แต่ทีหลัง ให้ตั้งแบบ "ทู้คำถาม" เข้าใจป่ะ
ก่อนอื่น ขอยืนยันว่า น้องพรอายุไม่มากอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจและเหน็บแนม
และมีครอบครัวแล้ว
เข้าเรื่องดีกั่ว
จากทู้
http://pantip.com/topic/33855880
อวดรู้ได้ แต่อย่าอวดรวย
อยากเข้าไป "อวด" ด้วย แต่เข้าบ่ได่ หน้าตาดีเกิน
ใครจะอวดรู้ ใครจะอวดรวย อวดไปเหอะ
สู้อวดหล่อมะได้หร๊อก
คล ลา ช้าลลลลลล....
แต่อยากว่าอะไรสักนิดเกี่ยวกับเรื่อง อวดรู้
สังคมไทยไม่ค่อยชอบ "สันดาป" และ "ประชัน" กันทางความคิด
เพราะโดนสอนให้ "เชื่ออย่างเดียว ห้ามเถียง ห้ามถาม" มาแบบฝังหัว
สังคมไทยจึงเป็นสังคมวิพากษ์วิจารณ์(นินทา) มากกว่าที่จะพูดกันด้วยเหตุผล
เป็นสังคมที่ไม่อิงวิทยาศาสตร์ แต่อิงชิวหาศาสตร์
ดูนายชวน เทพเทือก แหลหนีทหาร และพลพรรค ปชป. เป็นตัวอย่าง
โดนสอนให้เชื่อฟัง มากกว่าสอนให้สืบค้น เรียนรู้ แสวงหาข้อเท็จจริง
เลยกลายเป็นสังคม "กลัวความจริง" ชอบที่จะคลุมเครือเข้าไว้ แล้วอ้างว่า นี่คือ "ความคิดเห็น"
เป็นสังคมที่อยู่กับ "ความคิดเห็น" แทนที่จะอยู่กับ "ข้อเท็จจริง"
แถมเชื่อง่าย คือพอเห็นใครจบสูง ปริญญาหลายใบ จบนอก ก็เชื่อ "ตัวคน" ไปแล้ว
หรือแบบเชื่อสถานะ เช่น เป็นพระ เป็นเชื้อ เป็นคนมีตำแหน่ง มีเงิน
พูดออกมาเหอะ จริงไม่จริง แท้ไม่แท้ เชื่อหมด
เมื่อมีการปะทะกันทางความรู้ สังคมไทยแทนที่จะกระเหี้ยนกระหือรืออยากปะทะ
ก็มักเลี่ยง อ้างว่าไม่อยากนั่นไม่อยากนี่ และชอบที่จะดูมากกว่า (เพราะเห็นคนทะเลาะกันแล้วชอบ มากกว่าดูเพราะได้รู้ความรู้จริง)
การปะทะกันทางความรู้ในสังคมไทย ก็จะไม่ค่อยรอด ปะทะกันไปได้สักพัก
ก็มักกลายเป็นการกล่าวหา ยัดผิดให้กันไปซะทุกที
เพราะพอปะทะกันไปได้สักพัก ก็เกิดอาการตีบตันทางปัญญา ก็จากสาเหตุดีเอ็นเอไม่เอื้อนั่นแหละ โดนฝังหัวมาจนขุดไม่ออก
เหตุจากมักรู้ไม่จริง รู้แต่สิ่งที่ลอก ๆ จำ ๆ มา พอปะทะกัน ประเด็นมันขยายไปมากกว่าที่จำมาลอกมา
เลยงัดไม้ตายคือการกล่าวหามาใช้
อายที่จะแสดงออกว่าไม่รู้ เพื่อรับความรู้ กลัวที่จะแสดงความไม่รู้ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องผิด
ล่าสุด ด๊อกเตอร์ไทย ที่เป็นถึงกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
อับจนปัญญาที่จะใช้เหตุผล ความรู้ความคิด เมื่อเจอความแหลมคมจากนักวิชาการฝรั่ง ก็แถไปเรื่องชนชั้นแทนเอาดื้อ ๆ
สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ไม่มีสติปัญญาทางแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ชอบหน้าก็เชื่อ ไม่สนว่าจริงไม่จริง
ไม่ชอบหน้าก็ด่าว่าอวด
ดูคณะนิติราษฎร์เป็นตัวอย่าง นำเสนอสิ่งดีมีคุณต่อบ้านเมืองทั้งนั้น
โดนซะมากมาย
เมื่อยบ่ะ พอแระ ขี้เกียจ
แต่อยากบอกน้องพรนิด ว่า
ความมั่นใจ ความกล้า มันก็มีเส้นบาง ๆ กับความก้าวร้าวอยู่นะ
เก่งจริง ต้องทำให้คนอื่นเห็นว่า ไม่ได้ก้าวร้าว แค่ "มั่น"
เรื่องแบบนี้ ต้องมีและแฝงอารมณ์ขันเยอะ ๆ ไม่ใช่แค่มีอารมณ์กล้าและแสดงเหตุผลเท่านั้น
จำไว้นะไอ้เดะมะวานซืน
ไม่โดนยึดล็อคอินตัวเลข ล็อคอิน "น้องพรผู้น่ารัก" คงไม่โผล่มาสินะ มาปั๊บก็ตั้งกระทู้ "อวด" ปุ๊บ
ก่อนอื่น ขอยืนยันว่า น้องพรอายุไม่มากอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจและเหน็บแนม
และมีครอบครัวแล้ว
เข้าเรื่องดีกั่ว
จากทู้
http://pantip.com/topic/33855880
อวดรู้ได้ แต่อย่าอวดรวย
อยากเข้าไป "อวด" ด้วย แต่เข้าบ่ได่ หน้าตาดีเกิน
ใครจะอวดรู้ ใครจะอวดรวย อวดไปเหอะ
สู้อวดหล่อมะได้หร๊อก
คล ลา ช้าลลลลลล....
แต่อยากว่าอะไรสักนิดเกี่ยวกับเรื่อง อวดรู้
สังคมไทยไม่ค่อยชอบ "สันดาป" และ "ประชัน" กันทางความคิด
เพราะโดนสอนให้ "เชื่ออย่างเดียว ห้ามเถียง ห้ามถาม" มาแบบฝังหัว
สังคมไทยจึงเป็นสังคมวิพากษ์วิจารณ์(นินทา) มากกว่าที่จะพูดกันด้วยเหตุผล
เป็นสังคมที่ไม่อิงวิทยาศาสตร์ แต่อิงชิวหาศาสตร์
ดูนายชวน เทพเทือก แหลหนีทหาร และพลพรรค ปชป. เป็นตัวอย่าง
โดนสอนให้เชื่อฟัง มากกว่าสอนให้สืบค้น เรียนรู้ แสวงหาข้อเท็จจริง
เลยกลายเป็นสังคม "กลัวความจริง" ชอบที่จะคลุมเครือเข้าไว้ แล้วอ้างว่า นี่คือ "ความคิดเห็น"
เป็นสังคมที่อยู่กับ "ความคิดเห็น" แทนที่จะอยู่กับ "ข้อเท็จจริง"
แถมเชื่อง่าย คือพอเห็นใครจบสูง ปริญญาหลายใบ จบนอก ก็เชื่อ "ตัวคน" ไปแล้ว
หรือแบบเชื่อสถานะ เช่น เป็นพระ เป็นเชื้อ เป็นคนมีตำแหน่ง มีเงิน
พูดออกมาเหอะ จริงไม่จริง แท้ไม่แท้ เชื่อหมด
เมื่อมีการปะทะกันทางความรู้ สังคมไทยแทนที่จะกระเหี้ยนกระหือรืออยากปะทะ
ก็มักเลี่ยง อ้างว่าไม่อยากนั่นไม่อยากนี่ และชอบที่จะดูมากกว่า (เพราะเห็นคนทะเลาะกันแล้วชอบ มากกว่าดูเพราะได้รู้ความรู้จริง)
การปะทะกันทางความรู้ในสังคมไทย ก็จะไม่ค่อยรอด ปะทะกันไปได้สักพัก
ก็มักกลายเป็นการกล่าวหา ยัดผิดให้กันไปซะทุกที
เพราะพอปะทะกันไปได้สักพัก ก็เกิดอาการตีบตันทางปัญญา ก็จากสาเหตุดีเอ็นเอไม่เอื้อนั่นแหละ โดนฝังหัวมาจนขุดไม่ออก
เหตุจากมักรู้ไม่จริง รู้แต่สิ่งที่ลอก ๆ จำ ๆ มา พอปะทะกัน ประเด็นมันขยายไปมากกว่าที่จำมาลอกมา
เลยงัดไม้ตายคือการกล่าวหามาใช้
อายที่จะแสดงออกว่าไม่รู้ เพื่อรับความรู้ กลัวที่จะแสดงความไม่รู้ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องผิด
ล่าสุด ด๊อกเตอร์ไทย ที่เป็นถึงกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ
อับจนปัญญาที่จะใช้เหตุผล ความรู้ความคิด เมื่อเจอความแหลมคมจากนักวิชาการฝรั่ง ก็แถไปเรื่องชนชั้นแทนเอาดื้อ ๆ
สังคมไทยจึงเป็นสังคมที่ไม่มีสติปัญญาทางแลกเปลี่ยนความรู้กัน
ชอบหน้าก็เชื่อ ไม่สนว่าจริงไม่จริง
ไม่ชอบหน้าก็ด่าว่าอวด
ดูคณะนิติราษฎร์เป็นตัวอย่าง นำเสนอสิ่งดีมีคุณต่อบ้านเมืองทั้งนั้น
โดนซะมากมาย
เมื่อยบ่ะ พอแระ ขี้เกียจ
แต่อยากบอกน้องพรนิด ว่า
ความมั่นใจ ความกล้า มันก็มีเส้นบาง ๆ กับความก้าวร้าวอยู่นะ
เก่งจริง ต้องทำให้คนอื่นเห็นว่า ไม่ได้ก้าวร้าว แค่ "มั่น"
เรื่องแบบนี้ ต้องมีและแฝงอารมณ์ขันเยอะ ๆ ไม่ใช่แค่มีอารมณ์กล้าและแสดงเหตุผลเท่านั้น
จำไว้นะไอ้เดะมะวานซืน