ดีดสี ตีเป่า เขย่าเคาะ
สดับเพราะ เสนาะเสียง เรียงร้อย
กล่าวคำ ทำนอง พ้องพลอย
ยินถ้อย ยลรื่น ชื้นใจ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เคยได้อ่านบทความหนึ่ง นานมากแล้ว ขออภัยที่จำข้อความความไม่ได้ทั้งหมด และไม่รู้ชื่อผู้แต่ง
ขออนุญาตเล่าความ ตามสำนวนที่ผิดเพี้ยนตามประสากุศลานะคะ
บทความของผู้เขียนประมาณได้ว่า
“คนเรามี 2 ชีวิต ชีวิตหนึ่ง มีเมื่อ คุณรู้ว่าเราเกิดมาเมื่อไหร่
และอีกชีวิต มีก็ต่อเมื่อ คุณรู้ว่า คุณเกิดมาเพื่ออะไร”
ผู้เขียน ยังแจงว่า
“คุณไม่จำเป็นต้องรู้วันเวลาเกิดแน่ชัด แค่รับรู้ว่า จากวันนั้นถึงวันนี้เวลานี้ มันผ่านมานานเท่าไหร่แล้ว”
ฉันเดาว่าน่าจะหมายถึง การรับรู้ทำ ความเข้าใจ ตรึกตรอง ย้อนดูตัว จากอดีตที่ผ่าน
และ ผู้เขียน กล่าวอ้างว่า
“ถ้าคุณตระหนักถึงตัวเองได้แน่ชัด เมื่อดำเนินชีวิตไป คุณจะรู้เองว่า คุณเกิดมาเพื่ออะไร”
ตอนอ่านบทความนี้ ก็เป็นแค่ตัวหนังสือ ที่ผ่านเข้ามาและผ่านเลยไป มาตระหนักได้อีกที
ก็ตอนที่ ตัวเองได้พยายามมาถึงจุดๆ หนึ่ง ที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้
... หลายสิ่งประสบผล หลายผิดพลาด หลายครั้งที่ล้ม หลายครั้งที่ลุก
บ่อยที่หัวเราะร่า และบ่อย มว๊ากที่น้ำตาไหล ก็คงคล้ายกับหลายๆท่าน
ที่ผ่านมาอ่านบทความ อาจหนักเบาผิดแผกกันไปบ้าง แต่ก็น่าจะคลับคล้าย คลับคลากันอยู่บ้าง...
ตัวฉัน ตระหนักได้ว่า การเดินทางสู่ยอดเขา ที่คิดว่าเหนื่อยหนัก ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเบาหวิวเมื่อย้อนไปคิดถึง
" การได้พบชัยชนะเล็กๆ ของตัวเองที่ได้มา
เทียบค่าไม่ได้เลย กับการได้เห็นรอยยิ้มกว้างปนความดีใจของคนที่รักเรา"
หลังงานเลี้ยงฉลองเลิกลา ผู้คนรอบตัวที่เดินมาส่ง ต่างเดินกลับในทางของตน
ณ จุดที่ยืน ฉันเพิ่งตระหนักเห็นว่า ทางที่ปีนป่ายขึ้นมา มันเป็น เนินเขาเล็กๆ
มีภูเขาสูงตะหง่าน อีกหลายร้อยลูก ที่ห่างออกไปไกลแสนไกล
รอยยิ้มได้จางหาย กลับกลาย เป็นความตระหนกตกใจ
ในตอนนั้น บทความข้างต้น ของผู้เขียนคนนั้น คนที่คุณก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร ลอยเข้ามาในหัว
“ฉันเกิดมาเมื่อไหร่ และฉันเกิดมาเพื่ออะไร”
โชคดีที่ฉันสามารถ ตอบคำถามแรกได้ “ฉันเกิดมาเมื่อไหร่”
ที่ตอบได้... นั่นเป็นเพราะ ฉันมีทุกขลาภ ที่ติดตัวมา
ย้อนไปเมื่อน๊าน นาน มาแล้ว ... ถ้าเล่าก็จะยาวไป ย่อความได้ว่า
ฉันเป็นเด็กโง่คนหนึ่ง ...
โง่ที่เข้าใจบทเรียนช้า และ เวลาเดินไปไม่เคยมองทาง ผู้คน หรือวิวรอบทาง
ก้มมองแต่ปลายเท้าตัวเอง ระวังไม่ให้เดินผิดพลาด มีครอบครัวเป็นเชือกเส้นหนึ่ง ให้คลำทาง ...
ลาภ สิ่งแรก คือ ฉันมีเชือกอยู่ในมือ
ลาภ ที่สอง ก็พูดไม่ได้เต็มปาก ว่าเป็นความขี้กลัว รึความขยัน ที่ทำให้ฉัน จ้องมองเท้าของตัว
ในทุกๆก้าวที่เดินอย่างไม่ลดละ กลัวผิด กลัวพลาด กลัวหกล้ม และสุดท้าย กลัวทำให้คนที่รักฉันเสียใจ
นั่นเป็นสิ่งผลักดันให้ฉัน จ้องทุกๆอย่าง ที่อยู่ปลายเท้า นั่นคือทั้งหมดที่ฉันเกิดมา
ณ เนินเขาเล็กๆ อิสระเสรี กลับกลาย เป็น ความอ้าวว้าง
เป็นครั้งแรกบนยอดเนิน ที่ฉันรู้ว่า เท้าฉันหมุนได้ 360 องศา
เท้าที่จ้องมองมาตลอด จะเดินไปทางไหนก็ได้ สิ่งที่เคยถวิลหา
“อิสระเสรี กลับกลาย เป็น ความอ้าวว้าง”
ฉันนั้งลำดับความคิดบนเนินอยู่นาน จากเนินเขา ฉันแหงนหน้าขึ้นไป
เหลือบเห็นบ้านเล็กๆ อยู่บนยอดเขาอีกลูก
บ้านหลังนั้นคุ้นตา เหมือนเคยไปเยี่ยมเยือน ในความฝัน
แปลกใจที่เห็นมันอยู่ลิบลิ่วตรงหน้า เมื่อความแปลกใจจางหาย
เริ่มเห็นข้อดีของ เนินเขาที่ปีนป่ายขึ้นมา
ทำให้รู้ว่าบ้านหลังนั้น อยู่ไกลฉันแค่ไหน
เมื่อยังหาคำตอบไม่ได้ ฉันจึงนั้งลำดับความคิดอยู่นาน ไม่รู้ด้วยกล้า หรือ ความขี้เกียจ
ฉันตัดสิน เดินลงมา พร้อมกับย้อนถาม คำถามต่อไปซ้ำว่า “ฉันเกิดมาเพื่ออะไร”
ฉันเพิ่งจะรับรู้ ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น 2 ข้อตอนเดินทางของฉัน
หนึ่ง น้ำหนักที่มากขึ้น
จากเมื่อก่อนที่มีไม้จ่อค่อ ว่าต้องทำดี ต้องเชื่อฟัง เมื่อไม้นั้นถูกวางลง
ฉันกลับแบกเอาความภูมิใจ ของเด็กดี ไว้
สอง ความสะดวกสบาย
ความพยายามที่อาจจะไม่มากมายนัก แต่ก็สุดกำลัง เมื่อได้กางเต้นพักแรม ณ เนินเขา ก็ยากจะผละลงมา
ลงเนิน เป็นครั้งแรก ที่ชีวิตมีอิสระมากพอ ที่ฉันจะยอมตีกรอบตัวเอง
การปีนลง เนินเขาเล็กๆ ยากลำบากพอๆกับการปีนขึ้น นั้นแหละ
กิ่งไม้ ที่เคยยึดเกาะ กลับกลาย เป็นสิ่งระเกะระกะ
ฉันไม่สามารถจ้องมองเท้าได้ เพราะจะทำให้หัวคะมำยิ่งกว่าเดิม
สายตาต้องมาหาก้อนหิน ซักก้อนที่มั่นคง และยังต้องเชื่อใจเท้าตัวเองโดยไม่ต้องก้มมอง ว่ามันจะไม่ลื่น
ไม่ต้องใช้แรงเยอะแยะ เพื่อปีนป่าย แต่ต้องใช้ ความใจเย็น และความกล้า ในทุกๆก้าวที่เดินลง
อากาศก็ร้อนอบอ้าวขึ้นทุกขณะ ด้วยข้างล่างเป็นหุบเขา
ลมที่เคยพัดมาให้ชื่นใจ กลับมาพัดแกว่ง เหมือนจะแช่งให้พลัดตก
ครั้งนี้แตกต่างไป บ้านที่เคยอยู่ในฝัน ฉันรู้ว่ามันเป็นจริงได้ และมีทางที่จะไป
ใช่ว่าจะมองเห็นจากตรงนี้ ... แต่ฉันมีอิสระมากพอ ที่ฉันจะยอมตีกรอบตัวเอง เพื่อเดินไปให้ถึง
มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ระหว่างทาง ฉันได้ยื่นมือให้ความช่วยเหลือ
คนคนหนึ่ง ทำให้ผลัดตกเขาไปด้วยกัน
สติแรกที่กลับมา หลังจากคำพูดของผู้เป็นแม่ ที่ว่า
“แม่ไม่อยากให้เราทำตัวเป็นเตี้ยอุ้มค่อม”
ไม่ใช่เหตุเพราะคิดได้ แต่เพราะละอายเจ็บจนหน้าชา

ณ ขณะนั้น ฉันได้รู้จักกับ ข้อความที่ว่า “จังหวะจะเดิน”
บทเพลงหนึ่ง ที่ร้องซ้ำๆ จากทุกๆ มุมเมืองในประเทศไทย
ผู้จัดทำ เดินทาง หลายร้อยกิโล เพื่อบันทึกบทเพลงเดิมซ้ำๆ
จากหลายสิบผู้คน แตกต่าง ด้วย อายุ เพศ แนวคิด วิถีชีวิต
แต่ต่างก็ถักทอ เรื่องราวเหล่านั้น เป็นหนึ่งบทเพลง
นั่นทำให้ฉันรู้ว่า ความอ้างว้าง เป็นภาพลวงตา ... สิ่งที่ไม่เห็นด้วยตา ใช่ว่าจะไม่มี
เมื่อความอ้างวางถดถ้อย ด้วยบทเพลงเพลงหนึ่ง
ขณะที่รู้ว่า มีคนอื่นก็พยายามอยู่ ความชั่วร้ายเล็กๆ ก็เกิดขึ้นในใจ ...
เพื่อนร่วมทางบนเขาอีกลูก กลายเป็น คู่แข่งเล็กๆ ที่ไม่เคยลงแข่งขันกัน
ฉันจะยินดีที่เขาทำสำเร็จ แต่จะดูถูกตัวเอง ถ้าทำไม่ได้อย่างเขา
ณ วันนี้ มีคำตอบชั่วคราว ของคำถามที่ว่า ฉันเกิดมาเพื่ออะไร
ฉันขอตอบว่า ฉันเกิดมาเพื่อตัวฉันเอง ...
... เพราะฉันเป็นที่รักของคนที่รักฉัน
ฉันจึงต้องรักตัวเองให้มากที่สุด มากพอที่จะยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
เมื่อยืนได้ วันใดที่คนที่ฉันรักจะล้มลง มือที่ยื่นเข้าไปประคอง
จะเหมือนกับเชือก นำทางที่ฉันไต่ขึ้นมา ไม่ใช่ล้มลงไปด้วยกัน
คำตอบของความคิดนี้ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง แต่ก็เป็นคำตอบของฉัน
... และอย่างน้อยที่สุดถ้ามันผิด ฉันจะเป็นคนแรกที่รู้ และมีโอกาสมากที่สุดที่แก้ไข
ด้วยความเคารพ
กุศลา
จังหวะจะเดิน
สดับเพราะ เสนาะเสียง เรียงร้อย
กล่าวคำ ทำนอง พ้องพลอย
ยินถ้อย ยลรื่น ชื้นใจ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้