เช้าวันที่สองแล้วเหรอเนี้ย..วันนี้เราจะไปเมืองเกียวโตน่ะ ตื่นเต้นๆ แพลนที่วางไว้มีดังนี้ 1.อะราชิยาม่า 2.วัดคิโยมิซึเดระหรือวัดน้ำใส 3.วัดโทฟุคุจิ 4.ศาลเจ้าจิ้งจอกขาว 5.วัดคินคะคุจิหรือวัดทอง นี่คือลอกมาจากเวปแนะนำเวปนึงเลย แต่หลังจากคุยกับเพื่อนที่ไปมา คือไม่มีทางไปครบแน่ภายใน 1วัน นี่ถ้าพักที่นี่สักคืนคงจะเวิร์ค เอาเป็นว่าเรามาดูกันว่าจริงๆแล้ว วันนี้จะลุยได้กี่ที่
กว่าจะได้ออกจากโรงแรมก็ 8-9โมงละ ก็อย่างว่า มาเองนิเน้อะ ไม่อยากทำตัวไม่ต่างกับการมาทัวร์ ที่ต้องตื่น 6โมง กินมื้อเช้า 7โมง ล้อหมุน 8โมง มื้อเช้าวันนี้จัดไปแค่นมสดแหละ
เริ่มที่การนั่งรถไฟจากสถานีอุเอะโฮมมาจิ สายคินเท็ตสึ ไปเปลี่ยนขบวนที่สถานียามาโตะ ไซไดจิ ตรงไปยังสถานีเกียวโต แต่คืออะไร ระหว่างทางเจอคุณลุงเข้ามาคุยด้วย ฮีเคยไปเมืองไทยหลายครั้ง ชอบหัวหินงิ่ คุยเพลิ้นนน เลยป้ายจร้าาาา จิถึงนาราอยู่แระ555 ต้องนั่งย้อนไปอีก เห้ออออออ ดีน่ะ เลยไปแค่สถานีเดียว
พอถึงเราก็ไม่รอรี เดินตามป้ายไปยัง Information Center บอกแล้วว่าไม่อยากเสียเวลาและหลง เอาทีชัวร์ไว้ก่อน ไปถึงก็ต่อคิวเพื่อรอรับบริการจากจนท.รุ่นลุงรุ่นป้าที่น่ารัก ทุกคนต่างขะมักเขม้นในการให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวกันยกใหญ่ พอถึงคิวเรา ก็ไม่ช้าที่จะบอกที่ที่เราอยากจะไปในเกียวโต และเราต้องไปยังไง รถไฟ รถเมล์ สถานีไหน อะไร ยังไง ที่ที่เราจะไปพอเห็นในแผนที่ที่คุณป้าเอามาให้ข้อมูลถึงกับมึน คนละทิศคนละทาง คือกว่าจะครบก็ไปรอบเมืองกันเลยทีเดียว แต่ตามคำแนะนำ และความเป็นจริงที่สามารถเก็บได้ ก็คือเราต้องไปอะราชิยาม่าก่อน ค่อนข้างไกลจากสถานี จากนั้นก็ไปวัดคินคะคุจิ ต่อด้วยวัดกินคะคุจิ(อันนี้แอบเพิ่ม ไหนๆไปวัดทองแล้ว ก็ต้องไปวัดเงินด้วย เลยถามคุณป้าว่าอยู่ตรงไหน อิ้อิ้) แล้วต่อด้วยวัดคิโยมิซึเดระ นางบอกมากสุดน่าจะได้แค่นี้สำหรับวันนี้ ส่วนวัดโทฟุคุจิ กับศาลเจ้าจิ้งจอกขาวเราว่าเราจะไว้เก็บพรุ่งนี้ เพราะมีแพลนจะไปนารา ค่อยมาเก็บช่วงเช้าก่อนไปนาราละกัน นางก็บอกว่า น่าจะดีกว่า
ว่าแล้วก็รีบเดินไปป้ายรถเมล์ด้านนอก ป้ายD3 ขึ้นสาย28 ตรงไปอะราชิยาม่า รวมแล้วกว่าจะถึงก็ร่วมชั่วโมง ไปถึงก็หายเหนื่อยเพราะด้วยความงดงามของธรรมชาติ ที่เพียงมองจากฝั่งถนน มันช่างอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ เขียวชอุ่ม พอลงรถ ก็งงอีก อ้าวววว..เดินจะเดินไปทางไหนละ แล้วอิสวนไผ่ เค้าเรียกว่าอะไรจะได้เปิดgoogle map 555 แลดูงกๆเงิ่นๆ ก็เห็นป้ายบอก good view on hill เราก็ลองเดินไป ไม่นานก็เจอป้ายชมลิงบนภูเขา เราก็เดินขึ้นไปหน่อยนึง ต้องสียค่าเข้า เลยเดินลงมา555 เดินลัดริมน้ำไปเรื่อยๆ คือดีงามอ่ะพูดเลย ชอบเวลาแบบนี้มาก ก็เดินไปเรื่อยๆ จนเอ..ก็ไม่เห็นจะมีอะไร เลยเข้าไปสอบถามสองสาวชาวญี่ปุ่นที่กำลังเดินไปถ่ายรูปไป ที่พูดอังกฤษเกือบไปไม่ได้เลย แต่ก็ใช้ความสามารถที่มีอยู่มาสื่อสารกับพวกนางจนเข้าใจ นางก็พยายามสื่อสารว่าข้างในไม่มีอะไร ไงละ..ดีที่ถามก่อน555 ป่าไผ่นางบอกต้องเดินไปอีกทาง นางก็น่ารักน่ะ พยายามจะช่วยสุดฤทธิ์ เปิดรูปให้ดูว่าใช่มั้ย จะได้บอกไม่ผิด จากนั้นเรานึกขึ้นได้ว่าเราโหลดแอ๊ปเก็บไว้จากที่เพื่อนแนะนำมา นั่นก็คือแอ๊ป JSpeak มันเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เราพูดอังกฤษเข้าไป แอ๊ปก็จะแปลและพูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น คือดีงาม เปร๊ะมาก แต่ถ้าพูดไทย มันอาจจะแปลแบบงงๆน่ะ ตลอดเวลาที่เราคุยกัน มีทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น และเสียงหัวเราะ นางบอกให้เดินไปกับนางเลย เพราะนางจะไปหาอะไรกินแถวนั้นพอดี เดินไกลเอาเรื่องอยู่ จนเราบอกว่าถ้าถึงร้านที่นางจะกินก็กินเลยน่ะไม่ต้องเดินไปส่ง นางก็บอกไม่เป็นไร น่ารักมากกกกกกก จนถึงทางเข้าป่าไผ่ ก็ต่างคนต่างแยกย้าย เรานี่ขอบคุณยกใหญ่..ขอบคุณจริงๆน่ะพวกเธอ
ตอนนั้นถามว่าหิวมั้ย ก็หิวน่ะ แต่อย่างน้อย อยากเก็บให้ได้สักที่ก่อน555 เดินเข้าไปก็เป็นป่าไผ่ ป่าไผ่จริงๆ555 ก็เริ่มเก็บภาพ และเดินเรื่อยๆ จนเจอวัดโนโนมิยะ ด้านในไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่มีคนเข้าไปเยอะมาก จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Kyoto World Heritage ที่นี่นี่แหละที่ทำเอาเพลิน คือมันใหญ่โตมโหฬารมาก ร่มรื่น สวยงาม คือถ้ามีเวลา อยู่ได้เป็นวันอ่ะเอาดิ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เลยเดินแบบเร็วๆ เพื่อจะได้เห็นอะไรเยอะหน่อย ในตัวอาคารไม้เก่าแก่หลังใหญ่ก็จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปนั่งพักผ่อน หลบร้อน ต้องยอมรับเลยว่าแดดแรงมากกก ระหว่างชมธรรมชาติที่สวยงาม ก็เจอเจ้านกกระเรียนตัวนึงบินมาเดินที่ริมน้ำอีกฝั่งนึง เลยรีบเก็บภาพมาได้หน่อย คือมันเข้ากับฉากหลังที่เป็นภูเขาและฉากหน้าที่เป็นบึงมากอ่ะ อยู่ที่นี่ถึงสักบ่ายโมงเห็นจะได้ เลยเดินออกมาเพื่อจะขึ้นรถบัสไปวัดทอง จากแผนที่ที่ได้มา ตามความเข้าใจเราต้องขึ้นสาย11 แล้วไปเปลี่ยนสายที่สถานียามาโกเอะ นาคาโช เพื่อขึ้นสาย59 ไปลงป้ายคินคะคุจิ มาเอะ แต่..แล้วเราต้องขึ้นฝั่งไหนละ นี่คือคำถาม555 เราก็เดินตรงไปถามพนง.ร้านขายของข้างทางที่เห็นว่าน่าจะพึ่งพาได้ และแล้วก็ถามถูกคน นางพอเข้าใจเรา นางบอกต้องขึ้นจากฝั่งป่าไผ่ ใช้เวลานั่งรถประมาณเกือบชั่วโมงเห็นจะได้กว่าจะถึงวัดทอง
พอถึงวัดทอง OMGคนเยอะมากกกกกกกกกก เรางิ้รีบเดิน (หรืออาจเรียกได้ว่า..วิ่ง)ไปซื้อตั๋ว แล้วรีบเข้าไปก่อนที่กรุ๊ปจากหลากหลายประเทศจะบุก พอเข้าไป ก็ได้พบตัวศาลาสีทองส่องประกายกระทบผิวน้ำที่สวยงาม รีบเก็บถาพให้ได้มากที่สุดเพราะคนเยอะมากจริงๆ มีเด็กผู้หญิงที่ใส่ยูคาตะมากันเป็นคณะน่ารักดี พอเห็นเราจะเซลฟี่เพื่อให้เห็นพวกนางก็หันยิ้มกันด้วย เก็บภาพไปด้วย เดินไปด้วย คือไม่ใช่แค่ตัวศาลาที่สวย แต่ธรรมชาติก็สวยไม่แพ้กัน เยี่ยมชม ถ่ายรูปกันพอสมควร ก็ได้เวลาไปจุดหมายต่อไป นั่ก็คือวัดกินคะคุจิ หรือวัดเงิน ซึ่งแน่นอนก่อนที่เราจะออกไปขึ้นรถ ก็ไม่อดที่จะแวะถามพนง.ในร้านขายของที่ระลึก ว่าเราต้องขึ้นสายไหน ฝั่งไหน เราต้องนั่งสาย204 จากป้ายคินคะคุจิ มิจิ สายเดียวตรงไปลงป้ายกินคะคุจิ มิจิ
วัดกินคะคุจิหรือวัดเงิน จะอยู่ฝั่งตรงข้ามป้ายน่ะ เดินเยื้องไป แล้วก็เดินขึ้นเนินไป เล่นเอาเหนื่อยอยู่ ระหว่างทางก็เหมือนๆกันกับที่อื่นๆ คือรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านของที่ระลึก และของกินทั้งคาวทั้งหวาน ขนม เครื่องดื่มเต็มสองข้างทาง ก็แอบเล็งๆไว้ ว่าจะลงมากินเพราะนี่ก็บ่ายละ หิวมากกกกก วัดเงินไม่ได้มีศาลาเป็นสีเงินเหมือนวัดทองที่มีศาลาสีทองน่ะ แต่สิ่งที่เป็นสีเงิน นั่นก็คือรูปหล่อเงินนกโฮโอที่อยู่บนหลังคานั่นเอง บริเวณรอบๆศาลาก็มีการตกแต่งสวนที่สวยแปลกตา ไม่เหมือนทีไหนซึ่งเน้นการใช้หิน ดินและทรายในการจัดสวนแห่งนี้ จากนั้นก็เดินรอบๆบริเวณวัดเงิน ซึ่งมีความร่มรื่นไม่แพ้ที่อื่นเลย ที่นี่ทำให้พบคู่แม่ลูกคู่นึง ที่ใสชุดยาคาตะเพื่อมาเก็บภาพที่นี่ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า การมาครั้งนี้เราพบเจอคนญี่ปุ่นใส่ชุดยูคาตะซึ่งถือเป็นชุดประจำชาติในฤดูร้อน ในสถานีที่สำคัญๆเยอะมาก มองดูก็น่ารักดี แต่ละชุด แต่ละคนก็มีเสน่ห์ต่างกันออกไป
แล้วก็ถึงเวลาที่เรารอคอย กับอาหารมื้อแรกของวัน จะเรียกเป็น brunch ยังทันชิมิ ก็แวะร้านนึง เปิดแอร์เย็นสบาย ร้านกว้างขวางพอสมควร แต่กลับไม่มีลูกค้าเลย ก็ดีเหมือนกัน ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องรอคิวด้วย เพราะยังไงเราก็ยังเชื่อว่ากินร้านไหนก็ได้ อร่อยเหมือนกันแหละ พอเข้าร้านไป คนในร้านก็ทักทายเป็นการใหญ่ เค้าก็เอาเมนูมาให้ แต่เราก็ไม่ดูหรอก สั่ง unagiข้าวหน้าปลาไหลสุดโปรดไปเลย สั่งเสร็จเค้าก็เสริฟน้ำ ช่วงที่นั่งรอ กลิ่นหอมหวนก็ลอยมาเตะจมูกซึ่งทำให้ยิ่งหิวเข้าไปอีก หน้าตาน่ากินมาก หอม ปลาไหลชิ้นหนาผิดกับบ้านเราบางร้าน555 มาพร้อมกับน้ำซุปและผักดอง มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 1200เยน ราวๆ สามร้อยกว่าบาท อิ่มมากกกกกก กินเสร็จก็นั่งพักชิลๆในร้านก่อน เพราะเหนื่อยมาทั้งวันละ คนที่ร้านซึ่งคาดว่าคงเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ถามว่าเป็นคนไทยเหรอ เรารีบบอกใช่ๆ ถามกลับทำไมรู้อ่ะ คนไทยมากินเยอะเหรอ นางก็บอกป่าวๆ เดาเอา แล้วอีกคนก็บอกว่านางชอบอาหารไทย ยำวุ้นเส้น กับต้มยำกุ้ง ซึ่งสำเนียงชัดมาก เราเลยบอกยูชอบกินเผ็ดน่ะเนี้ย เลยหัวเราะกันใหญ่ เค้าไม่เคยไปเมืองไทย แต่ชอบกินอาหารไทยมาก ที่นี่มีร้านอาหารไทยด้วย..นางกล่าว แน่นอนที่สุด ไม่พลาดที่จะถามถึงการไปวัดคิโยมิซึ หรือวัดน้ำใส ซึ่งเราว่าสำคัญน่ะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าต้องขึ้นป้ายไหน จากฝั่งไหน ก่อนออกจากร้านก็เลยขอถ่ายรูปด้วยหน่อย ขอบคุณที่ทำให้การกินคนเดียวในร้านไม่เงียบงัน อิ้อิ้
จากป้ายกินคะคุจิ มิจิ ฝั่งตรงข้ามกับที่ลงตอนขามา นั่งสาย100 เพื่อไปลงป้ายคิโยมิซึ มิจิ ช่วงที่รอ เราก็make sureกับคนที่ยืนรอรถเหมือนกันว่า เรารอที่จะขึ้นสายถูกใช่มั้ย ก็เป็นอันสบายใจ จากที่นี่ใช้เวลาไม่นานมากก็ถึงวัดคิโยมิซึ แต่เวลาก็บ่ายแก่ๆละ รีบเลยรีบ จากป้ายที่ลง เดินขึ้นเนินไกลมากสำหรับวัดนี้ คนส่วนใหญ่เริ่มเดินกลับลงมากันแล้ว ของขายเยอะมาก ไปถึงก็รีบเดิน รีบชม แต่ก็ถือว่าcontrol เวลาได้ดีอยู่ ยังมีฟีลพักๆชิลๆ เป็นวัดไม้เก่าแก่หลังใหญ่มาก นี่ถ้ามาตอนหิมะตก หรือใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยมาก ซึ่งจะต้องมาอีกให้ได้ อิ๊อิ๊ แต่นี้ก็สวยอีกแบบ เขียวชอุ่มมมม เดินชมไปถ่ายรูปไป ซึ่งจากที่นี่ก็สามารถเห็น Tokyo Towerด้วยน่ะ จากตัววัดไม้หลังใหญ่ เราจะเห็นเจดีย์สีแดงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาสีเขียว สวยมาก เดินไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงจุดดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ละ มีอยู่ 3ท่อ เรากินทั้ง 3ท่อเลย น่าจะมีภาษาอังกฤษให้ซะหน่อยว่าท่อนี้กินแล้วจะดียังไง พอไม่รู้ เลยกินครบเลย5555
ก็ถือเป็นอันครบกับที่นี่ ตกเย็นเกือบ 6โมงละ จนท.ก็เริ่มประกาศแจ้งเวลาปิด คนก็เริ่มทยอยเดินกลับกันออกมา ร้านค้าก็ปิดกันเกือบหมดละ ช่วงที่เดินลง เห็นคนไทยรุมซื้อสตรอเบอร์รี่จากรถที่คุณลุงเอามาขาย ก็ดูสดดี 800เยน แต่เราไม่ได้ซื้อน่ะ เพราะจะกินก็คงไม่หมด แล้วต้องแบกไปโอซาก้าอัก ช้ำกันพอดี แถม 800เยนก็ไม่ใช่จะถูก เพราะแพคแบบนี้เลย ในห้างในซุปเปอร์แค่400-500เยนเองที่เคยซื้อ ก็สด หอม หวาน อร่อยมากแล้ว
พอละสำหรับวันนี้ ถือว่าเก็บได้ 4ที่นี่คือเยอะหล่ะน่ะ รู้งี้ค้างเกียวโตสักคืน แต่ก็เอานา..ครั้งแรกลุยเดี่ยว ได้แค่นี้ก็เริ่ดแระ อิ๊อิ๊ ออกไปรอรถเมล์ฝั่งตรงข้ามที่ลง เพื่อกลับไปKyoto Station จากป้ายนี้นั่งได้ 2สาย 100 และ206 ไม่ไกลครับ ระหว่างรอหยอดตู้จิบpepsiซะหน่อย กระป๋องเบ้อเริ่ม 130เยน สดชื่นขึ้นมาได้เยอะ ก็มีแพลนผุดขึ้นมาว่า คืนนี้ไปหาอะไรกินที่นัมบะดีกว่า ก่อนจะไปขึ้นรถไฟ ก็แวะ Information Centerอีกรอบ เพื่อสอบถามเส้นทางในวันพรุ่งนี้เลย แพลนก็คือช่วงเช้าจะกลับมาเกียวโตอีก เพื่อไปวัดโทฟุคุจิ และศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ก่อนที่จะไปนารา ได้ข้อมูลมาครบ ก็นั่งรถไฟไปนัมบะ โดยต้องเปลี่ยนขบวนที่เดิม นั่นก็คือสถานียามาโตะ ไซไดจิ แล้วไปลงสถานีโอซาก้า นัมบะ
จากสถานีเดินไปนิดเดียวก็เจอกับเจ้าปลาหมึกยักษ์ กระดุ๊กกระดิ๊ก ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะมากินทาโกะยากิร้านนี้ ตอนไปถึงคือดีจัง ไม่มีคิวเลย แต่หลังจากซื้อเสร็จแล้วมานั่งกินนี่ซิ คิวยาวเหยียดเลย ทาโกะลูกใหญ่ หนวดปลาหมึกชิ้นโต ชุดเล็ก 8ลูก คือคนเดียวกินอย่างเดียวอิ่มอ่ะ แงๆ อยากกินอย่างอื่นด้วยอ่า กินเสร็จก็เดินตะลุยหา land markของที่นี่555 ไปเจอเรือที่มีปาร์ตี้พอดี คือเกร๋อ่ะ จัดปาร์ตี้ส่วนตัวบนเรือ drink dance drunkล่องไปตามน้ำ เปิดเพลงมันส์ๆ พอเราถ่ายรูปเค้าก็แอคให้เราถ่าย บางคนก็ชวนคุย มาจากไหน ชื่ออะไร มาที่นี่สนุกมั้ย น่ารักกันดีอ่ะ แถมให้เราเซลฟี่ถ่ายกะพวกนางด้วย เริ่ดดดดดดดด
ทีนี่ก็มาถึงการต้องถ่ายรูปกับพ่อหนุ่มกูลิโกะ โชคดีเจอน้องนีชาวไทยสนทนากันอยู่เลย วานให้พวกนางถ่ายรูปให้ ไม่งั้น ไม่มีรูปเลียนแบบพ่อหนุ่มคนนี้เป็นแน่555 เสร็จก็เดินช้อป เดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบละ เพราะรีบมาทั้งวัน555 จากตรงนี้กลับโรงแรมก็แค่ 2สถานี มีเวลาถึง 5ทุ่มแหนะ แต่สัก 4ทุ่มครึ่งก็กลับละ ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะซื้อหนมตุนไว้ ได้มาเยอะเชียว นมเอย นมเปรี้ยวเอย หนมปังเอย อะไรเอย555
รูปไปดูที่เฟซตามลิ้งค์นี้เลยค้าบบบ
https://www.facebook.com/kokjuan.kiattansakul/media_set?set=a.10152865467957413.1073741857.698737412&type=3
[CR] แบกเป้ตะลุยเดี่ยว เฟี้ยวอินคันไซ Day3 in Kyoto
กว่าจะได้ออกจากโรงแรมก็ 8-9โมงละ ก็อย่างว่า มาเองนิเน้อะ ไม่อยากทำตัวไม่ต่างกับการมาทัวร์ ที่ต้องตื่น 6โมง กินมื้อเช้า 7โมง ล้อหมุน 8โมง มื้อเช้าวันนี้จัดไปแค่นมสดแหละ
เริ่มที่การนั่งรถไฟจากสถานีอุเอะโฮมมาจิ สายคินเท็ตสึ ไปเปลี่ยนขบวนที่สถานียามาโตะ ไซไดจิ ตรงไปยังสถานีเกียวโต แต่คืออะไร ระหว่างทางเจอคุณลุงเข้ามาคุยด้วย ฮีเคยไปเมืองไทยหลายครั้ง ชอบหัวหินงิ่ คุยเพลิ้นนน เลยป้ายจร้าาาา จิถึงนาราอยู่แระ555 ต้องนั่งย้อนไปอีก เห้ออออออ ดีน่ะ เลยไปแค่สถานีเดียว
พอถึงเราก็ไม่รอรี เดินตามป้ายไปยัง Information Center บอกแล้วว่าไม่อยากเสียเวลาและหลง เอาทีชัวร์ไว้ก่อน ไปถึงก็ต่อคิวเพื่อรอรับบริการจากจนท.รุ่นลุงรุ่นป้าที่น่ารัก ทุกคนต่างขะมักเขม้นในการให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวกันยกใหญ่ พอถึงคิวเรา ก็ไม่ช้าที่จะบอกที่ที่เราอยากจะไปในเกียวโต และเราต้องไปยังไง รถไฟ รถเมล์ สถานีไหน อะไร ยังไง ที่ที่เราจะไปพอเห็นในแผนที่ที่คุณป้าเอามาให้ข้อมูลถึงกับมึน คนละทิศคนละทาง คือกว่าจะครบก็ไปรอบเมืองกันเลยทีเดียว แต่ตามคำแนะนำ และความเป็นจริงที่สามารถเก็บได้ ก็คือเราต้องไปอะราชิยาม่าก่อน ค่อนข้างไกลจากสถานี จากนั้นก็ไปวัดคินคะคุจิ ต่อด้วยวัดกินคะคุจิ(อันนี้แอบเพิ่ม ไหนๆไปวัดทองแล้ว ก็ต้องไปวัดเงินด้วย เลยถามคุณป้าว่าอยู่ตรงไหน อิ้อิ้) แล้วต่อด้วยวัดคิโยมิซึเดระ นางบอกมากสุดน่าจะได้แค่นี้สำหรับวันนี้ ส่วนวัดโทฟุคุจิ กับศาลเจ้าจิ้งจอกขาวเราว่าเราจะไว้เก็บพรุ่งนี้ เพราะมีแพลนจะไปนารา ค่อยมาเก็บช่วงเช้าก่อนไปนาราละกัน นางก็บอกว่า น่าจะดีกว่า
ว่าแล้วก็รีบเดินไปป้ายรถเมล์ด้านนอก ป้ายD3 ขึ้นสาย28 ตรงไปอะราชิยาม่า รวมแล้วกว่าจะถึงก็ร่วมชั่วโมง ไปถึงก็หายเหนื่อยเพราะด้วยความงดงามของธรรมชาติ ที่เพียงมองจากฝั่งถนน มันช่างอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ เขียวชอุ่ม พอลงรถ ก็งงอีก อ้าวววว..เดินจะเดินไปทางไหนละ แล้วอิสวนไผ่ เค้าเรียกว่าอะไรจะได้เปิดgoogle map 555 แลดูงกๆเงิ่นๆ ก็เห็นป้ายบอก good view on hill เราก็ลองเดินไป ไม่นานก็เจอป้ายชมลิงบนภูเขา เราก็เดินขึ้นไปหน่อยนึง ต้องสียค่าเข้า เลยเดินลงมา555 เดินลัดริมน้ำไปเรื่อยๆ คือดีงามอ่ะพูดเลย ชอบเวลาแบบนี้มาก ก็เดินไปเรื่อยๆ จนเอ..ก็ไม่เห็นจะมีอะไร เลยเข้าไปสอบถามสองสาวชาวญี่ปุ่นที่กำลังเดินไปถ่ายรูปไป ที่พูดอังกฤษเกือบไปไม่ได้เลย แต่ก็ใช้ความสามารถที่มีอยู่มาสื่อสารกับพวกนางจนเข้าใจ นางก็พยายามสื่อสารว่าข้างในไม่มีอะไร ไงละ..ดีที่ถามก่อน555 ป่าไผ่นางบอกต้องเดินไปอีกทาง นางก็น่ารักน่ะ พยายามจะช่วยสุดฤทธิ์ เปิดรูปให้ดูว่าใช่มั้ย จะได้บอกไม่ผิด จากนั้นเรานึกขึ้นได้ว่าเราโหลดแอ๊ปเก็บไว้จากที่เพื่อนแนะนำมา นั่นก็คือแอ๊ป JSpeak มันเป็นตัวช่วยที่ดีมาก เราพูดอังกฤษเข้าไป แอ๊ปก็จะแปลและพูดออกมาเป็นภาษาญี่ปุ่น คือดีงาม เปร๊ะมาก แต่ถ้าพูดไทย มันอาจจะแปลแบบงงๆน่ะ ตลอดเวลาที่เราคุยกัน มีทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น และเสียงหัวเราะ นางบอกให้เดินไปกับนางเลย เพราะนางจะไปหาอะไรกินแถวนั้นพอดี เดินไกลเอาเรื่องอยู่ จนเราบอกว่าถ้าถึงร้านที่นางจะกินก็กินเลยน่ะไม่ต้องเดินไปส่ง นางก็บอกไม่เป็นไร น่ารักมากกกกกกก จนถึงทางเข้าป่าไผ่ ก็ต่างคนต่างแยกย้าย เรานี่ขอบคุณยกใหญ่..ขอบคุณจริงๆน่ะพวกเธอ
ตอนนั้นถามว่าหิวมั้ย ก็หิวน่ะ แต่อย่างน้อย อยากเก็บให้ได้สักที่ก่อน555 เดินเข้าไปก็เป็นป่าไผ่ ป่าไผ่จริงๆ555 ก็เริ่มเก็บภาพ และเดินเรื่อยๆ จนเจอวัดโนโนมิยะ ด้านในไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่มีคนเข้าไปเยอะมาก จากนั้นก็เดินไปเรื่อยๆ จนถึง Kyoto World Heritage ที่นี่นี่แหละที่ทำเอาเพลิน คือมันใหญ่โตมโหฬารมาก ร่มรื่น สวยงาม คือถ้ามีเวลา อยู่ได้เป็นวันอ่ะเอาดิ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด เลยเดินแบบเร็วๆ เพื่อจะได้เห็นอะไรเยอะหน่อย ในตัวอาคารไม้เก่าแก่หลังใหญ่ก็จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปนั่งพักผ่อน หลบร้อน ต้องยอมรับเลยว่าแดดแรงมากกก ระหว่างชมธรรมชาติที่สวยงาม ก็เจอเจ้านกกระเรียนตัวนึงบินมาเดินที่ริมน้ำอีกฝั่งนึง เลยรีบเก็บภาพมาได้หน่อย คือมันเข้ากับฉากหลังที่เป็นภูเขาและฉากหน้าที่เป็นบึงมากอ่ะ อยู่ที่นี่ถึงสักบ่ายโมงเห็นจะได้ เลยเดินออกมาเพื่อจะขึ้นรถบัสไปวัดทอง จากแผนที่ที่ได้มา ตามความเข้าใจเราต้องขึ้นสาย11 แล้วไปเปลี่ยนสายที่สถานียามาโกเอะ นาคาโช เพื่อขึ้นสาย59 ไปลงป้ายคินคะคุจิ มาเอะ แต่..แล้วเราต้องขึ้นฝั่งไหนละ นี่คือคำถาม555 เราก็เดินตรงไปถามพนง.ร้านขายของข้างทางที่เห็นว่าน่าจะพึ่งพาได้ และแล้วก็ถามถูกคน นางพอเข้าใจเรา นางบอกต้องขึ้นจากฝั่งป่าไผ่ ใช้เวลานั่งรถประมาณเกือบชั่วโมงเห็นจะได้กว่าจะถึงวัดทอง
พอถึงวัดทอง OMGคนเยอะมากกกกกกกกกก เรางิ้รีบเดิน (หรืออาจเรียกได้ว่า..วิ่ง)ไปซื้อตั๋ว แล้วรีบเข้าไปก่อนที่กรุ๊ปจากหลากหลายประเทศจะบุก พอเข้าไป ก็ได้พบตัวศาลาสีทองส่องประกายกระทบผิวน้ำที่สวยงาม รีบเก็บถาพให้ได้มากที่สุดเพราะคนเยอะมากจริงๆ มีเด็กผู้หญิงที่ใส่ยูคาตะมากันเป็นคณะน่ารักดี พอเห็นเราจะเซลฟี่เพื่อให้เห็นพวกนางก็หันยิ้มกันด้วย เก็บภาพไปด้วย เดินไปด้วย คือไม่ใช่แค่ตัวศาลาที่สวย แต่ธรรมชาติก็สวยไม่แพ้กัน เยี่ยมชม ถ่ายรูปกันพอสมควร ก็ได้เวลาไปจุดหมายต่อไป นั่ก็คือวัดกินคะคุจิ หรือวัดเงิน ซึ่งแน่นอนก่อนที่เราจะออกไปขึ้นรถ ก็ไม่อดที่จะแวะถามพนง.ในร้านขายของที่ระลึก ว่าเราต้องขึ้นสายไหน ฝั่งไหน เราต้องนั่งสาย204 จากป้ายคินคะคุจิ มิจิ สายเดียวตรงไปลงป้ายกินคะคุจิ มิจิ
วัดกินคะคุจิหรือวัดเงิน จะอยู่ฝั่งตรงข้ามป้ายน่ะ เดินเยื้องไป แล้วก็เดินขึ้นเนินไป เล่นเอาเหนื่อยอยู่ ระหว่างทางก็เหมือนๆกันกับที่อื่นๆ คือรายล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านของที่ระลึก และของกินทั้งคาวทั้งหวาน ขนม เครื่องดื่มเต็มสองข้างทาง ก็แอบเล็งๆไว้ ว่าจะลงมากินเพราะนี่ก็บ่ายละ หิวมากกกกก วัดเงินไม่ได้มีศาลาเป็นสีเงินเหมือนวัดทองที่มีศาลาสีทองน่ะ แต่สิ่งที่เป็นสีเงิน นั่นก็คือรูปหล่อเงินนกโฮโอที่อยู่บนหลังคานั่นเอง บริเวณรอบๆศาลาก็มีการตกแต่งสวนที่สวยแปลกตา ไม่เหมือนทีไหนซึ่งเน้นการใช้หิน ดินและทรายในการจัดสวนแห่งนี้ จากนั้นก็เดินรอบๆบริเวณวัดเงิน ซึ่งมีความร่มรื่นไม่แพ้ที่อื่นเลย ที่นี่ทำให้พบคู่แม่ลูกคู่นึง ที่ใสชุดยาคาตะเพื่อมาเก็บภาพที่นี่ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า การมาครั้งนี้เราพบเจอคนญี่ปุ่นใส่ชุดยูคาตะซึ่งถือเป็นชุดประจำชาติในฤดูร้อน ในสถานีที่สำคัญๆเยอะมาก มองดูก็น่ารักดี แต่ละชุด แต่ละคนก็มีเสน่ห์ต่างกันออกไป
แล้วก็ถึงเวลาที่เรารอคอย กับอาหารมื้อแรกของวัน จะเรียกเป็น brunch ยังทันชิมิ ก็แวะร้านนึง เปิดแอร์เย็นสบาย ร้านกว้างขวางพอสมควร แต่กลับไม่มีลูกค้าเลย ก็ดีเหมือนกัน ไม่วุ่นวาย ไม่ต้องรอคิวด้วย เพราะยังไงเราก็ยังเชื่อว่ากินร้านไหนก็ได้ อร่อยเหมือนกันแหละ พอเข้าร้านไป คนในร้านก็ทักทายเป็นการใหญ่ เค้าก็เอาเมนูมาให้ แต่เราก็ไม่ดูหรอก สั่ง unagiข้าวหน้าปลาไหลสุดโปรดไปเลย สั่งเสร็จเค้าก็เสริฟน้ำ ช่วงที่นั่งรอ กลิ่นหอมหวนก็ลอยมาเตะจมูกซึ่งทำให้ยิ่งหิวเข้าไปอีก หน้าตาน่ากินมาก หอม ปลาไหลชิ้นหนาผิดกับบ้านเราบางร้าน555 มาพร้อมกับน้ำซุปและผักดอง มื้อนี้ค่าเสียหายอยู่ที่ 1200เยน ราวๆ สามร้อยกว่าบาท อิ่มมากกกกกก กินเสร็จก็นั่งพักชิลๆในร้านก่อน เพราะเหนื่อยมาทั้งวันละ คนที่ร้านซึ่งคาดว่าคงเป็นครอบครัวเดียวกัน ก็ถามว่าเป็นคนไทยเหรอ เรารีบบอกใช่ๆ ถามกลับทำไมรู้อ่ะ คนไทยมากินเยอะเหรอ นางก็บอกป่าวๆ เดาเอา แล้วอีกคนก็บอกว่านางชอบอาหารไทย ยำวุ้นเส้น กับต้มยำกุ้ง ซึ่งสำเนียงชัดมาก เราเลยบอกยูชอบกินเผ็ดน่ะเนี้ย เลยหัวเราะกันใหญ่ เค้าไม่เคยไปเมืองไทย แต่ชอบกินอาหารไทยมาก ที่นี่มีร้านอาหารไทยด้วย..นางกล่าว แน่นอนที่สุด ไม่พลาดที่จะถามถึงการไปวัดคิโยมิซึ หรือวัดน้ำใส ซึ่งเราว่าสำคัญน่ะ เพราะเราไม่รู้เลยว่าต้องขึ้นป้ายไหน จากฝั่งไหน ก่อนออกจากร้านก็เลยขอถ่ายรูปด้วยหน่อย ขอบคุณที่ทำให้การกินคนเดียวในร้านไม่เงียบงัน อิ้อิ้
จากป้ายกินคะคุจิ มิจิ ฝั่งตรงข้ามกับที่ลงตอนขามา นั่งสาย100 เพื่อไปลงป้ายคิโยมิซึ มิจิ ช่วงที่รอ เราก็make sureกับคนที่ยืนรอรถเหมือนกันว่า เรารอที่จะขึ้นสายถูกใช่มั้ย ก็เป็นอันสบายใจ จากที่นี่ใช้เวลาไม่นานมากก็ถึงวัดคิโยมิซึ แต่เวลาก็บ่ายแก่ๆละ รีบเลยรีบ จากป้ายที่ลง เดินขึ้นเนินไกลมากสำหรับวัดนี้ คนส่วนใหญ่เริ่มเดินกลับลงมากันแล้ว ของขายเยอะมาก ไปถึงก็รีบเดิน รีบชม แต่ก็ถือว่าcontrol เวลาได้ดีอยู่ ยังมีฟีลพักๆชิลๆ เป็นวัดไม้เก่าแก่หลังใหญ่มาก นี่ถ้ามาตอนหิมะตก หรือใบไม้เปลี่ยนสีคงสวยมาก ซึ่งจะต้องมาอีกให้ได้ อิ๊อิ๊ แต่นี้ก็สวยอีกแบบ เขียวชอุ่มมมม เดินชมไปถ่ายรูปไป ซึ่งจากที่นี่ก็สามารถเห็น Tokyo Towerด้วยน่ะ จากตัววัดไม้หลังใหญ่ เราจะเห็นเจดีย์สีแดงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาสีเขียว สวยมาก เดินไปเรื่อยๆ จนลงไปถึงจุดดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ละ มีอยู่ 3ท่อ เรากินทั้ง 3ท่อเลย น่าจะมีภาษาอังกฤษให้ซะหน่อยว่าท่อนี้กินแล้วจะดียังไง พอไม่รู้ เลยกินครบเลย5555
ก็ถือเป็นอันครบกับที่นี่ ตกเย็นเกือบ 6โมงละ จนท.ก็เริ่มประกาศแจ้งเวลาปิด คนก็เริ่มทยอยเดินกลับกันออกมา ร้านค้าก็ปิดกันเกือบหมดละ ช่วงที่เดินลง เห็นคนไทยรุมซื้อสตรอเบอร์รี่จากรถที่คุณลุงเอามาขาย ก็ดูสดดี 800เยน แต่เราไม่ได้ซื้อน่ะ เพราะจะกินก็คงไม่หมด แล้วต้องแบกไปโอซาก้าอัก ช้ำกันพอดี แถม 800เยนก็ไม่ใช่จะถูก เพราะแพคแบบนี้เลย ในห้างในซุปเปอร์แค่400-500เยนเองที่เคยซื้อ ก็สด หอม หวาน อร่อยมากแล้ว
พอละสำหรับวันนี้ ถือว่าเก็บได้ 4ที่นี่คือเยอะหล่ะน่ะ รู้งี้ค้างเกียวโตสักคืน แต่ก็เอานา..ครั้งแรกลุยเดี่ยว ได้แค่นี้ก็เริ่ดแระ อิ๊อิ๊ ออกไปรอรถเมล์ฝั่งตรงข้ามที่ลง เพื่อกลับไปKyoto Station จากป้ายนี้นั่งได้ 2สาย 100 และ206 ไม่ไกลครับ ระหว่างรอหยอดตู้จิบpepsiซะหน่อย กระป๋องเบ้อเริ่ม 130เยน สดชื่นขึ้นมาได้เยอะ ก็มีแพลนผุดขึ้นมาว่า คืนนี้ไปหาอะไรกินที่นัมบะดีกว่า ก่อนจะไปขึ้นรถไฟ ก็แวะ Information Centerอีกรอบ เพื่อสอบถามเส้นทางในวันพรุ่งนี้เลย แพลนก็คือช่วงเช้าจะกลับมาเกียวโตอีก เพื่อไปวัดโทฟุคุจิ และศาลเจ้าฟูชิมิ อินาริ ก่อนที่จะไปนารา ได้ข้อมูลมาครบ ก็นั่งรถไฟไปนัมบะ โดยต้องเปลี่ยนขบวนที่เดิม นั่นก็คือสถานียามาโตะ ไซไดจิ แล้วไปลงสถานีโอซาก้า นัมบะ
จากสถานีเดินไปนิดเดียวก็เจอกับเจ้าปลาหมึกยักษ์ กระดุ๊กกระดิ๊ก ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะมากินทาโกะยากิร้านนี้ ตอนไปถึงคือดีจัง ไม่มีคิวเลย แต่หลังจากซื้อเสร็จแล้วมานั่งกินนี่ซิ คิวยาวเหยียดเลย ทาโกะลูกใหญ่ หนวดปลาหมึกชิ้นโต ชุดเล็ก 8ลูก คือคนเดียวกินอย่างเดียวอิ่มอ่ะ แงๆ อยากกินอย่างอื่นด้วยอ่า กินเสร็จก็เดินตะลุยหา land markของที่นี่555 ไปเจอเรือที่มีปาร์ตี้พอดี คือเกร๋อ่ะ จัดปาร์ตี้ส่วนตัวบนเรือ drink dance drunkล่องไปตามน้ำ เปิดเพลงมันส์ๆ พอเราถ่ายรูปเค้าก็แอคให้เราถ่าย บางคนก็ชวนคุย มาจากไหน ชื่ออะไร มาที่นี่สนุกมั้ย น่ารักกันดีอ่ะ แถมให้เราเซลฟี่ถ่ายกะพวกนางด้วย เริ่ดดดดดดดด
ทีนี่ก็มาถึงการต้องถ่ายรูปกับพ่อหนุ่มกูลิโกะ โชคดีเจอน้องนีชาวไทยสนทนากันอยู่เลย วานให้พวกนางถ่ายรูปให้ ไม่งั้น ไม่มีรูปเลียนแบบพ่อหนุ่มคนนี้เป็นแน่555 เสร็จก็เดินช้อป เดินไปเรื่อยๆ ไม่รีบละ เพราะรีบมาทั้งวัน555 จากตรงนี้กลับโรงแรมก็แค่ 2สถานี มีเวลาถึง 5ทุ่มแหนะ แต่สัก 4ทุ่มครึ่งก็กลับละ ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะซื้อหนมตุนไว้ ได้มาเยอะเชียว นมเอย นมเปรี้ยวเอย หนมปังเอย อะไรเอย555
รูปไปดูที่เฟซตามลิ้งค์นี้เลยค้าบบบ https://www.facebook.com/kokjuan.kiattansakul/media_set?set=a.10152865467957413.1073741857.698737412&type=3