[แชร์ประสบการณ์] ผู้ประกอบการเพิ่งเคยได้ลองใช้บัตรเครดิต

ผมเองทำธุรกิจส่วนตัวมาเป็นเวลาหลายต่อหลายปี    เอาเป็นว่าเกือบๆ 10 ปีก็แล้วกัน

เวลาเงินขาดเมื่อไหร่   ผมจะต้องคิดแผนชั่ว  เอ่ยไม่ใช่   แผนการครับว่า

จะหาเงินมาได้ยังไง    คือ การที่จะหาเงินมาแต่ละที   มันก็เหมือนกับการที่พี่ผม คิดแผนชั่วมาได้ในเป็นต่อครึ่งหนึ่งครับ
มันอยู่ในสถานการณ์ที่เงินฝืดครับ    แต่มันก็ปลอดความเสี่ยงของกิจการ
ต้องใช้ความชั่วระดับพี่ยม  แต่ความฉลาดระดับเป็นต่อนะครับ

[อยากจะบอกเสริมไปอีกว่า   ด้วยการฝึกความสามารถนี้  ทำให้ผมได้สาวแบบเป็นต่อมาตลอด
แต่มันเครียดครับชีวิตจริง   ส่วนใหญ่จะไม่ได้สานสัมพันธ์ยาว  เพราะต้องรีบคิดแผนหาเงินต่อไป
มันต้องได้คนที่เข้าใจเรื่องการเงินแบบเดียวกับเรา   ถ้าอย่างพนักงานเล่นสนุกไปวันๆ  อยากได้อะไร
มีสินเชื่อให้ตลอด   ผ่อน 10 เดือนมั้ง   วันๆไม่ต้องคิด  ต้องวางแผนยาวครับ   แต่ของผมมันไม่ใช่
มันต้องรีบคิด   รีบปั่น   รีบไป  วางแผน  และทำการบ้านเผื่ออนาคตไว้ตลอด]

คือ   ถ้าอยากได้อะไร   จะใช้อะไร  ต้องหาเงินมาให้ได้ก่อน
ไม่ว่าบ้าน  ว่ารถอะไร    หวังกู้กับแบงค์หรือสถาบันทางการเงินอะไร   ก็ขอยากครับ
ก็เลยไม่ได้ขอ

ต่างกับพวกพนักงานมนุษย์เงินเดือน   หรือพวกเพื่อนที่เรียนจบมาในรุ่นๆเดียวกันมากครับ  
พวกที่ไปทำงานแต่บริษัท มักจะมีพวกบัตรเครดิตโทรมาเสนอถึงที่
ขอก็ของ่าย   เงินเดือน 8 พันยังขอได้  ,  ของผมนี่รายได้ 2 แสน ยังไม่แน่ใจว่าจะผ่านมั้ย

มีวันนึง  ไปเดินงาน ไทยเที่ยวไทย หรือ  อะไรนี่อะไรครับ   ที่ศูนย์สิริกิตต์  
ไปเดินผ่านบูธรถเช่าครับ    พอดีเห็นว่าพนักงานเขาต้อนรับดี  เลยเข้าไปคุยด้วยครับ

ต่อมาเลยจับพลัดจับผลู   ไปซื้อคูปอลรถเช่ามา    เอ้าซื้อมา   ตอนหลังเพิ่งมารู้ว่ามันต้องมีบัตรเครดิต
ไม่งั้น  ใช้ไม่ได้

เรืองราวมันเลยเริ่มดำเนินขึ้น   เลยลองไปขอบัตรเครดิตกับสถาบันทางการเงินดูครับ
ขอไป  ขอมา  งงๆ   ทำไมไม่ผ่าน   หน้าตาแต่ละคนดูเหมือน ไม่ค่อยต้อนรับ เจ้าของธุรกิจด้วยนะครับ
ขนาดว่า โชว์การจดทะเบียนบริษัท    โชว์รายชื่อหุ้นส่วนอะไรต่างๆ
ทำไป  ทำมา   ได้มาอยู่ 1 ใบ ครับ  เป็นบัตรสีม่วง   สามารถใช้กินแมคได้ในราคา 69 บาท

เมื่อได้ลองๆใช้ไปในเดือนแรกนั้น    รู้สึกแบบว่า   เฮ้ย  นี่เขายอมเอาเงินของเขามาให้เราใช้ก่อนเลยเหรอเนี่ย
ใจดีจัง    รออีกตั้ง 40-50 วันกว่าจะไปใช้คืน
ตอนแรกแบบ   ไม่กล้าใช่ครับ   ปกติใช้แต่บัตรเดบิต   มันต้องมีตังในธนาคารเกินๆก่อน  
มันถึงจะไปรูดกับทางห้างผ่านได้    
พอเห็นว่ารูดผ่าน   ก็รูดใหญ่เลยครับ   ของมันลดราคาพอดี   รูดหมดไปหลายหมื่นเลยคัรบ
ในใจลึกๆ   ก็ยังงงๆว่า   รูดผ่านได้ยังไง   เขาให้เงินเรามาใช้ก่อนเป็นเดือนๆเลยเหรอ  นี่เรื่องจริงใช่ไหม ?

พอถึงกำหนดจ่าย   ตอนแรกก็ยังงงๆครับว่า   จะเอายัดไปยังไง   เครื่องมันจะทอนเงินยังไง
เดือนแรกก็ใช้วงเงินไปเกือบเต็มๆแล้วครับ    พอไปจ่ายก็ถือเงินเป็นก้อนไปกรอกที่ตู้
รู้สึกดีมากเลยครับ    ที่มีคนให้เงินมาใช้ก่อนตั้งหลายหมื่น  โดยที่ไม่คิดดอกเบี้ยเลย


ต่อมาก็เรื่องกดเงินสด  หรือ  ผ่อนชำระ  อะไรพวกนี้
พอดีได้บัตรมาอีกใบ  เป็นบัตรพวกผ่อน     ผมก็ผ่อนแค่ 3 เดือนพอ
ราคาของก็เป็นหมื่นนะครับ    ดอกเบี้ย 3 เดือน ออกมา ไม่กี่ร้อยเอง
รู้สึกเลยว่า   ช่วยได้มากเลย    เลื่อนเวลาการหาเงินสดไปได้เป็นเดือน   30- 70 วันเลย
ถ้าต้องรีบปั่นเงิน  หาเองมาหลายๆหมื่น  ใน 7 วัน  อะไรแบบนี้  คงเหนื่อยมาก
พอมีบัตรแล้ว  ชิวมากเลยครับ    ค่อยๆทำไป   ได้เงินมาแล้วค่อยใช้คืน
ดอกเบี้ยก็ไม่กี่ร้อยเอง   เปรียบเทียบกับวิธีการอื่นที่ใช้มา  ในการหมุนเงิน
ไม่ว่าจะ    รีบเอาของไปขาย   ลดราคา   ลดล้างสต๊อก  หรือ แบกหน้าไปยืมเพื่อน
วิธีการนี้มันสบายกว่ามากๆเลยครับ    ดอกเบี้ยแค่  1-2 % ต่อเดือน เนี่ย   ถูกมากๆเลย
ก่อนหน้านี้   ผมอาจจะต้องเสียหายไปเป็น 10 -20% ก็มี หากหมุนเงินไม่ทัน

พอได้เงินมาเมื่อไหร่    ผมก็เอายัดๆไปเลยหลายๆหมื่น   รู้สึกดีมากเลยครับ
ที่เหมือนมีเพื่อนอีกคน  ที่เราสามารถไปยืมเงินได้ตลอด   ไม่ต้องรู้สึกแบกหน้าไปยืม
หรือ  ต้องไปสัญญา อะไรต่างๆ  หรือ เสนอดอกเบี้ย หรือ ติดหนี้น้ำใจกัน
ดอกเบี้ยก็แค่ไม่กี่ร้อยเอง   สำหรับเงินหลักหมื่น

เมื่อก่อนนี้นะ   ผมกลัวมากเลย เรื่องบัตรเครดิต หรือ บัตรผ่อนเนี่ย
ก่อนจะสมัครก็หาข้อมูลต่างๆมากมาย   ใน pantip ก็เหมือนกัน   
แต่ละคนบอกว่า  เป็นทาสบัตร อย่างโน่น  อย่างนี้  ใช้เวลากว่าหลายปีกว่าจะมีอิสรภาพ
แต่พอผมมาใช้แล้ว  ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นเลยครับ    รู้สึกว่า  ถ้าเรามีกำลังที่จะจ่ายคืนจริง
เขาช่วยเราอย่างมากเลย    ไม่คิดดอกเบี้ยเป็นเดือนๆ    แล้วพอจะคิดดอกเบี้ยขึ้นมา คิดไม่กี่ร้อยเอง
ผมไปนั่งกินข้าว  มื้อเดียว   คนเดียว ก็ 2 ร้อยแล้วครับ


อย่างบางวันนะครับ   เหมือนบัตรเครดิตนี้  เลี้ยงข้าวเราฟรีๆเลยครับ
ลดราคาให้เหลือ 69 แล้ว   แถมยอด 69 นี้  ยังจ่ายผ่านบัตรได้อีก   ไปจ่ายจริงอีก 1 เดือนโน่น
ปกติแล้ว  มันต้องยอด 100 บาทขึ้นไป  ถึงจะรูดได้  ไม่ใช่เหรอครับ
แต่พอมันลดมาที่ 69 บาทด้วย  แล้วใช้บัตรได้อีก  เลยเหมือนเลี้ยงเราฟรีๆเลยครับ

ผมไปดูอย่างบางเคส   เล่าเรื่องมาบอกว่า  กู้เงิน 16000 บาท   ใช้คืนเดิอนละ 700 บาท อย่างนี้อะคัรบ
แล้วบอกว่า ผ่อนหลายปีมาละ   ยอดเงินต้น ไม่เห็นลดสักที   โอ้วโห   แบบ
ผมจะบอกว่า   คุณกู้มา 16000 บาท  จ่ายคืนสัก 3 เดือนก็พอแล้ว  เดือนละสัก 5500 บาท
นี่เงินจำนวนแค่นี้    เล่นผ่อนกันเหมือนซะว่า   ผ่อนบ้าน   ผ่อนรถกันเลย
แล้วก็ไปจ่ายแนวๆ  ขั้นต่ำแบบนี้   คือ   คุณไม่ได้อ่านข้อตกลง หรือ อ่านสัญญาก่อนเซ็นต์เลยหรือยังไง
หลายๆเรื่องที่มันมาปรากฎเป็นเคสตัวอย่าง  ทำให้ผมกลัวการมีบัตรมานานเกือบ 10 ปีเลยครับ
ตอนนี้มีแล้ว   แล้วก็รักษาวงเงิน  หรือ มีจำนวนบัตร  ตามกำลังเงินที่เรามีกำลังจะหาได้ครับ
บัตรพวกนี้ มันช่วยได้มากทีเดียว

ผมคิดๆเรื่องนี้   อยู่สักพัก  เก็บๆไว้ในใจ  บวกกับการได้พูดคุยกับคนกลุ่ม  นักศึกษา และ ลูกจ้าง
ที่ผมไปยุ่งเกี่ยว    ขายของมือสองให้บ้าง  หรือ  ไปช่วยเหลือเขา

พอทำๆไป  ระยะหนึ่ง   คำพูดหนึ่งมันผุดขึ้นในใจของผมมาอย่างเด่นๆเลยก็คือ  "รายได้ต่ำ   รสนิยมสูง"
มันผุดขึ้นมาย้ำๆๆๆ  หลายๆครั้งมาก  เมื่อผมได้เจอกับพฤติกรรม  ของกลุ่มนักศึกษา และ ลูกจ้างที่เริ่มทำงาน
ยกตัวอย่างนะครับ    มีน้องนักศึกษาคนหนึ่ง  อยากได้ไม้เทนนิสไว้ตี     มีงบแค่ 2 พันครับ
ผมมีหลายไม้     1. เป็นรุ่นใหม่ๆเลย   ผมซื้อมาจากห้าง ราคา 8500 บาท  พอผมจะเปลี่ยนไปใช้รุ่นใหม่อีกรุ่น  เลยเอามาขายต่อที่ราคา 3500 บาท   
และ 2. เป็นรุ่นเก่าแล้ว  ผมเลยตั้งราคา 1 พัน
ในใจของผมนะครับ   ประมาณว่า  เออ  ถ้าเขาด้อยโอกาส  เราให้ไม้ 1 พันไปฟรีๆ  หรือ ขายให้ไปแค่ 500 ก็ได้
แต่เรื่องมันไม่เป็นงั้นอะครับ    กลายเป็นว่า  เขาจะเอาไม้รุ่นใหม่ ให้ได้    ทั้งๆที่อีกไม้หนึ่งก็ spec ใกล้ๆกัน
และผมก็ได้แนะนำวิธีการ ขึ้นเอ็น  และปรับจูนไม้ให้ มีสมรรถนะ ที่ใกล้เคียงกันให้ฟังแล้ว

กลายเป็นว่า   เขาพยายามจะต่อรองให้ไม้รุ่นใหม่ๆ มันมาเข้ากับงบของเขาแทน  หรือ ขอส่วนลดเยอะๆแทน

อีกเคสหนึ่ง  ก็คล้ายๆกันครับ  แต่เป็นรองเท้า   มาขอลดราคาบอกว่าเป็นเยาวชน    ผมก็บอกว่า  อีกรุ่นหนึ่งราคา 1 พันก็มี
แต่แกบอกว่าจะเอาแต่รุ่นนี้เท่านั้นครับ    รุ่นอื่นใช้ไม่ดี

พอผมมาเจอพฤติกรรม แบบนี้แล้ว    ผมต้องกลับมานั่งคิดใหม่  ทำใหม่แล้วนะครับว่า   พฤติกรรมของคนไทยมันเกิดอะไรขึ้น

เราควรจะสงสารเขาดี  ที่เขามีรายได้น้อย  ใช่ไหม ?
หรือ   บัตรเครดิต คิดดอกเบี้ยโหด   ทำให้คนเป็นทาส  หรือว่า  คนที่ใช้มีพฤติกรรม  รายได้ต่ำ   รสนิยมสูง  
มันเป็นอย่างไหนกันแน่ครับ


"ถ้าคนในสังคมของเราคิดอย่างนี้กันหมด    ประเทศชาติของเราจะเป็นยังไงบ้างล่ะครับพี่น้องยมครับ"

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่