′บวรศักดิ์′ ชี้ ′แป๊ะ′ ส่อแก้รัฐธรรมนูญ 57 อีกครั้ง ถ้าร่างรธน.ไม่ผ่านประชามติ ฟันธงไม่นำฉบับเก่ามาปัดฝุ่น
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งในงานประยูร กาญจนดุล ครั้งที่ 7 เรื่อง "รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ" เนื่องในการฉลองครบรอบ 43 ปีแห่งการสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า สำหรับมุมมองอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มองว่าต้องพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองและการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2540 ที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิพลเมือง ความโปร่งใส และการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล แต่ผลต่อมากลับพบว่ากรณีที่รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปได้เข้าครอบงำองค์กรอิสระ ศาล และสื่อมวลชน ทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้นจึงมีบทบัญญัติให้ตรวจสอบพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ทุจริต มีบทลงโทษ อาทิ ยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธินักการเมืองที่ทุจริต แต่สถานการณ์การเมืองหลังจากมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บังคับใช้ พบว่าพรรคการเมืองลำดับที่ 1 ได้กลับมาเป็นรัฐบาลและเกิดการต่อต้านชุมนุม จนนำมาสู่เหตุการณ์ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ แนวโน้มการศึกษาตกต่ำ รวมถึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพย์สินทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ด้วยการก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้เด็กไทยมีระดับไอคิวรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน
ดังนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงคิดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง โดยสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างเสียงข้างมากและข้างน้อย ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้ได้ ส.ส.ตรงตามคะแนนนิยมของประชาชน รวมถึงการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดต้นเหตุของการซื้อสิทธิขายเสียง
นายบวรศักดิ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมได้ปรับรายละเอียด โดยให้มีผลต่อการทำงานของ สปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากประชามติไม่ผ่านในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ระบุไว้ว่าจะให้ไปอย่างไรต่อ มองว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช. หรือ "แป๊ะ" ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่การนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้แน่นอน ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้วันที่ 10 มกราคม 2559 เป็นวันออกเสียงประชามติ ตนไม่ทราบว่ากำหนดได้อย่างไร เพราะไม่มีโรงพิมพ์ไหนที่สต๊อกกระดาษไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะไม่มีเงินและไม่มีพื้นที่ หากกำหนดให้ทำประชามติวันนั้นจริง ถือว่า กกต.มองโลกในแง่ดีมาก
นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขตามคำขอแก้ไขของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมในขณะนี้ ครม.เสนอแก้ไขประมาณ 100 จุด และ สปช.อีกกว่า 100 มาตรา คำขอแก้ไขดังกล่าวที่เสนอมายืนยันชัดเจนว่าไม่มีพิมพ์เขียวแน่นอน ดังนั้นการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญต้องทำเพื่อประสานประโยชน์ ทั้ง สปช., ครม., คสช., องค์กรตามรัฐธรรมนูญ, กลุ่มประชาสังคม
สำหรับแนวโน้มสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญคือ
1.การสู้กันระหว่างอนุรักษนิยม คงสถานะเดิมไว้ทุกอย่าง กับการปฏิรูปและปรับปรุง เช่น ศาลยุติธรรมที่ออกมาเรียกร้องให้ ก.ต.เป็นเหมือนเดิม,
2.ความเคยชิน เช่น การปกครองท้องถิ่นที่ไม่ชินกับการปรับให้เป็นการบริหารท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ ครม.เน้นมาก คือ ความสงบ หลังการเลือกตั้ง ด้วยการมีหมวดปฏิรูปกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดอง เพราะหลังการเลือกตั้งต้องมีผู้ที่คุมกติกา
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1434675639
JJNY : "บวรศักดิ์"ยอมถอย! เร่งแก้ร่างรธน. ชี้ปม ตุลาการโวย คือการต่อสู้ของอนุรักษนิยม
เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ที่อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาตอนหนึ่งในงานประยูร กาญจนดุล ครั้งที่ 7 เรื่อง "รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ" เนื่องในการฉลองครบรอบ 43 ปีแห่งการสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า สำหรับมุมมองอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มองว่าต้องพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองและการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2540 ที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิพลเมือง ความโปร่งใส และการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล แต่ผลต่อมากลับพบว่ากรณีที่รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปได้เข้าครอบงำองค์กรอิสระ ศาล และสื่อมวลชน ทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้นจึงมีบทบัญญัติให้ตรวจสอบพรรคการเมืองและนักการเมืองที่ทุจริต มีบทลงโทษ อาทิ ยุบพรรคการเมืองและตัดสิทธินักการเมืองที่ทุจริต แต่สถานการณ์การเมืองหลังจากมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บังคับใช้ พบว่าพรรคการเมืองลำดับที่ 1 ได้กลับมาเป็นรัฐบาลและเกิดการต่อต้านชุมนุม จนนำมาสู่เหตุการณ์ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ แนวโน้มการศึกษาตกต่ำ รวมถึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพย์สินทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ด้วยการก้าวข้ามความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้เด็กไทยมีระดับไอคิวรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน
ดังนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงคิดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง โดยสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างเสียงข้างมากและข้างน้อย ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้ได้ ส.ส.ตรงตามคะแนนนิยมของประชาชน รวมถึงการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดต้นเหตุของการซื้อสิทธิขายเสียง
นายบวรศักดิ์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมได้ปรับรายละเอียด โดยให้มีผลต่อการทำงานของ สปช.และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากประชามติไม่ผ่านในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ระบุไว้ว่าจะให้ไปอย่างไรต่อ มองว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช. หรือ "แป๊ะ" ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่การนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้แน่นอน ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดให้วันที่ 10 มกราคม 2559 เป็นวันออกเสียงประชามติ ตนไม่ทราบว่ากำหนดได้อย่างไร เพราะไม่มีโรงพิมพ์ไหนที่สต๊อกกระดาษไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะไม่มีเงินและไม่มีพื้นที่ หากกำหนดให้ทำประชามติวันนั้นจริง ถือว่า กกต.มองโลกในแง่ดีมาก
นายบวรศักดิ์กล่าวอีกว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขตามคำขอแก้ไขของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคมในขณะนี้ ครม.เสนอแก้ไขประมาณ 100 จุด และ สปช.อีกกว่า 100 มาตรา คำขอแก้ไขดังกล่าวที่เสนอมายืนยันชัดเจนว่าไม่มีพิมพ์เขียวแน่นอน ดังนั้นการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญต้องทำเพื่อประสานประโยชน์ ทั้ง สปช., ครม., คสช., องค์กรตามรัฐธรรมนูญ, กลุ่มประชาสังคม
สำหรับแนวโน้มสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญคือ
1.การสู้กันระหว่างอนุรักษนิยม คงสถานะเดิมไว้ทุกอย่าง กับการปฏิรูปและปรับปรุง เช่น ศาลยุติธรรมที่ออกมาเรียกร้องให้ ก.ต.เป็นเหมือนเดิม,
2.ความเคยชิน เช่น การปกครองท้องถิ่นที่ไม่ชินกับการปรับให้เป็นการบริหารท้องถิ่น
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งที่ ครม.เน้นมาก คือ ความสงบ หลังการเลือกตั้ง ด้วยการมีหมวดปฏิรูปกรรมการ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และการสร้างความปรองดอง เพราะหลังการเลือกตั้งต้องมีผู้ที่คุมกติกา
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1434675639