"แกๆ เราไปนั่งรถไฟเล่นกัน"
"เออ เอาดิ"
นี่คือประโยคเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้
***ก่อนอื่นต้องบอกไว้เลยนะคะว่านี่คือกระทู้แรก ฝากเนื้อฝากตัวฝากหัวใจไว้ด้วยนะจ๊ะ กิ๊บกิ๊ววววว
จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงแค่สองประโยคโง่ๆด้านบน ไม่มีอาการอกหัก รักคุด แฟนทิ้ง พ่อไล่ออกจากบ้านแม้แต่น้อย เป็นเพียงอารมณ์ของแมวน้ำและเพนกวิ๊นตุ๊ต๊ะว่าอยากจะไปเที่ยวกันสองคน นั่งรถไฟไปเรื่อยๆ เป็นทริปแบบไม่เร่งรีบ และที่สำคัญ ต้องประหยัดงบมากถึงมากที่สุด เฮ้!
กฏของเรามีเพียงสองข้อคือ ห้ามใช้ตังเยอะ เพราะมันไม่มี
และสอง ห้ามฝืนกฏข้อแรก (ปิดเทอมก็งี้แหละรายได้ลดน้อยถอยลง)
โดยเราตกลงกันไปในที่ ที่แมวน้ำปากแดงอยากไปมาตั้งนานแล้ว ซึ่งก็คือสุโขทัย ที่ที่ทำให้เราทั้งสองตัวกลับมาพร้อมกับความอิ่มเอมใจ และความคิดถึง
ทริปนี้เกิดขึ้นตั้งเเต่วันที่ 15-17 มิถุนายน 2558 ซึ่งเพิ่งผ่านมาได้เพียงไม่นาน โดยเราสองคนตกลงกันไว้ว่าเราจะออกเดินทางกันตั้งเเต่เช้าตรู่ เพื่อที่จะไปเอาตั๋วรถไฟฟรี ต้องประหยัดเว้ย!!
เเต่ในสิ่งที่วางเเผนไว้มันช่างดูสดใสเเละสวยหรู อารมณ์ประมาณว่า
" เราต้องไปถึงหัวลำโพงอย่างสดชื่นเเละยิ้มเเย้มเเจ่มใสเเน่ๆเลยเเกรรรรร " โถๆๆๆๆๆๆ พวกเราช่างไม่สำเหนียกตัวเองกันเลย
จากตอนเเรกที่ตกลงกัน
" แกๆ ตีห้าครึ่งจะหกโมง เราไปเจอกันที่เซเว่นนะปากซอยวัดจันทร์นะ "
" อ๋อออออออ โอเคๆๆ ได้ๆๆๆ ตื่นเช้าสบายมาก "
เเต่ในความเป็นจริงมันช่าง " งามไส้ "
นอกจากจะตื่นสาย ไปผิดเวลานัด ของหนัก รถไม่มี โดนเเย่งเเท็กซี่ ข้าวเช้าไม่ได้กิน และการเดินทางในถนนเพชรเกษมมันติดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพิ่มก.ไก่ให้อีกล้านตัว กว่าจะถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง บอกได้เลยว่า สะโหลสะเหล แต่ก็รีบสับขากันเพื่อไปเอาตั๋วรถไฟฟรีรอบ 9.25 และในที่สุดดดดดดดดดดดดดดดดดด
" คุณปลัดคะ ตั๋วรถไฟในมืออิฉันมันสั่นไปหมดเเล้วล่ะค่ะ "
บอกก่อนนะคะ สุโขทัย ไม่มีสถานีรถไฟ เราจึงต้องไปลงสถานีที่ใกล้ที่สุดคือพิษณุโลกแทน
พอเราได้ตั๋วเเล้ว พวกเราสองคนก็รีบวิ่งๆๆไปจองที่นั่งบนรถไฟ โดยมีคุณลุงคุณป้าช่วยกันเลือกที่นั่งเเละบอกว่าจะมีเเดดส่องตรงไหนตอนเวลากี่โมง
พวกหนูขอขอบคุณมากนะคะ
ระหว่างรอรถไฟออกแมวน้ำปากแดงนั่งมองออกไปที่นอกหน้าต่างเพลินๆ เห็นคุณลุงนั่งอยู่เลยแอบถ่ายภาพมาซักหน่อย ขอบคุณนะคะที่ช่วยเป็นแบบให้คนแรกของวัน
หลังจากรถไฟออกเราสองคนก็ตื่นเต้นน่าดู ด้วยที่ในวันนั้นฟ้าเหมือนจะเป็นใจ ไม่มีเเดดเเรงๆ หรืออากาศร้อนๆสาดเข้ามาเลย
เเต่เป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างร่มเเละเย็นสบาย ตั้งเเต่กรุงเทพถึงพิษณุโลก
ขอบคุณทุกๆคนในภาพมากนะคะ
เมื่อถึงพิจิตรฝนก็เริ่มตั้งเค้า ดูนั่นสิ ฝนกำลังจะตกเเล้ว
เมื่อถึงสถานีพิษณุโลก ตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงเย็นกว่าๆ พวกเราสองคนก็รอรถม่วงเพื่อไปหอเพื่อนที่เรียนอยู่ที่นั้นหนึ่งคืน ก่อนจะเริ่มออกเดินทางต่อในวันต่อมา
โดยการเดินทางไปสุโขทัยของเราคือ นั่งรถม่วงจากสถานีขนส่งใน ม. นเรศวร ไปลงที่ขนส่งเก่า โดยเสียค่ารถคนละ 25 บาท
ก่อนจะต่อรถตู้ไปลงที่อำเภอเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย
โดยในช่วงนี้ ที่จังหวัดสุโขทัยเป็นช่วง low season ค่ะ
ดูสิคะ สุโขทัยเป็นเมืองเงียบๆจริงๆ
โดยในตอนเย็นหลังจากที่เราถึงที่พักกันเรียบร้อยเเล้ว
พวกเราก็พาจักรยานออกไปสำรวจอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง
โดยเราเริ่มต้นที่วัดเเรกซึ่งก็คือ วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ
เป็นวัดใหญ่อยู่กลางเมือง สร้างสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระเจดีย์ต่างๆ รวมถึง 200 องค์ นับเป็นวัดสำคัญประจำกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะแบบสุโขทัยแท้ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน คือ ปรางค์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่ทิศทั้ง 4 และเจดีย์แบบศรีวิชัยผสมลังกาก่อด้วยอิฐอยู่ที่มุม ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาด ใหญ่ก่อ ด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบัน ได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ที่ด้านเหนือและด้าน ไต้เจดีย์มหาธาตุมีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า "พระอัฎฐารศ" ด้านใต้ยังพบแท่งหินเรียกว่า "ขอมดำดิน" อีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.paiduaykan.com/province/north/sukhothai/sukhothai-historypark.html
เด็กๆที่กำลังกระโดดน้ำเล่นในบ่อน้ำของอุทยานเมืองเก่า
ปั่นจักรยานกันไปเรื่อยๆตามทางสวยๆ อากาศเย็นสบาย
จนถึงวัดต่อมาคือวัดศรีสวาย
ลืมบอกค่ะ ที่พักของเราอยู่ตรงข้ามกับตัวอุทธยานนะคะ สะดวกมากๆเลย
จนตอนกลางคืนตอนที่พวกเรากำลังทานของว่างที่บาร์เล็กๆ พวกเราก็เห็นภาพอยู่ภาพนึง ซึ่งก็คือภาพของ "พระอจนะ" ที่อยู่ในวัดศรีชุมนั้นเอง
เฮ้ยยยยยยยยยยยย! นี่เเหละใช่เลยยยยยย! เเม่จ๋าาาา พวกหนูเจอจุดหมายเเล้วววว
ว่าเเต่....วัดศรีชุมนี่มันอยู่ที่ไหนง่ะ?? จนพี่ๆพนักงานอดไม่ได้ที่จะไปหยิบเเผนที่มาให้
" ปั่นจักรยานไปก็ได้นะน้อง "
" โหยยยยย ขอบคุณมากค่ะพี่ "
โอเค เเผนที่พร้อม เเค่นี้ก็ไมต้อกลัวอะไรเเล้วววว
เช้าวันที่ 17 เรารีบออกไปเก็บแสงที่อุทธยานกันอีกครั้งในตอนเช้ามืด..... เราก็ค่อนข้างจะตื่นสายเล็กน้อย แต่ก็ได้ภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นมานะคะ
หลังจากที่อาบน้ำเเละทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยเเล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางพร้อมกับจัดรยานคนละคัน ขอเตือนไว้ก่อนว่า
สุโขทัยเเดดเเรงมากกกกกก อย่าลืมทาครีมกันเเดดนะคะ ปั่นจักรยานไปเป็นระยะเวลาสองกิโลจากหน้าอุทธยานประวัติศาสตร์
พวกเราก็มาถึงจุดหมาย
ไม่ต้องการอะไรเเล้วละค่ะ
วัดศรีชุม
เป็นวัดที่ประดิษฐาน พระอจนะ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร ลักษณะของวิหารสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน
ขอบคุณเนื้อหาจาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.sukhothai.go.th/tour/tour_01.htm
วัดพระพายหลวง
จากวัดศรีชุม เราปั่นจักรยานต่อมาเลยค่ะ ตรงไปจนถึงทางแยกซ้ายขวา ก็จัดการเลี้ยวขวาไปเลยยยยยย ปั่นต่อมาอีกแค่นิดเดียวก็ถึงวัดแล้ว ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ข้างหน้าน่ารักมากเลยค่ะ ให้ข้อมูลและคำแนะนำดีมาก ถึงจะร้อนก็ไม่เหวี่ยง ยิ้มรับนักท่องเที่ยวตลอดเลย
วัดพระพายหลวงตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ก่อสร้างก่อนการตั้งเมืองสุโขทัย มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากวัดมหาธาตุ เพราะมีรูปแบบศิลปกรรมตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของสุโขทัย และมีการสร้างเพิ่มเติมในสมัยสุโขทัยตอนปลาย วัดพระพายหลวงจึงเป็นแหล่งรวมงานศิลปกรรมหลายยุคหลายสมัย ผังบริเวณวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น คูชั้นนอกเรียก คูแม่โจน มีปรางค์ศิลาแลง 3 องค์เป็นประธานของวัด องค์กลางและองค์ด้านทิศใต้พังเหลือแต่ฐาน เหลือเพียงองค์ด้านเหนือ หน้าบันประดับลายปูนปั้นเป็นศิลปะสมัยสุโขทัยตอนต้นที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นศิลปะขอมสมัยบายน (รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) บริเวณหน้าปรางค์มีวิหารที่เหลือเพียงเสาใหญ่ศิลาแลง ถาวรวัตถุที่สร้างเสริมต่อขยายออกไปทางด้านหน้าของพระปรางค์สามองค์ เช่น เจดีย์เหลี่ยมที่เหลือเพียงยอดปรักหักพัง และมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบท ได้แก่ นั่ง ยืน เดิน และนอน ปัจจุบันปรักหักพังลงเกือบหมด
ขอบคุณเนื้อหาจาก
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้http://www.info.ru.ac.th/province/Sukhotai/natswppl.htm
หลังจากที่เราได้เเวะวัดพะพายหลงเเล้ว วัดต่อมาที่เราจะไปกันต่อก็คือ วัดสะพานหิน
โดยวัดสะพานหินไปไม่ยากค่ะ เพราะเมื่อถึงปากทางออกของวัดศรีชุมเเล้วเราก็จะเจอถนนใหญ่จากนั้นก็เลี้ยวขวาเเล้วปั่นจักรยานตรงต่อไปเล้ยยยยยยยยยยยยย ปั่นไปได้ประมาณสองกิโลเริ่มหอบเล็กๆเนื่องจากอากาศร้อนมากกกก เเละเส้นทางที่เข้าไปในวัดสะพานหินค่อนข้างที่จะขรุขระ เเต่ไม่เป็นไร ไปถึงวัดคงไม่เหนื่อยมากหรอกกกกกกก
ซะที่ไหนละ!!!
ไปพวกเราไปสู้!! เเบบนี้ต้องเดินขึ้นเขา!!
ขอนั่งพักแปป 5555555
จะถึงเเล้วๆๆๆ
ถึงเเล้ว เย้!!
นอกจากนั้นข้างบนวิวสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก คุ้มค่ามากค่ะที่ขึ้นมาบนนี้ วัดทั้งวัดในวันนั้นมีเเค่พวกเราสองคนเท่านั้นเอง
รู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของภูเขาทั้งลูก เพราะเงียบมากกกกก 55555
[CR] สุข...อุทัย " ณ เวลานี้ ที่สุโขทัย "
"แกๆ เราไปนั่งรถไฟเล่นกัน"
"เออ เอาดิ"
นี่คือประโยคเริ่มต้นของการเดินทางในครั้งนี้
***ก่อนอื่นต้องบอกไว้เลยนะคะว่านี่คือกระทู้แรก ฝากเนื้อฝากตัวฝากหัวใจไว้ด้วยนะจ๊ะ กิ๊บกิ๊ววววว
จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงแค่สองประโยคโง่ๆด้านบน ไม่มีอาการอกหัก รักคุด แฟนทิ้ง พ่อไล่ออกจากบ้านแม้แต่น้อย เป็นเพียงอารมณ์ของแมวน้ำและเพนกวิ๊นตุ๊ต๊ะว่าอยากจะไปเที่ยวกันสองคน นั่งรถไฟไปเรื่อยๆ เป็นทริปแบบไม่เร่งรีบ และที่สำคัญ ต้องประหยัดงบมากถึงมากที่สุด เฮ้!
กฏของเรามีเพียงสองข้อคือ ห้ามใช้ตังเยอะ เพราะมันไม่มี
และสอง ห้ามฝืนกฏข้อแรก (ปิดเทอมก็งี้แหละรายได้ลดน้อยถอยลง)
โดยเราตกลงกันไปในที่ ที่แมวน้ำปากแดงอยากไปมาตั้งนานแล้ว ซึ่งก็คือสุโขทัย ที่ที่ทำให้เราทั้งสองตัวกลับมาพร้อมกับความอิ่มเอมใจ และความคิดถึง
ทริปนี้เกิดขึ้นตั้งเเต่วันที่ 15-17 มิถุนายน 2558 ซึ่งเพิ่งผ่านมาได้เพียงไม่นาน โดยเราสองคนตกลงกันไว้ว่าเราจะออกเดินทางกันตั้งเเต่เช้าตรู่ เพื่อที่จะไปเอาตั๋วรถไฟฟรี ต้องประหยัดเว้ย!!
เเต่ในสิ่งที่วางเเผนไว้มันช่างดูสดใสเเละสวยหรู อารมณ์ประมาณว่า
" เราต้องไปถึงหัวลำโพงอย่างสดชื่นเเละยิ้มเเย้มเเจ่มใสเเน่ๆเลยเเกรรรรร " โถๆๆๆๆๆๆ พวกเราช่างไม่สำเหนียกตัวเองกันเลย
จากตอนเเรกที่ตกลงกัน
" แกๆ ตีห้าครึ่งจะหกโมง เราไปเจอกันที่เซเว่นนะปากซอยวัดจันทร์นะ "
" อ๋อออออออ โอเคๆๆ ได้ๆๆๆ ตื่นเช้าสบายมาก "
เเต่ในความเป็นจริงมันช่าง " งามไส้ "
นอกจากจะตื่นสาย ไปผิดเวลานัด ของหนัก รถไม่มี โดนเเย่งเเท็กซี่ ข้าวเช้าไม่ได้กิน และการเดินทางในถนนเพชรเกษมมันติดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก เพิ่มก.ไก่ให้อีกล้านตัว กว่าจะถึงสถานีรถไฟหัวลำโพง บอกได้เลยว่า สะโหลสะเหล แต่ก็รีบสับขากันเพื่อไปเอาตั๋วรถไฟฟรีรอบ 9.25 และในที่สุดดดดดดดดดดดดดดดดดด
" คุณปลัดคะ ตั๋วรถไฟในมืออิฉันมันสั่นไปหมดเเล้วล่ะค่ะ "
บอกก่อนนะคะ สุโขทัย ไม่มีสถานีรถไฟ เราจึงต้องไปลงสถานีที่ใกล้ที่สุดคือพิษณุโลกแทน
พอเราได้ตั๋วเเล้ว พวกเราสองคนก็รีบวิ่งๆๆไปจองที่นั่งบนรถไฟ โดยมีคุณลุงคุณป้าช่วยกันเลือกที่นั่งเเละบอกว่าจะมีเเดดส่องตรงไหนตอนเวลากี่โมง
พวกหนูขอขอบคุณมากนะคะ
ระหว่างรอรถไฟออกแมวน้ำปากแดงนั่งมองออกไปที่นอกหน้าต่างเพลินๆ เห็นคุณลุงนั่งอยู่เลยแอบถ่ายภาพมาซักหน่อย ขอบคุณนะคะที่ช่วยเป็นแบบให้คนแรกของวัน
หลังจากรถไฟออกเราสองคนก็ตื่นเต้นน่าดู ด้วยที่ในวันนั้นฟ้าเหมือนจะเป็นใจ ไม่มีเเดดเเรงๆ หรืออากาศร้อนๆสาดเข้ามาเลย
เเต่เป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างร่มเเละเย็นสบาย ตั้งเเต่กรุงเทพถึงพิษณุโลก
ขอบคุณทุกๆคนในภาพมากนะคะ
เมื่อถึงพิจิตรฝนก็เริ่มตั้งเค้า ดูนั่นสิ ฝนกำลังจะตกเเล้ว
เมื่อถึงสถานีพิษณุโลก ตอนนั้นเป็นเวลาหกโมงเย็นกว่าๆ พวกเราสองคนก็รอรถม่วงเพื่อไปหอเพื่อนที่เรียนอยู่ที่นั้นหนึ่งคืน ก่อนจะเริ่มออกเดินทางต่อในวันต่อมา
โดยการเดินทางไปสุโขทัยของเราคือ นั่งรถม่วงจากสถานีขนส่งใน ม. นเรศวร ไปลงที่ขนส่งเก่า โดยเสียค่ารถคนละ 25 บาท
ก่อนจะต่อรถตู้ไปลงที่อำเภอเมืองเก่า จังหวัดสุโขทัย
โดยในช่วงนี้ ที่จังหวัดสุโขทัยเป็นช่วง low season ค่ะ
ดูสิคะ สุโขทัยเป็นเมืองเงียบๆจริงๆ
โดยในตอนเย็นหลังจากที่เราถึงที่พักกันเรียบร้อยเเล้ว
พวกเราก็พาจักรยานออกไปสำรวจอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง
โดยเราเริ่มต้นที่วัดเเรกซึ่งก็คือ วัดมหาธาตุ
วัดมหาธาตุ
เป็นวัดใหญ่อยู่กลางเมือง สร้างสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระเจดีย์ต่างๆ รวมถึง 200 องค์ นับเป็นวัดสำคัญประจำกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะแบบสุโขทัยแท้ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน คือ ปรางค์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่ทิศทั้ง 4 และเจดีย์แบบศรีวิชัยผสมลังกาก่อด้วยอิฐอยู่ที่มุม ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาด ใหญ่ก่อ ด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบัน ได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ที่ด้านเหนือและด้าน ไต้เจดีย์มหาธาตุมีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า "พระอัฎฐารศ" ด้านใต้ยังพบแท่งหินเรียกว่า "ขอมดำดิน" อีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เด็กๆที่กำลังกระโดดน้ำเล่นในบ่อน้ำของอุทยานเมืองเก่า
ปั่นจักรยานกันไปเรื่อยๆตามทางสวยๆ อากาศเย็นสบาย
จนถึงวัดต่อมาคือวัดศรีสวาย
ลืมบอกค่ะ ที่พักของเราอยู่ตรงข้ามกับตัวอุทธยานนะคะ สะดวกมากๆเลย
จนตอนกลางคืนตอนที่พวกเรากำลังทานของว่างที่บาร์เล็กๆ พวกเราก็เห็นภาพอยู่ภาพนึง ซึ่งก็คือภาพของ "พระอจนะ" ที่อยู่ในวัดศรีชุมนั้นเอง
เฮ้ยยยยยยยยยยยย! นี่เเหละใช่เลยยยยยย! เเม่จ๋าาาา พวกหนูเจอจุดหมายเเล้วววว
ว่าเเต่....วัดศรีชุมนี่มันอยู่ที่ไหนง่ะ?? จนพี่ๆพนักงานอดไม่ได้ที่จะไปหยิบเเผนที่มาให้
" ปั่นจักรยานไปก็ได้นะน้อง "
" โหยยยยย ขอบคุณมากค่ะพี่ "
โอเค เเผนที่พร้อม เเค่นี้ก็ไมต้อกลัวอะไรเเล้วววว
เช้าวันที่ 17 เรารีบออกไปเก็บแสงที่อุทธยานกันอีกครั้งในตอนเช้ามืด..... เราก็ค่อนข้างจะตื่นสายเล็กน้อย แต่ก็ได้ภาพตอนพระอาทิตย์ขึ้นมานะคะ
หลังจากที่อาบน้ำเเละทานอาหารเช้ากันเรียบร้อยเเล้ว พวกเราก็เริ่มออกเดินทางพร้อมกับจัดรยานคนละคัน ขอเตือนไว้ก่อนว่า
สุโขทัยเเดดเเรงมากกกกกก อย่าลืมทาครีมกันเเดดนะคะ ปั่นจักรยานไปเป็นระยะเวลาสองกิโลจากหน้าอุทธยานประวัติศาสตร์
พวกเราก็มาถึงจุดหมาย
ไม่ต้องการอะไรเเล้วละค่ะ
วัดศรีชุม
เป็นวัดที่ประดิษฐาน พระอจนะ เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง 11.30 เมตร ลักษณะของวิหารสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน
ขอบคุณเนื้อหาจาก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
วัดพระพายหลวง
จากวัดศรีชุม เราปั่นจักรยานต่อมาเลยค่ะ ตรงไปจนถึงทางแยกซ้ายขวา ก็จัดการเลี้ยวขวาไปเลยยยยยย ปั่นต่อมาอีกแค่นิดเดียวก็ถึงวัดแล้ว ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ข้างหน้าน่ารักมากเลยค่ะ ให้ข้อมูลและคำแนะนำดีมาก ถึงจะร้อนก็ไม่เหวี่ยง ยิ้มรับนักท่องเที่ยวตลอดเลย
วัดพระพายหลวงตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ ก่อสร้างก่อนการตั้งเมืองสุโขทัย มีความสำคัญเป็นอันดับสองรองจากวัดมหาธาตุ เพราะมีรูปแบบศิลปกรรมตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของสุโขทัย และมีการสร้างเพิ่มเติมในสมัยสุโขทัยตอนปลาย วัดพระพายหลวงจึงเป็นแหล่งรวมงานศิลปกรรมหลายยุคหลายสมัย ผังบริเวณวัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำล้อมรอบ 3 ชั้น คูชั้นนอกเรียก คูแม่โจน มีปรางค์ศิลาแลง 3 องค์เป็นประธานของวัด องค์กลางและองค์ด้านทิศใต้พังเหลือแต่ฐาน เหลือเพียงองค์ด้านเหนือ หน้าบันประดับลายปูนปั้นเป็นศิลปะสมัยสุโขทัยตอนต้นที่งดงามมาก สันนิษฐานว่าสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นศิลปะขอมสมัยบายน (รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) บริเวณหน้าปรางค์มีวิหารที่เหลือเพียงเสาใหญ่ศิลาแลง ถาวรวัตถุที่สร้างเสริมต่อขยายออกไปทางด้านหน้าของพระปรางค์สามองค์ เช่น เจดีย์เหลี่ยมที่เหลือเพียงยอดปรักหักพัง และมณฑปประดิษฐานพระพุทธรูปสี่อิริยาบท ได้แก่ นั่ง ยืน เดิน และนอน ปัจจุบันปรักหักพังลงเกือบหมด
ขอบคุณเนื้อหาจาก [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หลังจากที่เราได้เเวะวัดพะพายหลงเเล้ว วัดต่อมาที่เราจะไปกันต่อก็คือ วัดสะพานหิน
โดยวัดสะพานหินไปไม่ยากค่ะ เพราะเมื่อถึงปากทางออกของวัดศรีชุมเเล้วเราก็จะเจอถนนใหญ่จากนั้นก็เลี้ยวขวาเเล้วปั่นจักรยานตรงต่อไปเล้ยยยยยยยยยยยยย ปั่นไปได้ประมาณสองกิโลเริ่มหอบเล็กๆเนื่องจากอากาศร้อนมากกกก เเละเส้นทางที่เข้าไปในวัดสะพานหินค่อนข้างที่จะขรุขระ เเต่ไม่เป็นไร ไปถึงวัดคงไม่เหนื่อยมากหรอกกกกกกก
ซะที่ไหนละ!!!
ไปพวกเราไปสู้!! เเบบนี้ต้องเดินขึ้นเขา!!
ขอนั่งพักแปป 5555555
จะถึงเเล้วๆๆๆ
ถึงเเล้ว เย้!!
นอกจากนั้นข้างบนวิวสวยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก คุ้มค่ามากค่ะที่ขึ้นมาบนนี้ วัดทั้งวัดในวันนั้นมีเเค่พวกเราสองคนเท่านั้นเอง
รู้สึกเหมือนเป็นเจ้าของภูเขาทั้งลูก เพราะเงียบมากกกกก 55555