สวัสดีคะ สำหรับผู้เข้ามาอ่านในกระทู้นี้ เราไม่ได้อยากจะประจานตัวเองหรือใคร แต่ที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อบอกเล่าประสบการณ์ของตัวเอง ให้คนที่ยังไม่มีความรักหรือคนที่มีเเล้วได้เข้ามาอ่านเพลินๆ นึกเสียว่ามาอ่านนิยายก็เเล้วกัน 55 //หัวเราะเเห้งๆ
เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนอาทิตย์ที่สองที่พวกเราได้พบกัน นายเอ (นามสมมุติ) คนที่เราไม่เคยคิดจะสนใจหรือเฉียดเข้าไปใกล้ ผู้อ่านหรือคนอื่นอาจจะคิดว่าเราเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงหยิ่ง (?) พูดจาได้น่าตบแบบนี้ แต่อันที่จริงเเล้วนั้นเราเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ไม่เชิงปิดกั้นตัวเอง แต่ก็เเค่ไม่อยากรับผิดชอบชีวิตใครอีก //ยิ้มบางๆ
เราได้ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จเป็นกลุ่มเเรกกับเพื่อนสนิท ภายในหนึ่งอาทิตย์ครึ่งพร้อมกับส่งให้อาจารย์ตรวจ และหลังจากจบคาบนั้นเองเขาก็ได้เข้ามาทักเรา ถามไถ่เกี่ยวกับรายงานเเละสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็เลยบอกเขาไปว่าไม่สะดวกจะุคุยตอนนี้ เดี่ยวกลับถึงบ้านเเล้วจะหาข้อมูลให้ เขาเป็นผู้ชายที่ดูดีคนนึง เรียบร้อยเเละขยัน แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น!? สิ่งที่เรากำลังสนใจอยู่นั้นก็คือความลับของเขา ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงอยากรู้อยาก...เรื่องของเขาจัง แต่ที่เป็นเเบบนั้นก็เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนที่ลึกลับมาก เราเลยอยากจะลองไขปริศนาดู ค่อนข้างโรคจิตเนอะ 55 //ยิ้มกรุ่มกริ่ม
พอเรากลับถึงบ้านก็เลยรีบไปค้นหารายชื่อเขาในไลน์ เพิ่งนึกออกว่าเคยแอดไว้นานเเล้วเเต่ไม่เคยทักไปเลย เราจึงรีบทักไปคุยเรื่องงานที่ค้างไว้จากตอนกลางวัน ในระหว่างที่พวกเราคุยกัน ก็มีบ้างที่เล่นมุกตลกกัน พูดเรื่องสัพเพเหระไปต่างๆ นาๆ จนลืมไปเลยว่านี้มันกี่โมงกี่ยามเเล้ว ก่อนที่พวกเราจะเลิกคุย เขาบอกกับเราว่าพรุ่งนี้เขาจะทักเราที่โรงเรียน เราทำได้เเค่ตอบว่า 'อืม' เพราะเราไม่ได้หวังอะไรในัวเขาอยู่เเล้ว ก็แค่คุยเรื่องงาน //หลับตา
วันต่อมาเขาก็ทักเราจริงๆ ทำเอาตัวฉันเองก็ตกใจไม่เเพ้กันกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับรอยยิ้มที่เขามีให้เรานั้นเปล่งประกายได้ เ่ว่อร์เนอะ 55 แต่นั้นเเหละคือความรู้สึกของเขา แต่เราก็เหลือเวลาไม่มากเเล้ว เพราะอาทิตย์หน้าเราก็จะได้ย้ายไปห้องเรียนพิเศษ ซึ่งนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่พวกเราจะต้องสนิทกัน ถึงเเม้ว่าจะเป็นเเบบนั้นเเต่เราก็ยังกลับมาคุยไลน์กับเขาอยู่ทุกวัน มีให้ติวบ้าง สอนการบ้านไรบ้าง...มันเริ่มผูกพันวะ //หลุบตามองพื้น
จนกระทั่งก็ใกล้ถึงวันนั้นที่เราจะต้องย้ายห้อง ความรู้สึกบางอย่างที่ดูเหมือนคิดไปเองก็เริ่มชัดเจน หัวใจสั่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้ กังวลทุกทีที่เขาหายไป บางครั้งก็เผลอนึกไปว่าตัวเองอ่านหนังสือเรียนมากเกินไปหรือเปล่า (?) พอเรารู้สึกตัวอีกทีก็หมดไปแล้ววันนึง พรุ่งนึ้ก็คือวันตัดสิน เราจึงรีบไลน์ไปุยกับเขาก่อนเป็นอันดับเเรก ก่อนที่พวกเราจะนอน เราได้สารภาพกับเขาไป ไม่รู้ทำไมตัวเองถึงได้กล้าทำเเบบนั้น //หัวเราะร่า
เขาอ่านเเละตอบช้ามาก ทำเอาหัวใจของเราหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เขาบอก "อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง ก็เเค่ไม่อยากให้เธอหายไป" เราเลยเงียบไปสักพัก เขาถามเราว่าเขาดูเห็นเเก่ตัวไหม? เราเลยปฎิเสธพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องไปนอน เอาเเต่ภาวนาขอให้ได้ย้ายไปไวๆ เรื่องอับอายพวกนี้จะได้จบสิ้นเสียที นี้ไม่ใช่ครั้งเเรกที่อกหัก และนี้ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเจอ วันรุ่งขึ้นอาจารย์ได้เรียกห้องของเราไปประชุม ท่านบอกว่า "จะไม่มีการย้ายห้องเกิดขึ้น แต่คนไหนลงชื่อก็ไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนกับห้องนั้นก็เเล้วกัน" เราตาเเทบถล้นออกจากเบ้า ตกใจสุดขีดจนเเทบกรี๊ดดดดดด //กรี๊ดในใจ
พอกลับบ้านก็รีบทักไลน์ไปบอกกับเขาว่าไม่ได้ย้ายเเล้วนะ เขาดีใจมาก หลังจากนั้นพวดเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในโลกเเห่งความฝัน.....ไม่อยากจะตื่นขึ้นมาเลย ทำให้ความรู้สึกที่เรามีต่อเขาเริ่มเผยออกมาทีละนิด จากคนที่มีโลกส่วนตัวสูงดั่งกำเเพงเมืองจีนก็ได้ทลายลงไปต่อหน้าต่อตา เขารู้ใจเราไปหมดทุกอย่าง จนบางครั้งก็ทำให้เราเเอบน้อยใจไม่ได้เลยที่เราไม่รู้จักเขาดีพอ บางครั้งพวกเราก็มีปากเสียงกันบ้าง จนเราทนไม่ไหวต้อเขียนจดหมายไปให้แนบกรรไกร เรารู้ว่าีตอนนั้นเราทำเเรงไป แต่ก็เเค่อยากรู้ว่าเขาจะเเคร์เรามากขึ้นไหม...ดูโง่เนอะ //ปิดหน้า
เเล้วเราจึงลองไม่ทักไลน์เขา หลังจากนั้นเราสังเกตได้ว่าเขาดูเหม่อๆ ไม่ค่อยตั้งใจฟังอาจารย์สอน หงุดหงิดง่าย แต่เราไม่อยากคิดไปเองว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ เเม้ว่าจะอดสงสารไม่ได้ สุดท้ายเราจึงต้องไปขอโทาเขาเเละอธิบายเรื่องทุกอย่างให้เขาฟัง เราบอกเขาไปว่าเรื่องที่ทะเลาะได้โปรดอย่าเ็ก็บมาคิดเป็นความสงจำร้ายๆ ระหว่างเรา ต่อให้เขาไม่ได้ชอบเราก็ขอให้อย่าทำนิสัยเเย่ๆ แบบนี้กับใครอีก พอคุยกันมาได้เกือบครึ่งเดือน เราก็ได้รู้ความลับของเขามากมาย เขาไม่ใช่คนเพอร์เฟ็คเลิศเเต่อย่างใด เพียงคนธรรมดาคนนึงที่ชอบเที่ยว ชอบเล่นเกมเศรษฐี 55 //ยิ้มบางๆ
เขาสารภาพให้เราฟังว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร มีเลวบ้างดีบ้างสลับไป เขาอยากให้เราลองหาคนอื่นที่ดีมากกว่าเขา แต่เราก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะรอ แม้ว่าเขาจะบอกเราว่ายังฝังใจกับรักเก่า คืนวันผ่านไปไวเหมือนดังภาพมายา....พี่รหัสของเราพาเราไปกินเลี้ยงวันเดียวกับเขาแต่คนละที่ พอกลับบ้านพวกเราห็ได้คุยกันนิดหน่อยก่อนจะบอกลา แต่ในใจของเรากลับจะดังสนั่น เต็มไปด้วยคำพูดมากมายของพี่รหัสเเละรุ่นพี่ที่เคารพ เราเคยปรึกษาเรื่องควารรักของตัวเองให้พวกเขาฟัง และที่คิดอยู่นั้นเป็นเพราะตั้งเเต่ที่ชอบเขามา บางครั้งเราก็รู้สึกด้อยค่า รู้สึกเหมือนกำลังเเบมือขอความรักจากคนอื่น เราไม่เคยรู้สึกเเบบนี้มาก่อน แต่นั้นเเหละ....คือจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ รุ่นพี่ที่เราเคารพพูดว่า "น้องต้องค้นหาตัวเองก่อน ว่าชอบเขาจริงๆไหม? แล้วเราอยู่ในสถานะใด สำหรับเขาเเล้วมีสิทธิอะไรที่จะยื้อเราไว้" เรานอนคิดทั้งคืนจนผล็อยหลับไป //เงยหน้ามองท้องฟ้า
และวันรุ่งขึ้นเราโรคก็มาเยี่ยมเยือน 55 เราเกิดรู้สึกว่าปวดหัวทุกครั้งที่พบเขา หายใจไม่ค่อยออก คลื่นไส้เเปลกๆ ผู้อ่านอาจจะคิดว่าไอ้นี้มันตอเเ้รลนี้หว่า หรือเว่อร์ไปหรือเปล่าวะ (?) แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะถูกเฉลย ณ บัดนี้ ในวันนั้นเองเราเเทบไม่ได้คุยกับเขาเลย พอเขาทักเราก็หลบ จนกระทั่งจะกลับบ้าน เรากับเพื่อนเดินกันไปที่เซเว่นเเล้วบังเอิญเจอเพื่อนซี้ตัวเเสบนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ กะจะเดินเข้าไปทักแต่ฝ่าเท้าจะต้องหยุดชะงัก เพราะเขาไม่ได้คนเดียว เขานั่งกับนายเเเละเพื่อนของเขา โดยที่มีผู้หญิงคนนึงนั่งข้างๆนายเอ พวกเขานั่งหันหลังอยู่ ส่วนเพื่อนของเรานั่งฝั่งตรงกันข้าง เราไม่ใช่คนขี้หึงหรอกนะ เเต่เราก็เคยพูดประเด็นเรื่องของผู้หญิงคนนั้นเเล้วกับเขา นายเอรีบออกตัวบอกก่อนทันที "เราไม่ได้ชอบเขา แล้วเ้ขาก็มีเเฟนเเล้ว" เราขำเทบจะตกเตียง ณ ตอนนั้น แต่ตอนนี้มาเห็นเรื่องจริงก็อึ้งดีเหมือนกัน 55 เพิ่งเข้าใจความรู้สึกนางเอกนิยาย //นั่งเท้าคาง
เพื่อนเราเห็นท่าไม่ดีเลยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันไป ทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง....เรารู้ดีว่าตอนนั้นก็ใจสั่นเหมือนกัน แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เขาไม่ได้ชอบเรา สุดท้ายพวกเราก็พากันเข้าไปในเซเว่น แล้วจึงค่อยส่งเพื่อนกลับบ้าน เรายังคงไม่ไปไหน หัวใจเต้นเเรงไม่หยุด จึงหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์เพื่อนสนิทและโทรออก พวกเราคุยกันสักพักจนกระทั่งมันเดินมาถึงเซเว่น นายเอกับเพื่อนๆก็เดินมาเช่นกัน เรารู้ว่าสิ่งเดียวที่เราจะรักษาไว้ได้ ณ ตอนนี้มากกว่าเขาคือเพื่อนสนิทคนนี้ของเรา มันส่งยิ้มให้เราพร้อมกับด่าที่ว่าโทรให้เปลื้องเงินมือถือทำไม ร้านก็อยู่ใกล้ๆ เดินมาคุยก็ได้ แม้ว่าจะถูกต่อว่าเเต่ก็ยิ้มออกได้ รู้สึกว่าคำพูดของมันเหมือนยาโชลมหัวใจที่เหนื่อยล้า //หัวเราะเเห้งๆ
เขาเดินผ่านเราเข้าไปในเซเว่นก่อนจะรีบซื้อของเเละออกมาทัก เขายืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด ทำเอาหัวใจของเราเเทบจะหยุดเต้น สายตาเเละฝ่ามือทั้งสองข้างของเรากำลังกดมือถืออย่างเมามันส์ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รู้ว่าทำไมถึงจะต้องทำเเบบนั้น เพียงเเต่รู้สึกเหนื่อยเเละอึดอัดขึ้นทุกวันตั้งเเต่ที่ชอบนายเอมา มีหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้เขียนลงมาในกระทู้นี้ ผู้อ่านเลยอาจจะรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกับเวลานางเอกละครงอนพระเอกไม่เข้าเรื่อง แต่บางเรื่องเราก็ไม่ควรยกขึ้นมาพูดเพื่อตอกย้ำตัวเอง //ยิ้มบางๆ
เราเลยโบกมือเป็นเชิง ก่อนที่เขาจะขอตัวไปเรียนพิเศษโดยมีผู้หญิงคนนั้นติดสร้อยห้อยตามไปไม่ห่าง เรามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปตาละห้อย ไม่ได้รู้สึกเสียดายเเต่อย่างใด แต่รู้สึกว่ายิ่งเห็นก็ตอกย้ำมากเท่านั้น รู้เเล้ว.....ว่าจุดยืนของเราเป็นได้เเค่เงาที่เขาไม่เห็น แต่จู่ๆ สถานการณ์กลับพลิกผลันเมื่อเขาเอาเเต่โบกมือลาและไม่ยอมเดินจากไป เขาจ้องหน้าเราเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็ทำได้เเค่โบกมืออยู่อย่างนั้น เราอึ้งมากจนทำอะไรไม่ถูก สีหน้าของเราจึงไม่สามารถบอกอาการได้ว่าคิดอะไรอยู่ ก็เลยโบกมือตอบก่อนจะหันหลังให้กับพวกเขา //กำมือเเน่น
ในวันเดียวกันเรารู้สึกเเย่ลง ช่วงนั้นก็อบโดนคนทักเหมือนกันว่าดูโทรมๆ ใบหน้าไม่สดใส เราเลยลองไปหาหมอ แล้วถามไถ่ถึงอาการ ท่านบอกเพียงว่ามีความเครียดสะสม เเละมีเเนวโน้มที่จะเป็โรคนี้ตั้งเเต่เด็กๆ แล้ว เราพูดไม่ออกเลย ทำได้เเค่ภาวนาในใจว่าขอให้อาการไม่เเย่ลงไปกว่านี้ โรคนี้เริ่มเเสดงออกมาเรื่อยๆ ตั้งเเต่ที่เราชอบเขา มันเหมือนมีเรื่องให้คิดอยู่เป็นประจำ เวลาเจอคนเยอะๆ ก็จะรู้สึกคลื่นไส้ผะอืดผะอมแปลกๆ เราเป็นไมเกรน แม้ว่ามันอาจจะไม้ร้ายเเรงเท่าไหร่ แต่การที่เห็นญาติผู้ใหญ่เจ็บป่วยเพราะโรคนี้ก็เจ็บปวดมากพอแล้ว 55 //พยักหน้า
เราพยายามข่มตาหลับและเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจพร้อมกับของขวัญ วันเกิดของเขากำลังใกล้มาถึงเเล้ว จึงพยายามอย่างมากที่จะหาของเเทนใจไปให้ 55 เราเองก็ไม่ได้รวยหรอก แค่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้ได้ชีวิตประจำวันก็พอ วันรุ่งขึ้นเราทักไลน์ไปถามคำถามสำคัญกับเขา "เราอยู่ในถานะอะไร" เขาเลี่ยงที่จะพูดมันจนกระทั่งสุดท้ายก็เอ่ยออกมา "เพื่อนมั่ง" เเล้ว 'มั่ง' นี้มันมาจากไหนอ้ะ!? เรารู้สึกว่าบทสนทนาของเราเริ่มเครียดมากขึ้นจึงตัดบทด้วยการพูดบอกว่า "เรากะจะตัดใจจากนายเเล้วละ" แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาทำให้เราตัดบทได้ทันทีเลย
"ก็เราไม่รู้จะทำตัวยังไง ก็เราไม่ได้ชอบใครนิ"
ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะรู้สึกยังไง แต่เราก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหันไปมองข้างหลัง เราเริ่มลบเเชทเก่าๆของพวกเราออก ลืมเรื่องราวที่เขาทำร้ายให้หมด เเละจำเอาไว้เเค่ความสงจำดีๆ 55 มีเพียงเเค่นี้เเหละ
ประสบการณ์ "รักหรือร้าย" ขอระบายคะ
เรื่องราวมันเกิดขึ้นตอนอาทิตย์ที่สองที่พวกเราได้พบกัน นายเอ (นามสมมุติ) คนที่เราไม่เคยคิดจะสนใจหรือเฉียดเข้าไปใกล้ ผู้อ่านหรือคนอื่นอาจจะคิดว่าเราเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงหยิ่ง (?) พูดจาได้น่าตบแบบนี้ แต่อันที่จริงเเล้วนั้นเราเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง ไม่เชิงปิดกั้นตัวเอง แต่ก็เเค่ไม่อยากรับผิดชอบชีวิตใครอีก //ยิ้มบางๆ
เราได้ทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จเป็นกลุ่มเเรกกับเพื่อนสนิท ภายในหนึ่งอาทิตย์ครึ่งพร้อมกับส่งให้อาจารย์ตรวจ และหลังจากจบคาบนั้นเองเขาก็ได้เข้ามาทักเรา ถามไถ่เกี่ยวกับรายงานเเละสิ่งที่เกิดขึ้น เราก็เลยบอกเขาไปว่าไม่สะดวกจะุคุยตอนนี้ เดี่ยวกลับถึงบ้านเเล้วจะหาข้อมูลให้ เขาเป็นผู้ชายที่ดูดีคนนึง เรียบร้อยเเละขยัน แต่นั้นไม่ใช่ประเด็น!? สิ่งที่เรากำลังสนใจอยู่นั้นก็คือความลับของเขา ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมเราถึงอยากรู้อยาก...เรื่องของเขาจัง แต่ที่เป็นเเบบนั้นก็เป็นเพราะว่าเขาเป็นคนที่ลึกลับมาก เราเลยอยากจะลองไขปริศนาดู ค่อนข้างโรคจิตเนอะ 55 //ยิ้มกรุ่มกริ่ม
พอเรากลับถึงบ้านก็เลยรีบไปค้นหารายชื่อเขาในไลน์ เพิ่งนึกออกว่าเคยแอดไว้นานเเล้วเเต่ไม่เคยทักไปเลย เราจึงรีบทักไปคุยเรื่องงานที่ค้างไว้จากตอนกลางวัน ในระหว่างที่พวกเราคุยกัน ก็มีบ้างที่เล่นมุกตลกกัน พูดเรื่องสัพเพเหระไปต่างๆ นาๆ จนลืมไปเลยว่านี้มันกี่โมงกี่ยามเเล้ว ก่อนที่พวกเราจะเลิกคุย เขาบอกกับเราว่าพรุ่งนี้เขาจะทักเราที่โรงเรียน เราทำได้เเค่ตอบว่า 'อืม' เพราะเราไม่ได้หวังอะไรในัวเขาอยู่เเล้ว ก็แค่คุยเรื่องงาน //หลับตา
วันต่อมาเขาก็ทักเราจริงๆ ทำเอาตัวฉันเองก็ตกใจไม่เเพ้กันกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันเหมือนกับรอยยิ้มที่เขามีให้เรานั้นเปล่งประกายได้ เ่ว่อร์เนอะ 55 แต่นั้นเเหละคือความรู้สึกของเขา แต่เราก็เหลือเวลาไม่มากเเล้ว เพราะอาทิตย์หน้าเราก็จะได้ย้ายไปห้องเรียนพิเศษ ซึ่งนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่พวกเราจะต้องสนิทกัน ถึงเเม้ว่าจะเป็นเเบบนั้นเเต่เราก็ยังกลับมาคุยไลน์กับเขาอยู่ทุกวัน มีให้ติวบ้าง สอนการบ้านไรบ้าง...มันเริ่มผูกพันวะ //หลุบตามองพื้น
จนกระทั่งก็ใกล้ถึงวันนั้นที่เราจะต้องย้ายห้อง ความรู้สึกบางอย่างที่ดูเหมือนคิดไปเองก็เริ่มชัดเจน หัวใจสั่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้ กังวลทุกทีที่เขาหายไป บางครั้งก็เผลอนึกไปว่าตัวเองอ่านหนังสือเรียนมากเกินไปหรือเปล่า (?) พอเรารู้สึกตัวอีกทีก็หมดไปแล้ววันนึง พรุ่งนึ้ก็คือวันตัดสิน เราจึงรีบไลน์ไปุยกับเขาก่อนเป็นอันดับเเรก ก่อนที่พวกเราจะนอน เราได้สารภาพกับเขาไป ไม่รู้ทำไมตัวเองถึงได้กล้าทำเเบบนั้น //หัวเราะร่า
เขาอ่านเเละตอบช้ามาก ทำเอาหัวใจของเราหล่นวูบไปที่ตาตุ่ม เขาบอก "อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ารู้สึกยังไง ก็เเค่ไม่อยากให้เธอหายไป" เราเลยเงียบไปสักพัก เขาถามเราว่าเขาดูเห็นเเก่ตัวไหม? เราเลยปฎิเสธพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องไปนอน เอาเเต่ภาวนาขอให้ได้ย้ายไปไวๆ เรื่องอับอายพวกนี้จะได้จบสิ้นเสียที นี้ไม่ใช่ครั้งเเรกที่อกหัก และนี้ก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่จะเจอ วันรุ่งขึ้นอาจารย์ได้เรียกห้องของเราไปประชุม ท่านบอกว่า "จะไม่มีการย้ายห้องเกิดขึ้น แต่คนไหนลงชื่อก็ไปเรียนพิเศษหลังเลิกเรียนกับห้องนั้นก็เเล้วกัน" เราตาเเทบถล้นออกจากเบ้า ตกใจสุดขีดจนเเทบกรี๊ดดดดดด //กรี๊ดในใจ
พอกลับบ้านก็รีบทักไลน์ไปบอกกับเขาว่าไม่ได้ย้ายเเล้วนะ เขาดีใจมาก หลังจากนั้นพวดเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกำลังล่องลอยอยู่ในโลกเเห่งความฝัน.....ไม่อยากจะตื่นขึ้นมาเลย ทำให้ความรู้สึกที่เรามีต่อเขาเริ่มเผยออกมาทีละนิด จากคนที่มีโลกส่วนตัวสูงดั่งกำเเพงเมืองจีนก็ได้ทลายลงไปต่อหน้าต่อตา เขารู้ใจเราไปหมดทุกอย่าง จนบางครั้งก็ทำให้เราเเอบน้อยใจไม่ได้เลยที่เราไม่รู้จักเขาดีพอ บางครั้งพวกเราก็มีปากเสียงกันบ้าง จนเราทนไม่ไหวต้อเขียนจดหมายไปให้แนบกรรไกร เรารู้ว่าีตอนนั้นเราทำเเรงไป แต่ก็เเค่อยากรู้ว่าเขาจะเเคร์เรามากขึ้นไหม...ดูโง่เนอะ //ปิดหน้า
เเล้วเราจึงลองไม่ทักไลน์เขา หลังจากนั้นเราสังเกตได้ว่าเขาดูเหม่อๆ ไม่ค่อยตั้งใจฟังอาจารย์สอน หงุดหงิดง่าย แต่เราไม่อยากคิดไปเองว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ เเม้ว่าจะอดสงสารไม่ได้ สุดท้ายเราจึงต้องไปขอโทาเขาเเละอธิบายเรื่องทุกอย่างให้เขาฟัง เราบอกเขาไปว่าเรื่องที่ทะเลาะได้โปรดอย่าเ็ก็บมาคิดเป็นความสงจำร้ายๆ ระหว่างเรา ต่อให้เขาไม่ได้ชอบเราก็ขอให้อย่าทำนิสัยเเย่ๆ แบบนี้กับใครอีก พอคุยกันมาได้เกือบครึ่งเดือน เราก็ได้รู้ความลับของเขามากมาย เขาไม่ใช่คนเพอร์เฟ็คเลิศเเต่อย่างใด เพียงคนธรรมดาคนนึงที่ชอบเที่ยว ชอบเล่นเกมเศรษฐี 55 //ยิ้มบางๆ
เขาสารภาพให้เราฟังว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร มีเลวบ้างดีบ้างสลับไป เขาอยากให้เราลองหาคนอื่นที่ดีมากกว่าเขา แต่เราก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะรอ แม้ว่าเขาจะบอกเราว่ายังฝังใจกับรักเก่า คืนวันผ่านไปไวเหมือนดังภาพมายา....พี่รหัสของเราพาเราไปกินเลี้ยงวันเดียวกับเขาแต่คนละที่ พอกลับบ้านพวกเราห็ได้คุยกันนิดหน่อยก่อนจะบอกลา แต่ในใจของเรากลับจะดังสนั่น เต็มไปด้วยคำพูดมากมายของพี่รหัสเเละรุ่นพี่ที่เคารพ เราเคยปรึกษาเรื่องควารรักของตัวเองให้พวกเขาฟัง และที่คิดอยู่นั้นเป็นเพราะตั้งเเต่ที่ชอบเขามา บางครั้งเราก็รู้สึกด้อยค่า รู้สึกเหมือนกำลังเเบมือขอความรักจากคนอื่น เราไม่เคยรู้สึกเเบบนี้มาก่อน แต่นั้นเเหละ....คือจุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ รุ่นพี่ที่เราเคารพพูดว่า "น้องต้องค้นหาตัวเองก่อน ว่าชอบเขาจริงๆไหม? แล้วเราอยู่ในสถานะใด สำหรับเขาเเล้วมีสิทธิอะไรที่จะยื้อเราไว้" เรานอนคิดทั้งคืนจนผล็อยหลับไป //เงยหน้ามองท้องฟ้า
และวันรุ่งขึ้นเราโรคก็มาเยี่ยมเยือน 55 เราเกิดรู้สึกว่าปวดหัวทุกครั้งที่พบเขา หายใจไม่ค่อยออก คลื่นไส้เเปลกๆ ผู้อ่านอาจจะคิดว่าไอ้นี้มันตอเเ้รลนี้หว่า หรือเว่อร์ไปหรือเปล่าวะ (?) แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะถูกเฉลย ณ บัดนี้ ในวันนั้นเองเราเเทบไม่ได้คุยกับเขาเลย พอเขาทักเราก็หลบ จนกระทั่งจะกลับบ้าน เรากับเพื่อนเดินกันไปที่เซเว่นเเล้วบังเอิญเจอเพื่อนซี้ตัวเเสบนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ กะจะเดินเข้าไปทักแต่ฝ่าเท้าจะต้องหยุดชะงัก เพราะเขาไม่ได้คนเดียว เขานั่งกับนายเเเละเพื่อนของเขา โดยที่มีผู้หญิงคนนึงนั่งข้างๆนายเอ พวกเขานั่งหันหลังอยู่ ส่วนเพื่อนของเรานั่งฝั่งตรงกันข้าง เราไม่ใช่คนขี้หึงหรอกนะ เเต่เราก็เคยพูดประเด็นเรื่องของผู้หญิงคนนั้นเเล้วกับเขา นายเอรีบออกตัวบอกก่อนทันที "เราไม่ได้ชอบเขา แล้วเ้ขาก็มีเเฟนเเล้ว" เราขำเทบจะตกเตียง ณ ตอนนั้น แต่ตอนนี้มาเห็นเรื่องจริงก็อึ้งดีเหมือนกัน 55 เพิ่งเข้าใจความรู้สึกนางเอกนิยาย //นั่งเท้าคาง
เพื่อนเราเห็นท่าไม่ดีเลยถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันไป ทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง....เรารู้ดีว่าตอนนั้นก็ใจสั่นเหมือนกัน แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เขาไม่ได้ชอบเรา สุดท้ายพวกเราก็พากันเข้าไปในเซเว่น แล้วจึงค่อยส่งเพื่อนกลับบ้าน เรายังคงไม่ไปไหน หัวใจเต้นเเรงไม่หยุด จึงหยิบมือถือขึ้นมากดเบอร์เพื่อนสนิทและโทรออก พวกเราคุยกันสักพักจนกระทั่งมันเดินมาถึงเซเว่น นายเอกับเพื่อนๆก็เดินมาเช่นกัน เรารู้ว่าสิ่งเดียวที่เราจะรักษาไว้ได้ ณ ตอนนี้มากกว่าเขาคือเพื่อนสนิทคนนี้ของเรา มันส่งยิ้มให้เราพร้อมกับด่าที่ว่าโทรให้เปลื้องเงินมือถือทำไม ร้านก็อยู่ใกล้ๆ เดินมาคุยก็ได้ แม้ว่าจะถูกต่อว่าเเต่ก็ยิ้มออกได้ รู้สึกว่าคำพูดของมันเหมือนยาโชลมหัวใจที่เหนื่อยล้า //หัวเราะเเห้งๆ
เขาเดินผ่านเราเข้าไปในเซเว่นก่อนจะรีบซื้อของเเละออกมาทัก เขายืนอยู่ตรงหน้าในระยะประชิด ทำเอาหัวใจของเราเเทบจะหยุดเต้น สายตาเเละฝ่ามือทั้งสองข้างของเรากำลังกดมือถืออย่างเมามันส์ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่รู้ว่าทำไมถึงจะต้องทำเเบบนั้น เพียงเเต่รู้สึกเหนื่อยเเละอึดอัดขึ้นทุกวันตั้งเเต่ที่ชอบนายเอมา มีหลายเรื่องที่เรายังไม่ได้เขียนลงมาในกระทู้นี้ ผู้อ่านเลยอาจจะรู้สึกหงุดหงิดเหมือนกับเวลานางเอกละครงอนพระเอกไม่เข้าเรื่อง แต่บางเรื่องเราก็ไม่ควรยกขึ้นมาพูดเพื่อตอกย้ำตัวเอง //ยิ้มบางๆ
เราเลยโบกมือเป็นเชิง ก่อนที่เขาจะขอตัวไปเรียนพิเศษโดยมีผู้หญิงคนนั้นติดสร้อยห้อยตามไปไม่ห่าง เรามองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นไปตาละห้อย ไม่ได้รู้สึกเสียดายเเต่อย่างใด แต่รู้สึกว่ายิ่งเห็นก็ตอกย้ำมากเท่านั้น รู้เเล้ว.....ว่าจุดยืนของเราเป็นได้เเค่เงาที่เขาไม่เห็น แต่จู่ๆ สถานการณ์กลับพลิกผลันเมื่อเขาเอาเเต่โบกมือลาและไม่ยอมเดินจากไป เขาจ้องหน้าเราเหมือนมีอะไรจะพูด แต่ก็ทำได้เเค่โบกมืออยู่อย่างนั้น เราอึ้งมากจนทำอะไรไม่ถูก สีหน้าของเราจึงไม่สามารถบอกอาการได้ว่าคิดอะไรอยู่ ก็เลยโบกมือตอบก่อนจะหันหลังให้กับพวกเขา //กำมือเเน่น
ในวันเดียวกันเรารู้สึกเเย่ลง ช่วงนั้นก็อบโดนคนทักเหมือนกันว่าดูโทรมๆ ใบหน้าไม่สดใส เราเลยลองไปหาหมอ แล้วถามไถ่ถึงอาการ ท่านบอกเพียงว่ามีความเครียดสะสม เเละมีเเนวโน้มที่จะเป็โรคนี้ตั้งเเต่เด็กๆ แล้ว เราพูดไม่ออกเลย ทำได้เเค่ภาวนาในใจว่าขอให้อาการไม่เเย่ลงไปกว่านี้ โรคนี้เริ่มเเสดงออกมาเรื่อยๆ ตั้งเเต่ที่เราชอบเขา มันเหมือนมีเรื่องให้คิดอยู่เป็นประจำ เวลาเจอคนเยอะๆ ก็จะรู้สึกคลื่นไส้ผะอืดผะอมแปลกๆ เราเป็นไมเกรน แม้ว่ามันอาจจะไม้ร้ายเเรงเท่าไหร่ แต่การที่เห็นญาติผู้ใหญ่เจ็บป่วยเพราะโรคนี้ก็เจ็บปวดมากพอแล้ว 55 //พยักหน้า
เราพยายามข่มตาหลับและเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจพร้อมกับของขวัญ วันเกิดของเขากำลังใกล้มาถึงเเล้ว จึงพยายามอย่างมากที่จะหาของเเทนใจไปให้ 55 เราเองก็ไม่ได้รวยหรอก แค่ของเล็กๆ น้อยๆ ที่ใช้ได้ชีวิตประจำวันก็พอ วันรุ่งขึ้นเราทักไลน์ไปถามคำถามสำคัญกับเขา "เราอยู่ในถานะอะไร" เขาเลี่ยงที่จะพูดมันจนกระทั่งสุดท้ายก็เอ่ยออกมา "เพื่อนมั่ง" เเล้ว 'มั่ง' นี้มันมาจากไหนอ้ะ!? เรารู้สึกว่าบทสนทนาของเราเริ่มเครียดมากขึ้นจึงตัดบทด้วยการพูดบอกว่า "เรากะจะตัดใจจากนายเเล้วละ" แต่สิ่งที่เขาพูดออกมาทำให้เราตัดบทได้ทันทีเลย
"ก็เราไม่รู้จะทำตัวยังไง ก็เราไม่ได้ชอบใครนิ"
ไม่รู้ว่าผู้อ่านจะรู้สึกยังไง แต่เราก็ยังคงดำเนินชีวิตต่อไปเรื่อยๆ ไม่หยุดหันไปมองข้างหลัง เราเริ่มลบเเชทเก่าๆของพวกเราออก ลืมเรื่องราวที่เขาทำร้ายให้หมด เเละจำเอาไว้เเค่ความสงจำดีๆ 55 มีเพียงเเค่นี้เเหละ