สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน เราอยากลองแชร์ประสบการณ์ เที่ยวแบบ "เด็ก ตจว. เพิ่งเรียนจบ แบบตังเก็บน้อยนิด แถมเคยไม่เข้า กทม.
" คนเดียวอีก " ประเด็นคือ เราอยากไป เกาะล้าน เดินแตะน้ำทะเล นอนอาบเเดด ถ่ายรูปเก๋ๆ เก็บไว้ลง IG
งั้นเริ่มเลยล่ะกัน เราตกลงกับเพื่อนสองคนว่าจะไปเกาะล้าน นัดกันที่ อนุสาวรีชัย วันที่ 30 พ.ค
เราก็เลยไปซื้อตั๋วรถนครชัย ที่ บขส3 ในคืน วันที่ 29 พ.ค. ตอน 4ทุ่ม ไปถึงก็เดินปรี่ตรงเข้าไปซื้อรอบประมาณ 5ทุ่มครึ่ง แต่พนักงานขายบอก "เต็มหมดแล้วค่ะ ช่วง ห้าทุ่ม ว่างอีกที่ก็ เช้า 30 เอามั๊ยค่ะ"
!!!!!!!!!! อ้าว

ล่ะ ทำไงดีว่ะที่นี้.... เราก็เลยตัดสินใจ เอาว่ะ ลองยืนรอดู เพื่อมีคนมาถามขายให้ "โอ้ คุณพระ!!!!! เรายืนรอไม่ถึง 15นาที มีคนมาถามขายให้ แล้วเป็นรอบที่เราต้องการ รอบ 5ทุ่มครึ่งพอดีเลย แถมขายให้เราในราคาปกติอีกด้วย " เรานี้อยากกระโดดจุ๊บหน้าผากสักที แต่โนววววว นางเป็นชนี เรากลัวผื่นขึ้นปาก ^^ แซวเล่นน๊า......
ว๊าปปปปมา 29 พ.ค. 58 : จัดกระเป๋าเป้ 1ใบ กางเกง 3 เสื้อ 4 รองเท้าคอนเวิสหุ้มข้อเน่าๆคู่นึง กล้อง 1100D + เลนส์ 28-135 แล้วก็ ตัง 3000 บาท มานั่งรอขึ้นรถ ตอน 5ทุ่มที่ห้องรับรองนครชัย แอร์ก็เย็นๆชวนหลับเหลือเกิน เราก็อาศัยนั่งอุดหูฟังเพลงมองผู้คนที่รอขึ้นรถเดินไปมาพลางๆ (เน้น ผช.)
พอขึ้นรถ โอ้ยยยยยยรมเสีย นั่งข้างมนุษย์ป้า พอรถออกไปได้สักพักเราก็เริ่มง่วงก็เลยปรับเบาะเอนลงนอน สักพัก รู้สึกว่ามนุษย์ป้าด้านข้างดิ้นไปมาเหมือนเรียกร้องความสนใจ(คิดไปเอง) ก็เลยลืมตาแอบดู เหมือนนางหาที่เอนเบาะ คนดีก็เลยเข้าสิงเรา เราเลยถามไปว่า “หาที่ปรับเบาะหรอครับ อยู่ข้างๆ อันดำๆใหญ่อ่ะครับ” แล้วมนุษย์ป้าก็ผงกหัวให้ แล้วก็จับๆปรับเบาะลง เรานี้ "โอ้ยยยยยยในใจเลย ป้าๆ ปากกื่อพูดขอบใจไม่เป็นติค่ะ"
หลังจากนั้นเราก็หลับๆ ตื่นๆ คาดว่าคงทุกชั่วโมง ตื่นขึ้นมามองนาฬิกาว่า ใกล้ถึงเวลารึยัง เพราะมันก็มึดไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว
วันที่ 1 : 30 พ.ค. 58 เมืองกรุง ประมาณ ตี5กว่าๆ ลงรถที่ศูนย์นครชัย โอ้โห!!!!นี่หรือบางกอก..................... คนมารอขึ้นรถรอบแรกของวันเยอะมาก จนไม่มีที่อยู่ กะว่าจะนอนห้องรับรองต่อสักหน่อยก็ดันไม่เปิดเพราะเช้าเกิ๊นนนนน
เลยตัดสินใจ เขา 7-11 ซื้อกาแฟร้อนๆโดป(เอสเปรโซ่ จิบเบาตาม slow life ) ให้ร่างกายตื่นตัวระบบเผาพลานทำงาน จะได้เข้าให้ห้องน้ำทีเดียวเลย หลังจากเสร็จกิจต่างๆนานาๆ ก็ประมาณ โมงกว่าๆ ก็เลยนึกคำอิแม่ออก ว่า “ให้ขึ้นรถเมย์ สาย 77 นะ” ด้วยความไม่มั่นใจ ก็เลยเดินเก้ๆ กังๆ วนไปวนมา สุดท้ายก็เลยเดินไปถามพี่พนักงาน7-11 ว่าขึ้น รถไปอนุสาวรีชัยยังไง พี่แกก็ไล่สายรถมาหมดเลย พี่แกใจดีจัง ดีนะหนึ่งในที่แกไล่มามีรถเมย์ สาย77 เราก็เลย เดินออกจากนครชัยเลี้ยวซ้ายไป ยืนรอรถเมย์ เราก็รอแต่สาย 77 เพราะกลัวหลงทาง พูดเลย รอเป็นชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้น
พอขึ้นก็บอกพี่กระเป๋ารถเมย์ตอนจ่ายตังว่า “ถึงอนุสาวรีบอกผมด้วยนะ” “แกก็เลยบอกว่า โอ้ยยย มันต้องลงที่หมอชิตก่อนน้อง แล้วค่อยต่อไปอนุสาวรีชัย”
อ้าววววววววววววววว

ล่ะ ลงหมอชิต หมอชิตคืออะไร ไปยังไง แล้วจะหารถเจอป่าวว่ะเนี่ยยยยยยย นี่เรามาครั้งแรกนะ แถมอิแม่กำชับว่าอย่าเข้าหมอชิตนะเธอจะหลงทาง !!!!!!!!!!!!!!!!!
ถึงหมอชิต กระเป๋ารถเมย์ก็ไล่ลง พร้อมบอกว่า ก็เดินๆตามเขาไปเดี๋ยวก็เจอ เรานี่ ไปไม่เป็นเลยทีเดียว ก็เลยเดินๆตามคนอื่นไป สุดท้ายมีทางแยก ซ้าย ขาว ตรงไป คนที่เดินมาพร้อมกันก็แยกกันไปคนล่ะทางอีก สุดท้ายเราก็หลงทางในหมอชิตจนได้ เลยเหลือบไปเห็นพี่ รปภ. ก็เลยเดินเข้าไปถามพี่ รปภ. ว่า “ไปขึ้นรถ สาย 77 ตรงไหนครับ” แกเลยบอกว่า “น้องเดินตรงไปให้สุดทาง แล้วเลี้ยวขวา เดี๋ยวก็เจอ” สรุปว่ากว่าจะเจอสาย 77 ที่หมอชิต เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมง
ประมาณ 8โมง ก้าวเท้าขึ้นไปนั่งรอบนรถเมย์เพราะกระเป๋าหนัก บนรถก็ยังไม่มีคนแถมไม่รู้ว่าจะออกรถตอนไหนด้วย ผ่านไปสักสิบนาทีคนเริ่มเยอะขึ้นๆ สุดท้ายรถก็ออก ผ่านนู้นนี้นั้น ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไรหรอก แต่ก็เห็นชีวิตคนบางกอกที่เดินไวๆไปขึ้นรถ ไปรอรถ เดินลงใต้ดิน(MRT) นี่แหละน๊า....ชีวิตอันเร่งรีบไม่เหมือนชีวิตบ้านนอกแบบเรา ตื่นตี4 ตี5 มารถน้ำผัก รดน้ำต้นม้งต้นไม้ ตบท้ายด้วยการดิพกาแฟกินเองตอน 6โมงเช้า (ยี่ห้อม๊อคโคน่า ^^)

ระหว่างนั่งรถเมย์ไปหมอชิต

ระหว่างนั่งรถเมย์ไปหมอชิต

ระหว่างนั่งรถเมย์ไปหมอชิต

รถเมย์สาย77 ที่หมอชิต

นั่งรอรถออก นั่งหลังสุดเลย

รถสายอื่นๆในหมอชิต
9โมงกว่าๆ ถึงอนุสาวรีชัย เดินไปถามตำรวจว่า “เซนจูรี่ไปทางไหนครับ ผมจะไปขึ้นรถตู้ไปพัทยา” พี่ตำรวจสุดหล่อก็บอกว่า “ไม่ต้องไปถึงนั้นหรอก เดินตรงไปข้างหน้า ท่ารถอยู่ตรง 7-11” ^^ พี่ตำรวจหล่อน่ารักแถมใจดี ไอ้เราว่าจะลองยืมตังแต่เกรงใจ 5555+
พอเห็นที่ซื้อตั๋วรถ ก็เลยเดินสำรวจสักหน่อย ป๊าดตี๊โถ่................ คนหลายบักคัก (เยอะมากกกก) ก็ยังว่าล่ะเนอะช่วงวันหยุดยาวนี่หว่า แต่เราก็ยังไม่กล้าซื้อตั๋วรถเพราะกลัวเพื่อนนีที่นัดไว้มาไม่ทัน ก็เลยโทรจิกซะหน่อย......
รอแล้วรอเล่าประมาณชั่วโมงนึง เพื่อนนีนั่ง BTS มาถึง เราก็เลยพากันไปซื้อตั๋ว ได้คิว 50ปลายๆ นั่งรอจนหลับได้สิบตื่นก็ยังไม่เรียก พวกเราได้ขึ้นรถประมาณ บ่าย 3 ก็เลยไปนั่งเป็นเมียคนขับ(นั่งหน้าเพราะกลัวเมารถตู้) คิดดูว่านั่งรอขึ้นรถตู้ไปพัทยา 4-5ชั่วโมง (เข็ดไปอีกนานจะไม่เที่ยววันหยุดแบบนี้อีกเลย) ยังต้องมาติดบนถนนอีก ทั้งจอดเติมแก๊ส รวมๆที่นั่งสัพหงกบนรถตู้ประมาณ 2ชั่วโมงกว่าจะถึงท่ารถแหลมบาลีฮายพัทยาใต้ (โอ้โหถึงแล้วเว้ยทะเล......................... ใจชื่นขึ้นมา)
ตอนแรกกะว่าจะเดินไปโรงแรมที่จองกับอโกด้าไว้เพราะคิดว่าไม่ไกล ก็เลยลองโทรถามดู พนังงานต้อนรับเลยบอกว่า อย่าเดินเลย นั่งวินมอไซค์ท่าเรือมาดีกว่า 40บาทเอง เดี๋ยวน้องหลงนะถ้าเดินมา เราก็เลยใช้เพื่อนนีไปเรียกพี่วินบอกว่าไป โรงแรมไดม่อน(จำชื่อเต็มไม่ได้) พี่วินคิดคนล่ะ60บาท เราก็เลยก็บอกว่า “เอ้าโรงแรมบอก40เองนะพี่” พี่วินสวนกลับทันที “พนังงานมันมาขับเองรึป่าวล่ะถึงบอก40” เราเลยปากไม่เป็นเลยทีเดียว
พอขึ้นรถได้เท่านั้นแหละ พี่วินแกขับแบบไม่ห่วงหงายหลังเลย นี่อัดสามนะพี่ รถติดๆเวลาเย็นเข่าเสยรถคันข้างๆ ดังเอี๊ยดอ๊าดๆ 55555 (เวอร์เนอะ)
พอเชคอินได้เท่านั้นแหละ เดินขึ้นห้องชั้น 4 ทันที เปิดประตูปั้ง......................
แอร์เย็น

ยยยยยยยเปิดแอร์ต้อนรับ น่านอนมากกกก
แต่ไม่!!!!!!! เราต้องเที่ยวให้สุด ตกลงกับเพื่อนนี อาบน้ำแล้วไปเดินวอคกิ้งสตีทกัน
ประมาณทุ่มนึง เราเริ่มเดินจากโรงแรม ตรงลงไปเรื่อยๆ ผ่านวัดชัยมงคล ผ่านป้อมตำรวจ มุ่งหน้าสู้วอคกิ้งสตีท เราเดินในวอคกิ้งสตีทกันจนสุดทางเลยไปถึงท่าเรือ ที่พรุ่งนี้จะต้องไปขึ้นแล้วก็เดินกลับมาหาข้าวกิน เพื่อรอเพื่อนที่จะมาสมทบอีก 3คน (เอาจริงๆเราไม่ปลื้มกับวอคกิ้งสตีทมากๆ เราว่ามันไร้สาระสำหรับเราอ่ะ) เราเดินหาร้านข้าวราคาถูกๆกันอยู่นาน สุดท้ายก็ได้กินข้าวตามสั่งในซอยเล็กๆจานล่ะ 40บาท แล้วก็นั่งรอเพื่อนจนเพื่อนมารับ
เราก็เลยตกลงกัน ไปนั่งกินเบียร์กันที่ร้านอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้ หรูๆหน่อย ในเมืองพัทยานี่แหละ ถ้าจำไม่ผิดก็โซนพัทยากลาง มาถึงร้านก็ 5ทุ่มนิดๆ ร้านมีสองชั้น ชั้นล่างเต็มหมด เลยได้ขึ้นชั้นสอง บรรยากาศดีมากมีลมเย็นๆพัดไปมา มีดนตรีสดให้ฟังด้วย เรากินทั้งเบียร์ 3 ทาว ทั้งกับแกล้ม พอถึงเวลาจ่ายเงินก็ คนล่ะ 500 บาท (แพงอ่ะสำหรับเราที่มาแบคแพ็คแบบนี้แต่ก็ขัดไม่ได้เพื่อนมันอุส่าขับรถมารับจากบางละมุง) กว่าจะกลับถึงห้องก็ตีสาม นัดกันว่าจะขึ้นเรือรอบแรก ประมาณ6โมงกว่าๆ
วันที่2 : 31 พ.ค. 58
นัดกันขึ้นเรือรอบแรกประมาณ 6โมงกว่าๆ สรุปว่า ไม่ตื่นจร้า................. ได้ขึ้นเรือตอน 10โมงกว่า คนล้นหลาม นึกว่างานแทกระจาดท่าเรือ เราเลือกที่จะนั่งชั้นสองของเรือ แถวๆหัวเรือ จะได้เสพบรรยากาศและอาบแดดผิวจะได้แทนแบบสุขภาพดี (แต่อาบได้แปปเดียว หยิบเสื้อยีนคลุมทันที แดดประเทศไทยร้อนเกิ๊นนนนนนนนนนนน แสบคัก)

นี่เลยเห็นเขาถ่ายกัน

รอ เรือ ก็ถ่ายวิวเล่นๆไปดิครับ

นี่เรื่อที่กลับมาจาก เกาะล้าน คนโคดหลายเลย

เรือรำที่ออกก่อนเรา เราขึ้นไม่ทัน

นี่ครับนั่งอาบแดดชั้นสองของเรือ มองผ่านหัวเรือออกไป

สปีดโบ้ท วิ่งเล่นในทะเล

แข่งกันไม่กลัวเปลืองน้ำมันเล๊ยยยยยยย

ถึงล่ะท่าเรือหน้าบ้าน

น้องแกไม่เกรงกลัวต่อแดดเลย ได้กี่ตัวล่ะนั้นน่ะ
พอถึงท่าเรือหน้าบ้านก็ตรงไปเช่ามอไซค์ทั้นที (2คัน 5คน 600บาท วางบัตรประชาชน 1ใบ) แล้วจู่ๆ ก็มีตาลุงเดินมาถามว่ามีห้องพักยัง มากี่คน เราเลยบอกไป 5 คนครับ แกเลยถามต่อเอามั๊ย 2000 เพื่อนอีกคนเลยบอกว่าเดี๋ยวก่อนครับลุงขอตัดสินใจก่อน เพราะตอนนั้นหิวข้าวกันมาก ก็เลยขับรถไปทางหาดนวล ระหว่างทางเจอร้านอาหารวิวดีมาก ก็เลยแวะซะเลย รสชาติดี ราคาเทียบเท่าร้านเหล้า กินเสร็จก็ตกประมาณ คนล่ะ 200
วิวจากร้านอาหารสามารถเดินลงมาทะเลได้

จากร้านอาหารมองเห็นพัทยาด้วย

จากหาดหลังร้านอาหาร ส่วนใหญ่เห็นหินๆ

มีแต่โขดหินจริงๆ ฝั่งนี้ แต่ก็สวยดีนะ

หาดไรไม่รู้อยู่ลึกๆ

สุดขอบฟ้ายามบ่ายสอง ร้อนโคดดดดดดดด

แดดขนาดนี่เรายอม

น้ำใสดีจังเลย แต่เราไม่เล่นนะ

ทำได้เพียงถอดรองเท้าเดิน

กระเป๋าใส่กล้อง

คู่นี้พาลุย

ชิวก่อนกลับฝั่ง

แล้วก็ขับตรงไปหาดนวลเป็นที่แรก แล้วก็ขับไปเรื่อยๆ เพื่อไปหาดต่าง พร้อมหาที่พักไปด้วย เพราะเริ่มอยากนอนบนเกาะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ที่พัก เลยขึ้นเรือกลับฝั่งตอน ห้าโมงครึ่งที่ท่าหน้าบ้าน
เที่ยวแบบเด็กจบใหม่
" คนเดียวอีก " ประเด็นคือ เราอยากไป เกาะล้าน เดินแตะน้ำทะเล นอนอาบเเดด ถ่ายรูปเก๋ๆ เก็บไว้ลง IG
งั้นเริ่มเลยล่ะกัน เราตกลงกับเพื่อนสองคนว่าจะไปเกาะล้าน นัดกันที่ อนุสาวรีชัย วันที่ 30 พ.ค
เราก็เลยไปซื้อตั๋วรถนครชัย ที่ บขส3 ในคืน วันที่ 29 พ.ค. ตอน 4ทุ่ม ไปถึงก็เดินปรี่ตรงเข้าไปซื้อรอบประมาณ 5ทุ่มครึ่ง แต่พนักงานขายบอก "เต็มหมดแล้วค่ะ ช่วง ห้าทุ่ม ว่างอีกที่ก็ เช้า 30 เอามั๊ยค่ะ"
!!!!!!!!!! อ้าว
ว๊าปปปปมา 29 พ.ค. 58 : จัดกระเป๋าเป้ 1ใบ กางเกง 3 เสื้อ 4 รองเท้าคอนเวิสหุ้มข้อเน่าๆคู่นึง กล้อง 1100D + เลนส์ 28-135 แล้วก็ ตัง 3000 บาท มานั่งรอขึ้นรถ ตอน 5ทุ่มที่ห้องรับรองนครชัย แอร์ก็เย็นๆชวนหลับเหลือเกิน เราก็อาศัยนั่งอุดหูฟังเพลงมองผู้คนที่รอขึ้นรถเดินไปมาพลางๆ (เน้น ผช.)
พอขึ้นรถ โอ้ยยยยยยรมเสีย นั่งข้างมนุษย์ป้า พอรถออกไปได้สักพักเราก็เริ่มง่วงก็เลยปรับเบาะเอนลงนอน สักพัก รู้สึกว่ามนุษย์ป้าด้านข้างดิ้นไปมาเหมือนเรียกร้องความสนใจ(คิดไปเอง) ก็เลยลืมตาแอบดู เหมือนนางหาที่เอนเบาะ คนดีก็เลยเข้าสิงเรา เราเลยถามไปว่า “หาที่ปรับเบาะหรอครับ อยู่ข้างๆ อันดำๆใหญ่อ่ะครับ” แล้วมนุษย์ป้าก็ผงกหัวให้ แล้วก็จับๆปรับเบาะลง เรานี้ "โอ้ยยยยยยในใจเลย ป้าๆ ปากกื่อพูดขอบใจไม่เป็นติค่ะ"
หลังจากนั้นเราก็หลับๆ ตื่นๆ คาดว่าคงทุกชั่วโมง ตื่นขึ้นมามองนาฬิกาว่า ใกล้ถึงเวลารึยัง เพราะมันก็มึดไม่รู้ว่าถึงไหนแล้ว
วันที่ 1 : 30 พ.ค. 58 เมืองกรุง ประมาณ ตี5กว่าๆ ลงรถที่ศูนย์นครชัย โอ้โห!!!!นี่หรือบางกอก..................... คนมารอขึ้นรถรอบแรกของวันเยอะมาก จนไม่มีที่อยู่ กะว่าจะนอนห้องรับรองต่อสักหน่อยก็ดันไม่เปิดเพราะเช้าเกิ๊นนนนน
เลยตัดสินใจ เขา 7-11 ซื้อกาแฟร้อนๆโดป(เอสเปรโซ่ จิบเบาตาม slow life ) ให้ร่างกายตื่นตัวระบบเผาพลานทำงาน จะได้เข้าให้ห้องน้ำทีเดียวเลย หลังจากเสร็จกิจต่างๆนานาๆ ก็ประมาณ โมงกว่าๆ ก็เลยนึกคำอิแม่ออก ว่า “ให้ขึ้นรถเมย์ สาย 77 นะ” ด้วยความไม่มั่นใจ ก็เลยเดินเก้ๆ กังๆ วนไปวนมา สุดท้ายก็เลยเดินไปถามพี่พนักงาน7-11 ว่าขึ้น รถไปอนุสาวรีชัยยังไง พี่แกก็ไล่สายรถมาหมดเลย พี่แกใจดีจัง ดีนะหนึ่งในที่แกไล่มามีรถเมย์ สาย77 เราก็เลย เดินออกจากนครชัยเลี้ยวซ้ายไป ยืนรอรถเมย์ เราก็รอแต่สาย 77 เพราะกลัวหลงทาง พูดเลย รอเป็นชั่วโมง กว่าจะได้ขึ้น
พอขึ้นก็บอกพี่กระเป๋ารถเมย์ตอนจ่ายตังว่า “ถึงอนุสาวรีบอกผมด้วยนะ” “แกก็เลยบอกว่า โอ้ยยย มันต้องลงที่หมอชิตก่อนน้อง แล้วค่อยต่อไปอนุสาวรีชัย”
อ้าววววววววววววววว
ถึงหมอชิต กระเป๋ารถเมย์ก็ไล่ลง พร้อมบอกว่า ก็เดินๆตามเขาไปเดี๋ยวก็เจอ เรานี่ ไปไม่เป็นเลยทีเดียว ก็เลยเดินๆตามคนอื่นไป สุดท้ายมีทางแยก ซ้าย ขาว ตรงไป คนที่เดินมาพร้อมกันก็แยกกันไปคนล่ะทางอีก สุดท้ายเราก็หลงทางในหมอชิตจนได้ เลยเหลือบไปเห็นพี่ รปภ. ก็เลยเดินเข้าไปถามพี่ รปภ. ว่า “ไปขึ้นรถ สาย 77 ตรงไหนครับ” แกเลยบอกว่า “น้องเดินตรงไปให้สุดทาง แล้วเลี้ยวขวา เดี๋ยวก็เจอ” สรุปว่ากว่าจะเจอสาย 77 ที่หมอชิต เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมง
ประมาณ 8โมง ก้าวเท้าขึ้นไปนั่งรอบนรถเมย์เพราะกระเป๋าหนัก บนรถก็ยังไม่มีคนแถมไม่รู้ว่าจะออกรถตอนไหนด้วย ผ่านไปสักสิบนาทีคนเริ่มเยอะขึ้นๆ สุดท้ายรถก็ออก ผ่านนู้นนี้นั้น ไอ้เราก็ไม่รู้ว่าคืออะไรหรอก แต่ก็เห็นชีวิตคนบางกอกที่เดินไวๆไปขึ้นรถ ไปรอรถ เดินลงใต้ดิน(MRT) นี่แหละน๊า....ชีวิตอันเร่งรีบไม่เหมือนชีวิตบ้านนอกแบบเรา ตื่นตี4 ตี5 มารถน้ำผัก รดน้ำต้นม้งต้นไม้ ตบท้ายด้วยการดิพกาแฟกินเองตอน 6โมงเช้า (ยี่ห้อม๊อคโคน่า ^^)
ระหว่างนั่งรถเมย์ไปหมอชิต
ระหว่างนั่งรถเมย์ไปหมอชิต
ระหว่างนั่งรถเมย์ไปหมอชิต
รถเมย์สาย77 ที่หมอชิต
นั่งรอรถออก นั่งหลังสุดเลย
รถสายอื่นๆในหมอชิต
9โมงกว่าๆ ถึงอนุสาวรีชัย เดินไปถามตำรวจว่า “เซนจูรี่ไปทางไหนครับ ผมจะไปขึ้นรถตู้ไปพัทยา” พี่ตำรวจสุดหล่อก็บอกว่า “ไม่ต้องไปถึงนั้นหรอก เดินตรงไปข้างหน้า ท่ารถอยู่ตรง 7-11” ^^ พี่ตำรวจหล่อน่ารักแถมใจดี ไอ้เราว่าจะลองยืมตังแต่เกรงใจ 5555+
พอเห็นที่ซื้อตั๋วรถ ก็เลยเดินสำรวจสักหน่อย ป๊าดตี๊โถ่................ คนหลายบักคัก (เยอะมากกกก) ก็ยังว่าล่ะเนอะช่วงวันหยุดยาวนี่หว่า แต่เราก็ยังไม่กล้าซื้อตั๋วรถเพราะกลัวเพื่อนนีที่นัดไว้มาไม่ทัน ก็เลยโทรจิกซะหน่อย......
รอแล้วรอเล่าประมาณชั่วโมงนึง เพื่อนนีนั่ง BTS มาถึง เราก็เลยพากันไปซื้อตั๋ว ได้คิว 50ปลายๆ นั่งรอจนหลับได้สิบตื่นก็ยังไม่เรียก พวกเราได้ขึ้นรถประมาณ บ่าย 3 ก็เลยไปนั่งเป็นเมียคนขับ(นั่งหน้าเพราะกลัวเมารถตู้) คิดดูว่านั่งรอขึ้นรถตู้ไปพัทยา 4-5ชั่วโมง (เข็ดไปอีกนานจะไม่เที่ยววันหยุดแบบนี้อีกเลย) ยังต้องมาติดบนถนนอีก ทั้งจอดเติมแก๊ส รวมๆที่นั่งสัพหงกบนรถตู้ประมาณ 2ชั่วโมงกว่าจะถึงท่ารถแหลมบาลีฮายพัทยาใต้ (โอ้โหถึงแล้วเว้ยทะเล......................... ใจชื่นขึ้นมา)
ตอนแรกกะว่าจะเดินไปโรงแรมที่จองกับอโกด้าไว้เพราะคิดว่าไม่ไกล ก็เลยลองโทรถามดู พนังงานต้อนรับเลยบอกว่า อย่าเดินเลย นั่งวินมอไซค์ท่าเรือมาดีกว่า 40บาทเอง เดี๋ยวน้องหลงนะถ้าเดินมา เราก็เลยใช้เพื่อนนีไปเรียกพี่วินบอกว่าไป โรงแรมไดม่อน(จำชื่อเต็มไม่ได้) พี่วินคิดคนล่ะ60บาท เราก็เลยก็บอกว่า “เอ้าโรงแรมบอก40เองนะพี่” พี่วินสวนกลับทันที “พนังงานมันมาขับเองรึป่าวล่ะถึงบอก40” เราเลยปากไม่เป็นเลยทีเดียว
พอขึ้นรถได้เท่านั้นแหละ พี่วินแกขับแบบไม่ห่วงหงายหลังเลย นี่อัดสามนะพี่ รถติดๆเวลาเย็นเข่าเสยรถคันข้างๆ ดังเอี๊ยดอ๊าดๆ 55555 (เวอร์เนอะ)
พอเชคอินได้เท่านั้นแหละ เดินขึ้นห้องชั้น 4 ทันที เปิดประตูปั้ง......................
แอร์เย็น
แต่ไม่!!!!!!! เราต้องเที่ยวให้สุด ตกลงกับเพื่อนนี อาบน้ำแล้วไปเดินวอคกิ้งสตีทกัน
ประมาณทุ่มนึง เราเริ่มเดินจากโรงแรม ตรงลงไปเรื่อยๆ ผ่านวัดชัยมงคล ผ่านป้อมตำรวจ มุ่งหน้าสู้วอคกิ้งสตีท เราเดินในวอคกิ้งสตีทกันจนสุดทางเลยไปถึงท่าเรือ ที่พรุ่งนี้จะต้องไปขึ้นแล้วก็เดินกลับมาหาข้าวกิน เพื่อรอเพื่อนที่จะมาสมทบอีก 3คน (เอาจริงๆเราไม่ปลื้มกับวอคกิ้งสตีทมากๆ เราว่ามันไร้สาระสำหรับเราอ่ะ) เราเดินหาร้านข้าวราคาถูกๆกันอยู่นาน สุดท้ายก็ได้กินข้าวตามสั่งในซอยเล็กๆจานล่ะ 40บาท แล้วก็นั่งรอเพื่อนจนเพื่อนมารับ
เราก็เลยตกลงกัน ไปนั่งกินเบียร์กันที่ร้านอะไรไม่รู้จำชื่อไม่ได้ หรูๆหน่อย ในเมืองพัทยานี่แหละ ถ้าจำไม่ผิดก็โซนพัทยากลาง มาถึงร้านก็ 5ทุ่มนิดๆ ร้านมีสองชั้น ชั้นล่างเต็มหมด เลยได้ขึ้นชั้นสอง บรรยากาศดีมากมีลมเย็นๆพัดไปมา มีดนตรีสดให้ฟังด้วย เรากินทั้งเบียร์ 3 ทาว ทั้งกับแกล้ม พอถึงเวลาจ่ายเงินก็ คนล่ะ 500 บาท (แพงอ่ะสำหรับเราที่มาแบคแพ็คแบบนี้แต่ก็ขัดไม่ได้เพื่อนมันอุส่าขับรถมารับจากบางละมุง) กว่าจะกลับถึงห้องก็ตีสาม นัดกันว่าจะขึ้นเรือรอบแรก ประมาณ6โมงกว่าๆ
วันที่2 : 31 พ.ค. 58
นัดกันขึ้นเรือรอบแรกประมาณ 6โมงกว่าๆ สรุปว่า ไม่ตื่นจร้า................. ได้ขึ้นเรือตอน 10โมงกว่า คนล้นหลาม นึกว่างานแทกระจาดท่าเรือ เราเลือกที่จะนั่งชั้นสองของเรือ แถวๆหัวเรือ จะได้เสพบรรยากาศและอาบแดดผิวจะได้แทนแบบสุขภาพดี (แต่อาบได้แปปเดียว หยิบเสื้อยีนคลุมทันที แดดประเทศไทยร้อนเกิ๊นนนนนนนนนนนน แสบคัก)
นี่เลยเห็นเขาถ่ายกัน
รอ เรือ ก็ถ่ายวิวเล่นๆไปดิครับ
นี่เรื่อที่กลับมาจาก เกาะล้าน คนโคดหลายเลย
เรือรำที่ออกก่อนเรา เราขึ้นไม่ทัน
นี่ครับนั่งอาบแดดชั้นสองของเรือ มองผ่านหัวเรือออกไป
สปีดโบ้ท วิ่งเล่นในทะเล
แข่งกันไม่กลัวเปลืองน้ำมันเล๊ยยยยยยย
ถึงล่ะท่าเรือหน้าบ้าน
น้องแกไม่เกรงกลัวต่อแดดเลย ได้กี่ตัวล่ะนั้นน่ะ
พอถึงท่าเรือหน้าบ้านก็ตรงไปเช่ามอไซค์ทั้นที (2คัน 5คน 600บาท วางบัตรประชาชน 1ใบ) แล้วจู่ๆ ก็มีตาลุงเดินมาถามว่ามีห้องพักยัง มากี่คน เราเลยบอกไป 5 คนครับ แกเลยถามต่อเอามั๊ย 2000 เพื่อนอีกคนเลยบอกว่าเดี๋ยวก่อนครับลุงขอตัดสินใจก่อน เพราะตอนนั้นหิวข้าวกันมาก ก็เลยขับรถไปทางหาดนวล ระหว่างทางเจอร้านอาหารวิวดีมาก ก็เลยแวะซะเลย รสชาติดี ราคาเทียบเท่าร้านเหล้า กินเสร็จก็ตกประมาณ คนล่ะ 200
วิวจากร้านอาหารสามารถเดินลงมาทะเลได้
จากร้านอาหารมองเห็นพัทยาด้วย
จากหาดหลังร้านอาหาร ส่วนใหญ่เห็นหินๆ
มีแต่โขดหินจริงๆ ฝั่งนี้ แต่ก็สวยดีนะ
หาดไรไม่รู้อยู่ลึกๆ
สุดขอบฟ้ายามบ่ายสอง ร้อนโคดดดดดดดด
แดดขนาดนี่เรายอม
น้ำใสดีจังเลย แต่เราไม่เล่นนะ
ทำได้เพียงถอดรองเท้าเดิน
กระเป๋าใส่กล้อง
คู่นี้พาลุย
ชิวก่อนกลับฝั่ง
แล้วก็ขับตรงไปหาดนวลเป็นที่แรก แล้วก็ขับไปเรื่อยๆ เพื่อไปหาดต่าง พร้อมหาที่พักไปด้วย เพราะเริ่มอยากนอนบนเกาะ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ที่พัก เลยขึ้นเรือกลับฝั่งตอน ห้าโมงครึ่งที่ท่าหน้าบ้าน