ถามว่าระหว่างได้ OT 2 เท่า กับการหยุดวันเสาร์ เราลือกหยุดวันเสาร์ เราไม่เลือกเงิน แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องรับผิดชอบวันเสาร์จริงๆ เราต้องไปทำแม้ไม่ได้ OT ซึ่งก่อนหน้านี้ผมเข้าประชุมวันเสาร์ทั้งวัน ถึงทุ่มหนึ่งก็มี เดือนละครั้ง เราไม่เคยขอ OT เลย และไม่เคยรู้ด้วยว่าเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะขอ OT ได้ (ถ้าเกิน..จะไม่ได้ OT เพราะมันเป็นการประชุมระดับหัวหน้า แต่เรามีหน้าที่ที่ต้องทำงานร่วมกันกับหัวหน้าเหล่านั้นเลยต้องไปฟัง) จนคราวนี้เราต้องออก Site วันเสาร์ (ซึ่งมันไม่เกี่ยวกับว่าเงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะมีสิทธิ์ แต่ปกติเราทำงาน จ-ศ) ซึ่งพี่หัวหน้าบอกว่าจะเข้าSite ไปดูโครงการ จะไปด้วยกันไหม? ซึ่งมันเป็นการชวนไปไซต์ครั้งแรกที่จะเดินทางไปเก็บข้อมูล แล้วเราก็เป็นเด็กใหม่ เรายังไม่เคยได้ให้คนทำงานหน้าไซต์ เจอหน้าตา ครั้งต่อไปจะได้ไปเก็บข้อมูลได้ง่ายๆ เมื่อเขารู้จักเราแล้ว เราก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่ต้องไปถึงแม้จะเป็นวันเสาร์ และเนื่องจากหัวหน้าคนที่ชวนเรานี้ทำงานอีกไม่กี่เดือนก็จะย้ายออก เหมือนกับพี่เขารีบสอนงานเรา แล้วเราก็เลยตัดสินใจที่จะไป ครั้งนี้เราเขียนเบิกค่าเดินทางกับ OT การทำ OT นั้นหัวหน้าแผนกจะต้องเซ็นต์รับรองว่าอนุญาต พอเอาไปให้เซ็นต์ปุ๊ป หัวหน้าก็ถามว่าไปพรุ่งนี้เหรอ ไปวันเสาร์นะ? ทำหน้าตาและเสียงเหมือนแปลกใจจับผิดว่าทำไมต้องเป็นวันเสาร์ วันปกติไม่ไป ส่วนเราก็ตอบตัดบทเลยว่าพี่เขาบอกมา (คือเป็นแผนกย่อยในแผนกใหญ่อีก) เขาก็เซ็นต์ให้ (จริงๆ ถ้าบอกให้ไปวันปกติก็ไป แล้วแต่นายสั่ง แต่ถ้าทำงานแล้วเริ่มเก๋าก็ไปเก็บข้อมูลเองได้เลย มีให้เบิกตลอด แต่ยังไม่เคยไป ก็ต้องศึกษาก่อน ทะเลอทะล่าไปไม่มีใครรู้จักเขาจะให้ข้อมูลไหม?) ถามว่าใจจริงอยากทำงานวันเสาร์ไหม? ไม่อยากเลย แล้วแม้จะได้ค่าแรงแพงขึ้นก็ไม่อยากทำ เคยพูดกับที่เดิมไว้ว่า ทำงานใช้เงิน ไม่ใช่ทำงานจนเงินใช้เรา เพราะเราไม่ได้อยากได้เงินจนทุ่มเท จนตัวเองไม่มีเวลาพักขนาดนั้น ที่ย้ายที่ทำงานมาก็เพราะที่เก่าทำงานถึงวันเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ ซักผ้าก็หมดไปแล้วครึ่งวัน เหลือครึ่งวันพัก (บางทีไม่ได้พักถ้ามีคนมาชวนไปนั่นนี่ แล้วต้องไป เหมือนการได้เจอใครอาทิตย์ละครั้ง) ตื่นเช้าทำงานต่ออีก 6 วัน นี่มันวงจรนรกชัดๆเลยนะ งานก่อสร้างมันก็อย่างงี้แหละ น้อยนักที่จะได้หยุดวันเสาร์ แต่ที่ย้ายมาก็ได้ทำอยู่ Office จ-ศ. ทำ 5 วัน แต่เลิกงานช้ากว่าที่ไซต์งาน ส่วน Site ทำถึงวันเสาร์ ทำไมหัวหน้าถึงคิดว่าเราอยากทำงานเพื่อเอา OT ถ้าเราอยาก คงทำเช่นนั้นบ่อยๆแล้ว บางทีอยู่ออฟฟิตเกินเป็นชั่วโมงๆ ก็ไม่ได้เขียนเบิกนะ เพราะเพิ่งมาก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง และก็ไม่กล้า ก็ปล่อยเลยตามเลย เจอคนจับผิดทั้งที่เราตั้งใจทำงานมันก็เสียความรู้สึกนิดๆนะ
วันนี้ก็ต้องตื่นเร็วกว่าปกติ ตื่นห้า เผื่อเวลาเดินทาง กลัวว่าจะไปสายก็เลยโบกแท็กซี่ ถามเขาว่าเคยไปกระทรวงพาณิชย์ไหม เขารู้จัก ก็เลยได้ไป ได้คุยกับแท็กซี่ว่าพี่ขับทุกวันเลยเหรอ เขาบอกขับทุกวัน ตี2 ถึง 4 โมงเย็น คิดในใจ โฮ 14 ชม.ต่อวัน พี่อยู่บนรถและความเสี่ยงกับอุบัติเหตุ เก่งจัง เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานวันหยุดซะจริงๆนะ พอถึงที่ค่ารถ 173 บาท เขาคิด 170 บาท ไม่พาหลงทางแล้วยังลดให้อีก (เคยสืบๆ มาแล้วว่าประมาณ160บาท) มาถึงที่ทำงานก่อนเวลา นัด8โมง มา 7โมง ฝนตกก่อนถึงด้วย (ดีแล้วที่นั่งแท็กซี่ไม่งั้นชะตาจะเป็นไงเนี่ย) เดินเข้าไซต์แบบงงๆ ถามคนงานไปเรื่อย คือก่อสร้างจะมีรับเหมาหลายเจ้า ตึกมันเยอะ 4 ตึกโครงการใหญ่ ไปเจอคนไม่รู้จักเพราะเราทำอยู่ออฟฟิต แต่เขาก็ต้อนรับดี บรรยากาศไซต์ก็ประมาณยุ่งๆ นั่นแหละ แต่รู้สึกเฟรนลี่กว่าออฟฟิต พอหัวหน้าที่นัดมาถึงก็คุยงาน เดินดูโครงการ ทำความเข้าใจหลายๆเรื่อง แต่ดูพี่เขาวุ่นตลอดเวลา รับโทรศัพท์ ทำงาน ก็เลยถามว่าพี่7วัน พี่ทำงานกี่วัน พี่เขาตอบ 8 วัน โฮ ทำไม่หยุดเลยเหรอ คิดเลยว่าคนเรามีเวลา 24 ชม. เท่ากันแหละ แต่การพัฒนาของคนเราถึงไม่เท่ากัน เพราะความกระตือรือร้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน และความชอบ หรือการวางแผนเวลาไม่เหมือนกัน ทำมาก ทำน้อย ไม่ผิด อยู่ที่เราเลือก การได้หัวหน้าที่ดี เราก็จะมีตัวอย่าง มีการแอคทีฟตัวเอง แต่การได้หัวหน้าที่วางแผนงานต่างๆ ไม่เป็นก็จะไม่รู้ว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่? อย่างหัวหน้าบางคนคือ เอางานเมื่อไหร่ บอกคุย ไม่ต้องเร่งร่ำไร แต่บางคนนี่ก็ไปเร่งลูกน้องตลอดเวลา ลูกน้องเขาเบื่อกันเกือบทุกคน ไม่เสียดายที่ได้เรียนรู้งานวันเสาร์นะ ชอบงานก่อสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ และอยากเรียนรู้ให้ครบองค์ประกอบ มีประโยคหนึ่งที่ได้ถามพี่เขาตอนพี่เขาเล่าว่าผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง จนถึงทุกวันนี้ เราได้ถามว่าแล้วพี่ชอบอะไรมากที่สุด พี่เขาก็พอว่าก็ทำไรก็ทำได้หมดแหละ เราตอบว่า อ้าวพี่ มันต้องมีสักอย่างที่เราชอบเป็นพิเศษสิ พี่เขาตอบว่า การจะเป็น Manager เราต้องรู้ทุกด้าน รอบรู้ และการได้เรียนต่อ มันเหมือนกับทำให้เรารู้จักต่อจิ๊กซอ คือการต่อจิ๊กซอแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันให้เป็นใหญ่ ต้องทำไง เราก็บอกว่าการเรียนเหมือนเป็นการจัดระบบความคิดใช่ไหมพี่ พี่เขาก็บอกว่าใช่ เราถามจุดมุ่งหมายพี่คือเป็น Manager ใช่ไหม? เขาตอบว่าใช่ การทำงานกับพี่เขารู้สึกดีนะ ดีกว่าการทำงานกับหัวหน้าฝ่ายที่เป็นผู้หญิง เขาจุกจิกหน่อย การทำงานแล้วได้คนที่เข้าใจ และตั้งใจ มันเป็นอะไรที่ดีมากเลยนะ คำว่าหัวหน้า กับความรู้สึกว่าเป็นหัวหน้า มันต่างกันสำหรับเราเลยจริงๆ
คำว่าหัวหน้า กับ ความรู้สึกว่าเป็นหัวหน้า
วันนี้ก็ต้องตื่นเร็วกว่าปกติ ตื่นห้า เผื่อเวลาเดินทาง กลัวว่าจะไปสายก็เลยโบกแท็กซี่ ถามเขาว่าเคยไปกระทรวงพาณิชย์ไหม เขารู้จัก ก็เลยได้ไป ได้คุยกับแท็กซี่ว่าพี่ขับทุกวันเลยเหรอ เขาบอกขับทุกวัน ตี2 ถึง 4 โมงเย็น คิดในใจ โฮ 14 ชม.ต่อวัน พี่อยู่บนรถและความเสี่ยงกับอุบัติเหตุ เก่งจัง เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานวันหยุดซะจริงๆนะ พอถึงที่ค่ารถ 173 บาท เขาคิด 170 บาท ไม่พาหลงทางแล้วยังลดให้อีก (เคยสืบๆ มาแล้วว่าประมาณ160บาท) มาถึงที่ทำงานก่อนเวลา นัด8โมง มา 7โมง ฝนตกก่อนถึงด้วย (ดีแล้วที่นั่งแท็กซี่ไม่งั้นชะตาจะเป็นไงเนี่ย) เดินเข้าไซต์แบบงงๆ ถามคนงานไปเรื่อย คือก่อสร้างจะมีรับเหมาหลายเจ้า ตึกมันเยอะ 4 ตึกโครงการใหญ่ ไปเจอคนไม่รู้จักเพราะเราทำอยู่ออฟฟิต แต่เขาก็ต้อนรับดี บรรยากาศไซต์ก็ประมาณยุ่งๆ นั่นแหละ แต่รู้สึกเฟรนลี่กว่าออฟฟิต พอหัวหน้าที่นัดมาถึงก็คุยงาน เดินดูโครงการ ทำความเข้าใจหลายๆเรื่อง แต่ดูพี่เขาวุ่นตลอดเวลา รับโทรศัพท์ ทำงาน ก็เลยถามว่าพี่7วัน พี่ทำงานกี่วัน พี่เขาตอบ 8 วัน โฮ ทำไม่หยุดเลยเหรอ คิดเลยว่าคนเรามีเวลา 24 ชม. เท่ากันแหละ แต่การพัฒนาของคนเราถึงไม่เท่ากัน เพราะความกระตือรือร้นของแต่ละคนไม่เท่ากัน และความชอบ หรือการวางแผนเวลาไม่เหมือนกัน ทำมาก ทำน้อย ไม่ผิด อยู่ที่เราเลือก การได้หัวหน้าที่ดี เราก็จะมีตัวอย่าง มีการแอคทีฟตัวเอง แต่การได้หัวหน้าที่วางแผนงานต่างๆ ไม่เป็นก็จะไม่รู้ว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่? อย่างหัวหน้าบางคนคือ เอางานเมื่อไหร่ บอกคุย ไม่ต้องเร่งร่ำไร แต่บางคนนี่ก็ไปเร่งลูกน้องตลอดเวลา ลูกน้องเขาเบื่อกันเกือบทุกคน ไม่เสียดายที่ได้เรียนรู้งานวันเสาร์นะ ชอบงานก่อสร้างมากขึ้นเรื่อยๆ และอยากเรียนรู้ให้ครบองค์ประกอบ มีประโยคหนึ่งที่ได้ถามพี่เขาตอนพี่เขาเล่าว่าผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง จนถึงทุกวันนี้ เราได้ถามว่าแล้วพี่ชอบอะไรมากที่สุด พี่เขาก็พอว่าก็ทำไรก็ทำได้หมดแหละ เราตอบว่า อ้าวพี่ มันต้องมีสักอย่างที่เราชอบเป็นพิเศษสิ พี่เขาตอบว่า การจะเป็น Manager เราต้องรู้ทุกด้าน รอบรู้ และการได้เรียนต่อ มันเหมือนกับทำให้เรารู้จักต่อจิ๊กซอ คือการต่อจิ๊กซอแต่ละชิ้นเข้าด้วยกันให้เป็นใหญ่ ต้องทำไง เราก็บอกว่าการเรียนเหมือนเป็นการจัดระบบความคิดใช่ไหมพี่ พี่เขาก็บอกว่าใช่ เราถามจุดมุ่งหมายพี่คือเป็น Manager ใช่ไหม? เขาตอบว่าใช่ การทำงานกับพี่เขารู้สึกดีนะ ดีกว่าการทำงานกับหัวหน้าฝ่ายที่เป็นผู้หญิง เขาจุกจิกหน่อย การทำงานแล้วได้คนที่เข้าใจ และตั้งใจ มันเป็นอะไรที่ดีมากเลยนะ คำว่าหัวหน้า กับความรู้สึกว่าเป็นหัวหน้า มันต่างกันสำหรับเราเลยจริงๆ