ป่า ถ้าไม่แข็งแรงหรือสมบูรณ์จริงๆ อยู่ยากครับ เพื่อนๆออกจากป่าก็ถือว่าจบหลักสูตรครับ ผมก็แอบจบมากับเขาด้วย
คนเสื้อดำใส่แว่นตรงกลางนั้นแหละครับ ครูเอส คนข้างๆครูเอส คืออาจารย์ป่าไม้ของพวกผมครับ อาจารย์แหลมไทย
ภูมิใจครับที่ได้เป็นลูกศิษย์

ผมก็เรื่อยๆของผมไปแบบนี้ครับ เดี๋ยวต่อ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่