บทความนี้สำหรับคนอยากถูกเลือกเพราะมีดี....มิใช่ถูกเลือกเพราะร้องขอ (ขอโอกาส /ขอความเท่าเทียม บลาๆๆๆ)
ช่วงชีวิต ม. ปลาย
"การสอบแข่งขันเข้าเรียนในมหาวิยาลัยที่มีชื่อเสียงได้...หมายถึง คุณผ่านกระบวนการคัดเลือก(เท่าที่มีอยู่ ณ ตอนน้ั้น - กระบวนการดีหรือไม่ดีเป็นอีกประเด็นหนึ่ง) และคุณได้ถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นคุณเรียบร้อยแร้ว...สอบไม่ติดแปลว่าคุณไม่ถูกเลือก"....เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง ม. ปลาย....ยอมรับมัน...ปล่อยผ่านไป..เพราะแก้ไขไม่ได้แร้ว
ช่วงชีวิตเรียนมหาวิทยาลัย
"ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงนี้...เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมรุ่นที่สอบติด ม. ดัง"
1. ผลการเรียน : ทำไมต้องดูเกรดเฉลี่ย vs ทำไมต้อง 2.50/2.700/ 3.00 ขึ้นไป????
"รู้ลึก รู้จริง แตกฉานในสาขาวิชาที่เรียน และ สะท้อนมันออกมาในรูปของเกรดเฉลี่ย"
- เกรดเฉลี่ยเป็นตัวสะท้อนความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาของผู้เรียนในเบื้องต้น (สะท้อนผลรวมของ ระดับสติปัญญา ความขยัน ความมีวินัย
ความรับผิดชอบ ความสม่ำเสมอ การบริหารจัดการชีวิตและอื่นๆ ในช่วงเวลา 4 ปีที่เรียนอยู่...ขอย้ำว่า สะท้อนถึง 4 ปีก่อนเริ่มต้นการทำงาน...
ไม่ได้หมายถึงสะท้อนชีวิตคุณทั้งชีวิต)
- เกรดเฉลี่ยสะท้อนศักยภาพโดยรวมของคุณในลักษณะของการชั่งตวงวัดในเชิงปริมาณ
- ระบบเกรดเฉลี่ยบ้านเรา คือ 0.00 - 4.00 การได้ 2.50 ขึ้นไป หมายถึงคุณผ่านเกณฑ์ "ระดับปานกลางหรือเหนือกว่าปานกลาง"
(ผลการเรียนจะมีน้ำหนักมากขึ้นสำหรับการทำงานวิชาชีพ ทำงานตรงสายที่เรียนมา)
2. กิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน
"เรียนดี กิจกรรมเด่น...ได้งานก่อน เรียนไม่ดี กิจกรรมเด่น...อาจได้รับการพิจารณา"
- ทำกิจกรรมระหว่างเรียน บอกให้ได้ว่าได้เรียนรู้อะไรจากการทำกิจกรรมนั้นๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จะนำมาเป็นประโยชน์ต่องานที่สมัครได้อย่างไร"
- หาโอกาสเป็นตัวแทนภาควิชา/คณะ/มหาวิทยาลัยเข้าร่วมประกวดแข่งขันทั้งในเชิงกีฬาหรือวิชาการ
- อาสาเป็นประธานรุ่น กรรมการนักศึกษา เพราะคุณจะได้ฝึกหัดทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในโลกของการทำงาน(โดยที่คุณอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว)
จากกิจกรรมนักศึกษาต่างๆ ที่ได้ทำ
(เหล่านี้ นี่คือ Achievement ที่สำคัญระหว่างเรียน ที่ขายได้)
3. การทำงาน Part-Time / การฝึกงาน
"ความเชื่อโดยทั่วไป คือ เด็กที่ทำงาน Part-time ทำงานส่งเสียตัวเองเรียน มักจะมีความรับผิดชอบและความอดทนสูง"
"นศ ฝึกงาน ที่แสดงศัยภาพให้เห็นในช่วงฝึกงาน มักได้รับโอกาสจากบริษัทที่ฝึกงาน เมื่อมีตำแหน่งสำหรับเด็กจบใหม่"
- หางาน Part-time ทำ เรียนรู้การปรับตัวต่อสภาพแวดในการทำงาน
- ศึกษาหาความรู้ในที่ทำงาน/ฝึกงานและพยายามนำเสนอความคิดเชิงสร้างสรรค์และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพื่อปรับปรุงกระบวนการ คุณภาพ
การบริการ หรือต้นทุนในสถานประกอบการนั้น ๆ
4. ทัศนคติ และ มนุษยสัมพันธ์
"ทัศนคติเชิงบวกและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ+ก้าวหน้าในการทำงานสำหรับการทำงาน"
- ปลูกฝังตัวเองด้วยทัศนคติเชิงบวก ต่อสิ่งต่างๆ
- เรียรู้เรื่องการสร้างมนุษยสัมพันธืที่ดีกับบุคลอื่น (ขอข้ามรายละเอียดไปก่อน เพราะเยอะมาก)
ถ้าคุณมี 4 ข้อนี้ ครบ ผมั่นใจ และยืนยัน คุณได้งานหลังเรียนจบแน่ๆ ถึงแม้ไม่จบจาก ม. ดัง
หลังจากเริ่มต้นทำงานไปน 3-5 ปี...เกรดเฉลี่ย ชื่อมหาวิทยาลัย มีผลต่อการรับเข้kทำงานน้อยมาก เพราะวัดกันที่ประสบการณ์
แต่..ทำงาน 3 ปี กับ ประสบการณ์ 3 ปี นี่มีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ...
(บางบริษัท ที่ยังมีการยึดติดกับสถาบันสำหรับบางตำแหน่งงานอยู่ อันนั้นก็ทำใจ)
การเตรียมตัวสัมภาษณืงานของ น.ศ. จบใหม่
ในส่วนนี้ ขอไว้ในโอกาสถัดไปนะครับ..
เพราะชีวิตต้องเลือกและถูกเลือกอยู่เสมอ...ไม่เรียน ม. ดัง..เตรียมตัวอย่างไรให้ได้งาน..ถูกเลือกเพราะมีดี มิใช่เพราะร้องขอ
ช่วงชีวิต ม. ปลาย
"การสอบแข่งขันเข้าเรียนในมหาวิยาลัยที่มีชื่อเสียงได้...หมายถึง คุณผ่านกระบวนการคัดเลือก(เท่าที่มีอยู่ ณ ตอนน้ั้น - กระบวนการดีหรือไม่ดีเป็นอีกประเด็นหนึ่ง) และคุณได้ถูกเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นคุณเรียบร้อยแร้ว...สอบไม่ติดแปลว่าคุณไม่ถูกเลือก"....เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วง ม. ปลาย....ยอมรับมัน...ปล่อยผ่านไป..เพราะแก้ไขไม่ได้แร้ว
ช่วงชีวิตเรียนมหาวิทยาลัย
"ทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในช่วงนี้...เพื่อช่วยลดช่องว่างระหว่างคุณกับเพื่อนร่วมรุ่นที่สอบติด ม. ดัง"
1. ผลการเรียน : ทำไมต้องดูเกรดเฉลี่ย vs ทำไมต้อง 2.50/2.700/ 3.00 ขึ้นไป????
"รู้ลึก รู้จริง แตกฉานในสาขาวิชาที่เรียน และ สะท้อนมันออกมาในรูปของเกรดเฉลี่ย"
- เกรดเฉลี่ยเป็นตัวสะท้อนความสัมฤทธิ์ผลทางการศึกษาของผู้เรียนในเบื้องต้น (สะท้อนผลรวมของ ระดับสติปัญญา ความขยัน ความมีวินัย
ความรับผิดชอบ ความสม่ำเสมอ การบริหารจัดการชีวิตและอื่นๆ ในช่วงเวลา 4 ปีที่เรียนอยู่...ขอย้ำว่า สะท้อนถึง 4 ปีก่อนเริ่มต้นการทำงาน...
ไม่ได้หมายถึงสะท้อนชีวิตคุณทั้งชีวิต)
- เกรดเฉลี่ยสะท้อนศักยภาพโดยรวมของคุณในลักษณะของการชั่งตวงวัดในเชิงปริมาณ
- ระบบเกรดเฉลี่ยบ้านเรา คือ 0.00 - 4.00 การได้ 2.50 ขึ้นไป หมายถึงคุณผ่านเกณฑ์ "ระดับปานกลางหรือเหนือกว่าปานกลาง"
(ผลการเรียนจะมีน้ำหนักมากขึ้นสำหรับการทำงานวิชาชีพ ทำงานตรงสายที่เรียนมา)
2. กิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน
"เรียนดี กิจกรรมเด่น...ได้งานก่อน เรียนไม่ดี กิจกรรมเด่น...อาจได้รับการพิจารณา"
- ทำกิจกรรมระหว่างเรียน บอกให้ได้ว่าได้เรียนรู้อะไรจากการทำกิจกรรมนั้นๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้จะนำมาเป็นประโยชน์ต่องานที่สมัครได้อย่างไร"
- หาโอกาสเป็นตัวแทนภาควิชา/คณะ/มหาวิทยาลัยเข้าร่วมประกวดแข่งขันทั้งในเชิงกีฬาหรือวิชาการ
- อาสาเป็นประธานรุ่น กรรมการนักศึกษา เพราะคุณจะได้ฝึกหัดทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในโลกของการทำงาน(โดยที่คุณอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว)
จากกิจกรรมนักศึกษาต่างๆ ที่ได้ทำ
(เหล่านี้ นี่คือ Achievement ที่สำคัญระหว่างเรียน ที่ขายได้)
3. การทำงาน Part-Time / การฝึกงาน
"ความเชื่อโดยทั่วไป คือ เด็กที่ทำงาน Part-time ทำงานส่งเสียตัวเองเรียน มักจะมีความรับผิดชอบและความอดทนสูง"
"นศ ฝึกงาน ที่แสดงศัยภาพให้เห็นในช่วงฝึกงาน มักได้รับโอกาสจากบริษัทที่ฝึกงาน เมื่อมีตำแหน่งสำหรับเด็กจบใหม่"
- หางาน Part-time ทำ เรียนรู้การปรับตัวต่อสภาพแวดในการทำงาน
- ศึกษาหาความรู้ในที่ทำงาน/ฝึกงานและพยายามนำเสนอความคิดเชิงสร้างสรรค์และเป็นไปได้ในทางปฏิบัติเพื่อปรับปรุงกระบวนการ คุณภาพ
การบริการ หรือต้นทุนในสถานประกอบการนั้น ๆ
4. ทัศนคติ และ มนุษยสัมพันธ์
"ทัศนคติเชิงบวกและมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ และเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จ+ก้าวหน้าในการทำงานสำหรับการทำงาน"
- ปลูกฝังตัวเองด้วยทัศนคติเชิงบวก ต่อสิ่งต่างๆ
- เรียรู้เรื่องการสร้างมนุษยสัมพันธืที่ดีกับบุคลอื่น (ขอข้ามรายละเอียดไปก่อน เพราะเยอะมาก)
ถ้าคุณมี 4 ข้อนี้ ครบ ผมั่นใจ และยืนยัน คุณได้งานหลังเรียนจบแน่ๆ ถึงแม้ไม่จบจาก ม. ดัง
หลังจากเริ่มต้นทำงานไปน 3-5 ปี...เกรดเฉลี่ย ชื่อมหาวิทยาลัย มีผลต่อการรับเข้kทำงานน้อยมาก เพราะวัดกันที่ประสบการณ์
แต่..ทำงาน 3 ปี กับ ประสบการณ์ 3 ปี นี่มีแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ...
(บางบริษัท ที่ยังมีการยึดติดกับสถาบันสำหรับบางตำแหน่งงานอยู่ อันนั้นก็ทำใจ)
การเตรียมตัวสัมภาษณืงานของ น.ศ. จบใหม่
ในส่วนนี้ ขอไว้ในโอกาสถัดไปนะครับ..