แชร์ประสบการณ์เคยทำงานขายสินเชื่อธุรกิจ

สวัสดีค่ะ เราอยากจะมาแชร์ประสบการณ์งานขายสินเชื่อที่เราเคยทำ แต่ตอนนี้ลาออกมาได้เดือนกว่าแล้ว คือว่าเราเคยทำงานขายสินเชื่อธุรกิจSME กับบริษัทแห่งหนึ่งไม่ได้ทำกับธนาคาร คือขายสินเชื่อของทุกธนาคารแล้วถ้าลูกค้าสนใจก็ส่งเอกสารมาเราจะดำเนินการยื่นเรื่องกู้กับธนาคารนั้นๆแล้วหักเปอร์เซ็นจากยอดอนุมัติ ตอนแรกที่เข้าไปทำงานพี่คนที่รับเราเข้าไปบอกรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้ที่สูงมาก เดือนนึงบางทีเกือบแสนเป็นแสนก็มี ส่วนเงินเดือนก็ต้องทำให้ได้ตามเป้าถึงจะได้ มีเรทอยู่ที่ 6000 8000 10000 15000++ตามเป้าที่ตั้งไว้ว่ากี่คนถึงจะได้เงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ถ้าไม่ถึงก็ไม่ได้เงินเดือนแต่ไม่รวมค่าคอมมิสชั่นที่จะได้ เราเพิ่งจบใหม่หางานมาหลายที่ก็ไม่ได้เห็นงานนี้ไม่น่าจะยากแถมเงินที่ได้ก็มาก เราเลยตัดสินใจทำ
    
      เริ่มงานวันแรกพี่ที่เป็นหัวหน้าก็เริ่มเทรนงานและให้เราจดสคริปที่จะต้องพูดเวลาโทรหาลูกค้า อาทิตย์แรกโทรหาลูกค้าเราก็เริ่มมองเห็นอนาคตตอนสิ้นเดือนเลยว่าจะเป็นอย่างไร เราโทรไปประมาณร้อยสายถึงจะมีลูกค้าสนใจคนนึง เราก็จดๆรายละเอียดพร้อมตกลงเปอร์เซ็นที่ลูกค้าต้องจ่ายค่าดำเนินงานจากยอดอนุมัติ ลูกค้าบางคนพอได้ฟังว่ามีค่าดำเนินงานน้อยคนที่จะตกลงบางคนก็ว่าบ้างซึ่งเราก็เข้าใจนะเพราะว่าลูกค้าสามารถไปกู้เองที่ธนาคารเองได้ไม่จำเป็นต้องมาเสียค่าใช้จ่ายตรงนี้ด้วยซึ่งเราเองก็มองว่ามันค่อนข้างเยอะเหมือนกัน บางวันโทรสองสามร้อยสายไม่มีลูกค้าสนใจเลยซักคนก็มี พอประมาณกลางเดือนเรามีลูกค้าแค่คนเดียวที่ส่งเอกสารมา ซึ่งถ้าเราจะได้เงินเดือนก็ต่อเมื่อลูกค้าส่งเอกสารมา4คนถึงจะได้เงินเดือน6000บาท เราตอนนั้นไม่สนใจค่าคอมมิสชั่นเลย เราเอาแค่เงินเดือนอย่างเดียวก็ได้เริ่มคิดหนักกลางเดือนแล้วมีลูกค้าส่งมาแค่คนเดียว ลูกค้าคนอื่นๆที่ตกลงกันเรียบร้อยว่าจะส่งเอกสารมาวันนั้นวันนี้ก็ไม่ส่งมาพอเราโทรกลับไปถามคนที่เค้ายังไม่ส่งมา เค้าก็ตอบว่ามีเพื่อนที่รู้จักแนะนำให้ไปยื่นเองที่ธนาคารดีกว่าไม่เสียค่าดำเนินการ บางคนก็บอกว่าเปลี่ยนใจไม่กู้บ้างอะไรแบบนี้
จากนั้นวันเวลาก็ดำเนินไปถึงสิ้นเดือน สรุปเรามีลูกค้าส่งเอกสารมา3คน เงินเดือนก็ไม่ได้เครียดมาก ค่าห้องพ่อแม่ก็ต้องจ่ายให้ไหนจะค่ากินเราอีกร้องไห้ทุกคืน แต่ก็ยังมีความหวังว่า3คนที่ส่งเรื่องให้ธนาคารไปจะมีอนุมัติบ้างแต่ต้องรอตรวจสอบดำเนินการประมาณ3อาทิตย์ถึงจะรู้ผล
    
      เข้าเดือนที่สองตอนนั้นเราลังเลมากว่าจะออกไปหางานใหม่ดีหรือรอดูก่อนดีสรุปเราเลือกอยู่ต่อรอผล ระหว่างนั้นก็โทรขายสินเชื่อให้ลูกค้าเหมือนเดิม ทุกๆวันเวลาจะตื่นไปทำงานเรานี่ไม่อยากไปเลยเหนื่อยใจและท้อมากกลัวจะไม่ได้เงินเดือนอีก บางทีนั่งๆโทรก็คิดว่า "เฮ้ยเรามานั่งทำอะไรที่นี่" ยิ่งโทรก็ยิ่งขายยากขึ้นทุกวัน ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบนี้เราคิดว่าใครเค้าจะมาขยายกิจการกันมากมาย คนที่เค้าเดือดร้อนจริงๆยื่นกู้เองแล้วไม่ผ่านจริงๆนั่นแหละถึงจะเหลือรอดมาถึงเรา แล้วยิ่งนานวันเข้าเรารู้สึกงานนี้ไม่ใช่ทางของเรา  เพราะเราคิดว่าทำไมต้องไปโกหกลูกค้าเราเห็นพี่บางคนบอกลูกค้าว่าติดเครดิตบูโรก็กู้ได้การันตี80-99เปอร์เซ็นทางเรามีคนที่ทำงานอยู่ในธนาคารตำแหน่งระดับสูง
เราไม่เคยพูดเเบบนี้กับลูกค้านะเราว่ามันเห็นแก่ตัวไปนะบางที มันก็จริงที่เรามีคนทำงานในธนาคารแล้วรู้จักกับเจ้าของบริษัทเราแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเค้าจะกู้ผ่านแน่ๆ เราคิดว่าทำไมต้องไปให้ความหวังเค้าขนาดนั้นเพราะลูกค้าบางรายดูแล้วยังไงก็ไม่ผ่าน แต่ไปบอกเค้าแบบนั้นเพื่อให้เค้าส่งเอกสารมาเพื่อจะได้เงินเดือน ลูกค้าบางคนเค้าร้อนเงินจริงๆก็ต้องมารอสุดท้ายก็บอกไม่ผ่าน บางคนไม่ติดเครดิตบูโร มีเครดิตดีน่าจะกู้ผ่านแต่พอยื่นกู้แล้วธนาคารไม่อนุมัติก็เยอะ
แต่ละวันของเดือนที่สองผ่านมาเรื่อยๆจนถึงอาทิตย์ที่สามของเดือน ตอนนั้นมีลูกค้าเราส่งเอกสารมาแค่สามคนอีกแล้วเงินเดือนนี่ตัดไป รอลุ้นผลลูกค้าของเดือนที่แล้ว สรุปไม่ผ่านจ้าธนาคารไม่อนุมัติจ้า
หายนะเริ่มมาเยือนอีกแล้วเครียดมากเหมือนเดิมพอเข้ามาทำงานสายนี้เพื่อนทักเลยว่าทำไมหน้าหมองจัง ผอมอีก ซึ่งเราก็เล่าให้เพื่อนฟังนะว่าเครียด เงินที่พ่อแม่ส่งให้เป็นค่ากินเราก็ต้องประหยัดไหนจะต้องมีค่ารถเมล์ ค่าวิน ตกวันละ 80บาท พ่อแม่ส่งให้อาทิตย์ละพันห้า ค่ากินค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอีกต้องรัดเข็มขัดตัวเองสุดๆบางทีอยากกินนั่นนี่ก็อดใจไม่ซื้อกินกินแค่ข้าวก็พอ สรุปสิ้นเดือนที่สองพ่อแม่จ่ายค่าห้องให้เหมือนเดิม เราก็สงสารพ่อแม่หนี้ทางบ้านก็เยอะ เราเรียนจบแล้วมีงานทำแล้วแทนที่จะส่งเงินกลับไปให้เขาบ้างหรือไม่ก็รับผิดชอบตัวเองได้แต่เปล่าเลยยังเป็นภาระเค้าอยู่อีก เราเลยตัดสินใจจะลาออกอยู่ไม่ไหวเหมือนทำงานฟรี เราเลยไปบอกกับหัวหน้าว่าจะขอลาออก ตลอดระยะเวลาการหัวหน้าเราเค้าก็ดีนะดีกับเรามาตลอดเราก็เกรงใจเค้ากระอักกระอ่วนใจที่จะขอลาออก เค้าก็พูดขอร้องให้อยู่ต่ออีกนิดสู้สิ ถ้าเคสอนุมัคิเราก็สบายนะบอกว่าเคสลูกค้าเพิ่งส่งไปเดือนนี้เครดิตดีมากพี่ดูเเล้วอนุมัติแน่ เราก็หนิเห็นว่าเค้าเครดิตดีกู้ผ่านชัวร์ เราเลยสู้ต่ออีกเดือน
    
     เดือนที่สามระหว่างเดือนที่สามนี้เราก็เริ่มมองหางามใหม่ วังวนเดิมๆเหมือนสองเดือนที่แล้วเป๊ะ มีลูกค้าส่งเอกสาร3คนเงินเดือนไม่ได้เหมือนเดิม เราเลยตัดสินใจเด็ดขาดเอ็นดูเขาเอ็นเราขาดแน่นอน สิ้นเดือนเราเลยตัดสินใจลาออกเลยค่ะ รั้งยังไงเอาช้างทั้งโขลงมาฉุดก็ไม่อยู่ค่ะ พอลาออกก็มาคิดว่าถึงเราจะลาออกพี่หัวหน้าก็ไม่เดือดร้อนเค้าก็มีลูกค้าเก่าของเค้าเองมีเงินเดือนจากยอดเอกสารลูกค้าที่ตกลงที่จะยื่นขอกู้กับธนาคารของลูกน้องหลายๆคนรวมกัน(ลืมบอกถ้าเราหาลูกค้าได้ก็จะต้องส่งรายละเอียดให้หัวหน้าอีกทีแล้วเค้าจะส่งเอกสารเข้าไปที่ธนาคารค่าคอมคนละครึ่ง)
    
     เราเริ่มมองย้อนกลับไปเพื่อนร่วมงานรอบข้างบางคนอายุ40-50 เกือบ60ก็มี เค้าเคยทำสินเชื่อมาหลายที่เราเคยถามเค้านะว่ามันจะได้เงินเยอะจริงๆหรอ เค้าก็ตอบว่าได้สิแล้วน้องจะรวยไม่รู้เรื่อง เราก็ถามต่อนะว่าพวกพี่เคยทำงานธนาคารก็ดีนะแล้วทำไมถึงย้ายมาทำที่นี่พวกเค้าบอกว่าเบื่อแล้ว มาที่นี่ก็จะมาหาเงินไปทำธุรกิจนั่นนี่ บางคนก็ต้องการเงินใช้หนี้บ้างเพราะที่นี่ได้ได้ค่าคอมเยอะกว่าที่เก่า พอตอนนี้มองกลับไปเราคิดว่ามันรวยจริงๆหรอป้าๆเค้าทำไมจะต้องนั่งรถเมล์มาทำงานทุกวันเคยทำมาหลายที่ประสบการณ์ก็สูงน่าจะมีเงินเก็บเพียบแทนที่อายุขนาดนี้จะนั่งชิลล์จิบชากาแฟยามเช้าอะไรก็ว่าไป เราคิดนะว่าถ้าเกิดเคสลูกค้าเราผ่านเราได้ค่าคอมมา6-7หมื่น แต่หลังจากนั้นอีกหลายเดือนกว่าจะได้อีกเราก็ต้องเอาเงินที่ได้มาใช้ไปเรื่อยๆหรือเจ็บป่วยก็ต้องเอาเงินมาใช้กับตรงนี้จนอาจจะไม่มีเหลือเก็บ เราต้องการที่จะทำงานเงินเดือนประจำดีกว่ามีสวัสดิการต่างๆให้แล้วสิ้นเดือนเรารู้แน่ๆว่าเราจะต้องมีเงินเข้ามา และวางแผนค่าใช่จ่ายแบ่งเก็บเดือนละนิดหน่อยก็ยังดียังไงก็มีเก็บทุกเดือน เพราะถ้ารอคอยเงินความหวังแบบนั้นถ้าระหว่างที่เงินยังไม่ได้แล้วเราเดือดร้อนหล่ะจะทำยังไงเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาก็ต้องลำบากพ่อแม่จ่ายเพราะประกันสังคมสวัสดิการอะไรก็ไม่มีให้
    
     งานขายสินเชื่อไม่ใช่งานที่ไม่ดีและผิดหรอกเพราะบางคนที่เค้าชอบเค้าทำได้เคยได้เค้าก็ทำไปอย่างมีความสุขไม่เดือดร้อน แต่เป็นตัวเราเองที่รู้ว่าไม่ใช่แล้วยังทนเพราะเห็นว่าเงินที่จะได้มันเยอะอยากจะได้อย่างคนอื่นเขาสุดท้ายก็เป็นแค่ฝัน สำหรับตัวเราเองเราเปรียบก็เหมือนแมลงเม่าอ่อนหัดที่อยากจะลองบินเข้าไปเล่นไฟเพราะเห็นว่ามันสวยโดยไม่ดูให้ดีว่ามันคือกองไฟหรือแสงจากไฟนีออน พอเราเริ่มรู้สึกว่าร้อนมันไม่ใช่ไฟนีออนมันเป็นกองไฟก็รีบบินออกมายังไม่ถลำลึกจนกองไฟมันแผดเผา
    
     ตอนนี้เราได้งานใหม่และมีเงินเดือนประจำทำมาได้เดือนนึงเงินเดือนก็หมื่นต้นๆแต่ก็พออยู่พอใช้และกำลังเราจะหารายได้เสริมจะได้เสริมด้วยการขายของจะได้มีเงินเก็บเอาเยอะๆไว้ใช้ในยามจำเป็นจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนพ่อแม่อีก แล้วในอนาคตถ้าเป็นไปได้ก็ไม่ได้อยากจะเป็นมนุษย์เงินเดือนเเบบนี้ไปตลอดเราอยากจะมีธุรกิจเป็นของเราเองไม่จำเป็นต้องใหญ่โต
    
     งานบางงานมันเหมาะสำหรับบางคนแต่ไม่ใช่กับทุกคน ตอนนั้นเราหวังมากไปที่จะได้เงินเยอะจนลืมมองความจริงหลายๆอย่างรอบตัว ว่าบางทีเราอาจจะไม่ได้อย่างที่หวัง พอผิดหวังเราเลยรู้สึกแย่มากๆ คนเราทุกคนมีสิทธิหวังได้แต่อย่าให้ความหวังมันมาทำร้ายเราเผื่อใจไว้บ้าง ความหวังมันเป็นเรื่องที่จะเกิดในอนาคตบางทีเราแค่เห็นทางมันเท่านั้นยังไม่ได้เห็นจุดจบ หวังได้แต่อย่าฝังตัวไว้กับความหวังนั้น และอย่าลุ่มหลงเชื่อไปกับคำพูดของคนอื่นจนลืมฟังเสียงของตัวเอง
    
     ที่เรามาตั้งกระทู้นี้ก็แค่อยากจะมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคนที่เจอสถานการณ์แบบเราให้สู้ๆ คนเรามีพลาดกันได้เมื่อเราเริ่มรู้สึกว่าบางอย่างมันไม่ใช่สำหรับเราก็ให้ถอยออกมา ยิ่งอยู่ไปยิ่งทำร้ายตัวเอง สำหรับเราเหตุการณ์ต่างๆที่เข้ามาในชีวิตเราหลังจากเรียนจบมันแค่เริ่มต้นเท่านั้น ต่อไปเรายังต้องสู้กับอะไรอีกเยอะในชีวิตของโลกแห่งความเป็นผู้ใหญ่ ขอเป็นกำลังให้กับตัวเราเองและนักต่อสู้ทุกๆคนค่ะ ^_^  ^_^
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่