นี่ปี '58 แล้ว ใครเจอแบบผมบ้างครับ

กระทู้คำถาม
ผมเป็นคน จ.น่านครับ หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เมื่อปี '53 ก็ได้สมัครทำงานในบริษัทเอกชน
แผนก Graphic Design งานดีมากครับ เป็นงานที่ท้าทายและพัฒนาประสบการณ์ได้ดีมากเลยทีเดียว (ผู้ประกอบการมาจาก กทม.)
ตอนนั้นผมได้ขยับมาเป็นหัวหน้าแผนกครับ รายได้ประมาณ 11,000 บาท (จ.-ศ. เวลา 8.30-17.45)
ถ้าอยู่คนเดียวถือว่าใช้จ่ายไม่ติดขัดแน่นอนครับ แต่ความเป็นจริง ผมเช่าบ้านอยู่กับแฟน ซึ่งโอเคผมก็แชร์รายได้ครับ
ยอมรับเลยว่าไม่ได้ส่งให้ทางบ้านเลย

        หลังจากแฟนผมเรียนจบ ทางบ้านเขารู้ว่าอยู่ด้วยกัน ก็เลยจะให้เราแต่งงานกันให้ถูกต้อง แต่บอกเลยนะครับครอบครัวผม
ฐานะปานกลาง(ต่ำ) แบบว่าใช้จ่ายประหยัด ไม่ถึงกับต้องอด แต่ก็ไม่กินทิ้งกินขว้าง   แม่ทำงานคนเดียวเป็นครูอัตราจ้าง
ส่งลูกเรียนก็ต้องกู้ กยศ. แน่นอน  (แล้วทำไมมาเรียน ม.เอกชน - ช่วงปี '48 กระทรวงได้ยกเลิก Entrance เป็นสอบ Admission ปีนั้น
ระดับคะแนนแปรปรวนมาก ทำให้เลือก ม. ยากมาก ม. ที่เข้ายากคนเลือกน้อย เลยไปแย่ง ม.ที่เข้าง่าย สุดท้ายติด ม. ที่สำรองไว้
แต่ไม่ถูกใจ เลยสมัครตรงซะเลย - มันนานมาแล้ว ลืมครับขอข้ามละกัน)

        มาต่อเรื่องแต่งงาน ตามประเพณี(สินสอดทองหมั้น) ญาติผู้ใหญ่คุยกัน ทางแฟนตั้งไว้ที่ประมาณ 4 แสน บาท
พร้อมหาฤกษ์ยามแน่นอนครับเงินไม่มีชัวร์

        ผมรักแฟนผมมาก และไม่อยากให้เราต้องแยกกันเพราะเรื่องเงินทอง ซึ่งถ้าไม่แต่งกันครังนี้และผลัดไปเรื่อยๆ
แฟนผมอาจไปเรียนต่อเมืองนอก (เขาบอกแบบนี้) อาจจะไม่กลับมาอีกผมเลยบอกแม่ให้ยอมตามนั้น
และบอกว่าจะหากันเอง เลยต้องหายืมเพื่อนๆ (สงสารเพื่อนมาก ถ้าอ่านเจอ เราต้องขอโทษด้วยนะ)

        แต่ท้ายที่สุดยืมไม่ได้สักคนครับ ไม่พ้นแม่อีกแล้ว สุดหนทางจิงๆ แม่ต้องกู้เงินโรงเรียน (เดิมก็เป็นหนี้อยู่แล้ว) แล้วผู้ก็ต้องลาออกจากงาน
ไปอยู่แบบไม่มีรายได้ รอที่บ้านแฟน จ.พิษณุโลก บ้านอยู่นอกเมืองนะครับ นอกมากๆ ล้อมรอบไปด้วยทุ่งนาและอากาศร้อน ไร้ร่มเงาไม้

        มาถึงวันงานแต่งงาน แน่นอน...มันไม่ใช่งานเราหรอกครับ มันเป็นงานของผู้หลักผู้ใหญ่ ช่วงพิธีแบบเช้าพุทธ
ช่วงเย็นแบบคริสต์ หมดไปร่วมแสนครับ ค่าเหล้าค้าข้าว แถมกินก็ไม่อิ่ม โดนญาติพี่น้องกลั้นแกล้งช่วงเย็นอาหารไม่พอ
ทำไม่ทัน สารพัดครับ นี่และงานหน้าตา ทุกวันนี้ยังบ่นอยู่เลยครับ
(ผมรักแฟนผม และครอบครัวของเขาด้วย แต่ที่ระบายนี่ เพราะเรื่อง ประเพณี เงินทอง และหน้าตา ทั้งน้านนนน)
คุยกับแฟนไว้ว่า "สักวันมันจะมีงานแต่งที่เป็นงานของเราจริงๆ แต่งงานกันอีกครั้งนึงนะ" ผมบอกเธออย่างนี้ครับ

         หลังจากบอบช้ำเรื่องเงินๆ ทองๆ คนที่เป็นหนี้คือ แม่เจ้าบ่าว คนจัดงานก็เอาค่าสินสอดมาจ่าย แฟนผมก็แสดง
ความกตัญญูครับให้เงินทุกบาทกับพ่อแม่ไปครับ ส่วนเงินในซองและทองหมั้นเก็บไว้ครับ   หลังจากนั้นเวลาที่ผมคุย
กับแม่ผมจะร้องไห้ทุกครั้งหลังจากคุยเสร็จ เพราะสงสารท่านต้องมาใช้หนี้
(+ค่าเดินทางที่เอาญาติพี่น้อง และศาสนาจารย์มาทำพิธีคริสต์ จาก จ.น่าน มา เสียเป็นหมื่น)

         หลังจากแต่งงานก็ว่างงานครับ ประมาณ 3 เดือน ช่วงนั้น ช่วยงานทุกอย่างที่เขาทำกัน รวมถึงทำนาก็ไปช่วยเท่าที่ทำได้
ที่นั่นมีเครื่องยนต์ และทำนาหว่าง เลยไปช่วย ส่งคน ส่งของ เลื่อนรถตอนพ่นยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง ลงจับปลาในสระ จิปาถะครับ
อยู่บ้านท่าน.... (ไม่มีวัว ไม่มีควายแล้ว)

         แล้วก็มีญาติของแฟนบอกให้ลองไปสมัครงานในเมือง แนะนำสถานที่ให้ ผมก็เดาๆ ทางไปครับ ไปหาอยู่เป็นเดือนๆ
สมัครทิ้งไว้หลายงาน ในสายที่เกี่ยวกับ Computer และอื่นๆ ที่คิดว่าทำได้ บางทีแฟนก้ไปสมัครด้วย ไปจนรู้เส้นทางในตัวเมือง
แบบหยาบๆ ได้เลย ก็มาเจอร้านสื่อสิ่งพิมพ์ รับสมัคร Graphic Design แล้วก้ได้ที่นั้นครับ ร้านอยู่ใกล้ๆ วัดใหญ่ประมาณ 300 เมตร
ครับ เงิน Start ที่ 7,500 บาท   (นี่ปี '54 ละนะ นายกให้ข้าราชการ 15,000 แล้ว)
          สุดท้ายก็รับครับลองมาทำดู แต่ระยะทางนี่ 30 กว่า กิโลเมตร ทำงาน 08.00 - 18.00 น. ทำทุกวัน
เฮียเขาใจดีมากครับ +500 เป็นค่าน้ำมัน ให้ เป็น 8,000 ถ้วน ผมก็ลุยครับ อายุ 25 ลุยทุกอย่าง

          ระหว่างนั้น แฟนท้องครับ ท้องหลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่พิษณุโลก (ก่อนแต่ง ซึ่งกำลังเตรียมตัวจะแต่งงานอยู่แล้ว)
พอรู้ผมก็ดูแลอย่างที่คนผู้ชายคนหนึ่งควรจะทำครับ งานเล็กงานน้อยก้ไม่อยากให้ทำ แต่ก็มีบ้างตอนผมไม่ทำงานแล้วก็มา
บ่นปวดท้องปวดหลังกลับจากที่ทำงาน ก้เลยต้องมาช่วยนวดช่วยกดนุ่นนี่ หาน้ำร้อนมาประคบบ้าง กล่อมนอนด้วยครับ
แฟนบอกว่านอนไม่หลับ และจะฝันร้าย ถ้าผมไม่กล่อม การกล่อมนี่หายถึง นวดนะครับ ละก็มีปั่นหูให้เพลินๆ บ้าง (มีถอนขนรักแร้บ้าง)
อะไรที่ทำแล้วไม่ตายผมก็ทำให้หมด
อยากได้อะไรก็บอกครับ กวาดบ้าน ถูบ้าน ซักผ้า ตากผ้า(ซักผ้าง่ายกว่าตากผ้านะครับ) สิ่งเหล่านี้ผมทำมาเรื่อยๆ ครับ จวบจนปัจจุบัน
(แม้ตอนที่พิมพ์นี้ลูกจะ 2 ขวบแล้ว สงสารเค้าครับ ไม่อยากให้ลำบาก)

          หลังจากผ่านงาน 3 เดือน ก็มีวันหยุดอาทิตย์ละ 1 วัน เงินเดือนก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ ทำงานได้ 11 เดือน (ประมาณ 10,000 บาท)
ซึ่งงานกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ กำลังทำงานเข้าขากับลูกชายเฮีย ซึ่งจะมาสานกิจการต่อ ก็ต้องเลือกงานใหม่ เป็นครูอัตราจ้างสอนภาษาอังกฤษ
โรงเรียนบ้านนอกครับ งบจ่าย 15,000 บาท เลือกลงใกล้บ้านได้ และสมัครกับแฟน แต่จ่ายจริง 9,410 ครับ ข้ออ้างอิงก็เยอะ แต่ก็เอาครับ
เห็นบอกว่าได้อยู่ใกล้บ้านก็เลยทิ้งเงินเดือน 10,000 มาเอา 9,410 แทน แต่ความเป็นจริง ด้วยที่ว่าไม่ได้จบสายครูมา เขาจึงเลือกเป็น
อันดับหลังๆ (คนอื่นไม่มารายงานตัว) เลยได้งานนี้มา แต่ไอ่เวลาเลือกโรงเรียนใกล้มันก็ไม่มีละสิครับ ใกล้สุดก็ 10 กิโล. เอาก็เอาไหนๆ
ก็มาขนาดนี้แล้ว (ลาออกจากโรงพิมพ์หลังจากตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นครูนะครับ) - ตอนนี้แฟนคลอดลูกแล้ว

            สรุปคือเป็นครู อัตราจ้าง งบ อบจ. (อบจ.ขอกระทางมาอีกที) ช่วยสอนภาษาอังกฤษก่อน AEC ครับ (ปี '56 - '57)
ทำอยู่  3 เดือน เขาให้สอบสัมพาษณ์ และคัดเลือกใหม่ ที่นี้แหละ เก่งแค่ไหน ก็แพ้... (ตามวงการราชการ น่าจะรู้กันนะครับ)
รอบนี้แฟนได้ แต่ผมไม่ได้ครับ (แฟนได้เป็นตัวสำรองนะครับ เผื่อมีใครสละสิทธิ์ ซึ่งมีจิงๆ)
แต่ดีแฟนเรามีอยู่บ้าง แต่ไม่ใหญ่ ได้เป็นครูอัตราจ้างสอนชั้นอนุบาล (ควบดุริยางค์)
เงินเดือน 6,000 บาท ไม่ได้พิมพ์ผิดครับ หก พัน บาท แต่ก็ดีครับ โรงเรียนห่างจากบ้าน กิโลเดียว ทำงานตามเวลาราชการ

            พอมีเวลาเหลือได้ก็ศึกษาเรื่อง ทำนาอินทรีย์ และการปลูกมะนาวในวงซีเมนต์ ไปด้วย เริ่มจากมานาวครับผมตั้งใจไว้ว่า
จะทำแบบไม่ใช้เคมี ศึกษาทาง internet ที่รวบรวมมาจากที่ทำงานเดิม (โรงพิมพ์) สุดท้ายต้านแรงเสียดทานไม่ได้ครับ
อยู่บ้านท่านต้องเชื่อฟัง คือถ้าพลาดย่อม โดนซ้ำเติมแน่นอน (1 แล้วนะครับ)
           ต่อมาศึกษาการทำนาอินทรีย์ ทำน้ำหมัก ร่วมกลุ่มสหกรณ์ที่ทำนาอินทรีย์ ก็ไม่พ้นแรงเสียดทาน อ้างนู่นอ้างนี่
คือเรามีแต่ทฤษฏีย์ ซึ่งมีผลลัพท์แล้ว ขาดแค่ลงมือ แต่นี่ยังไม่ได้ลงมือเหมือนพ่อแม่เขาไม่ไว้ใจ กลัวขาดทุนแล้วเป็นหนี้
(ตอนนั้นเขาก็เป็นหนี้อยู่) ทุกวันนี้ก็เป็นหนี้ไปครับ ผมยื่นมือเข้าไปช่วยแล้ว (2 แล้วนะครับ)
          
           ช่วงนี้เองที่ทำให้ผมตัดสินใจจะพากันกลับมา เชียงใหม่ อีกครั้ง

ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ ไว้มาต่อว่าดอกที่ 3 นี่มันยังไง
ทำไมถึงต้องหนีมาเชียงใหม่กลางดึก



- แค่มาระบายเฉยๆ -
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่