ผมมีความรักจากเกมออนไลน์

ผมเป็นสมาชิกใหม่ของพันทิปนะครับ ตามอ่านอยู่หลายกระทู้เหมือนกัน ก็เลยตัดสินใจเขียนเรื่องของตัวเองให้คนอื่นได้ลองอ่านบ้าง

******************************************************************************************************************************************

หมายเหตุ


   ผมเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชายนะครับ คนอื่นดูไม่ออกถ้าผมไม่บอกหรือไม่เคยคุยกับผม ส่วนใหญ่จะมารู้ว่าผมเป็นหลังจากที่สนิทกันแล้ว


   เรื่องที่ผมเขียนนี้เป็นเรื่องจริงของตัวผมเอง ผมทำใจเรื่องผลตอบรับตั้งแต่ตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องนี้แล้วครับ ว่าจะต้องมีความคิดเห็นประมาณว่า “โง่” หรือ อะไรทำนอง อย่างไรก็ตาม ที่ผมเขียนผมแค่อยากจะหาที่ระบายความรู้สึกเท่านั้น สามารถแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่นะครับ ขอบคุณครับ

******************************************************************************************************************************************


   ก่อนอื่นเลยต้องย้อนไปเมื่อหกถึงเจ็ดปีที่แล้วประมาณมัธยมต้น ผมเริ่มติดเกม เกมที่ผมเล่นคือเกมกอล์ฟออนไลน์ที่ค่อนข้างฮิตสมัยนั้น การเล่นเกมออนไลน์มันก็ต้องมีสังคมเพื่อนในเกมบ้าง ผมก็มีเป็นกลุ่มเลย มีทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง รุ่นน้า รุ่นพ่อก็มี มันทำให้ผมได้รู้จักคนมากขึ้น ช่องทางการติดต่อกันที่สะดวกที่สุดในสมัยนั้นคือ MSN ก็แลกอีเมลกันในกลุ่ม มันก็ยิ่งทำให้สนิทกันมากขึ้นไปอีก

   หลังจากรู้จักกับเพื่อนในเกมสักระยะ ผมก็เริ่มสนิทกับรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งเป็นพิเศษถึงขนาดแลกเบอร์โทรศัพท์กัน เราคุยกันวันละหลายชั่วโมง (แบบพี่น้องมั้ง ผมคิดว่านะ) ทุกวันเป็นเวลาหลายเดือน มันก็ทำให้เรารู้สึกอยากคุยด้วยตลอด วันไหนที่ไม่ได้คุยเหมือนขาดอะไรไป ซึ่งผมคิดว่าผมอาจจะชอบเขา แต่ผมก็ไม่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับผม อาจจะแค่เอ็นดูผมละมั้ง

   เราโทรคุยกันมาได้สักระยะ เขาก็มีแฟนเป็นผู้หญิงในเกมนั้นแหละ ความคิดในตอนนั้นคือ “หึง” ครับ ยอมรับเลยว่าหึงแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เราไม่ใช่เจ้าของเขา หลังจากที่เขาคบกับแฟนได้สักพัก ผมกับเขาก็เกิดทะเลาะกัน ในเรื่องที่มันค่อนข้างเปราะบาง ทำให้ผมเลือกที่จะถอยออกมาดีกว่า ผมเลิกเล่มเกมไประยะหนึ่ง เลิกคุย MSN  เลิกติดต่อทางโทรศัพท์ ช่วงแรกๆ ผมนอนน้ำตาซึมเลยครับ ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน แล้วเวลาก็ผ่านไปหลายเดือน ผมอดใจไม่ไหวอยากจะคุยกับเขาก็เลยลองทัก MSN ไป เขาตอบมาปกติเหมือนไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน ผมก็อ่ะ โอเค ไม่อยากให้ความสัมพัน์ถูกตัดขาดหรอก คุยกันไปมาก็รู้ว่าเขาเลิกกับแฟนได้สักพักละแล้ว ไอ้เราก็รู้สึกดีใจหน่อยๆ แต่ปลอบเขา จู่ๆ ก็มีข้อความสำคัญโผล่ขึ้นมาที่แชท MSN

          “คบกับผู้หญิงมันเข้าใจยาก จีบ(ชื่อผม) ดีกว่ามั้ง”

   ณ เวลานั้นผมอึ้งทำอะไรไม่ถูกครับ ทั้งดีใจ ทั้งช็อค ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเป็นแบบนี้ ในใจผมตอนนั้นตอบตงลงไปแล้วครับ แต่ผมกลับตอบเขาว่าขอคิดดูก่อน เล่นตัวนิดๆ ฮ่าๆ แล้วก็ได้คบกัน


   ช่องทางการติดต่อของเราคือ MSN เกม และ โทรศัพท์เท่านั้น ผมไม่เคยเห็นหน้าเป็นๆ ของเขา เห็นแค่รูปโปรไฟล์จาก MSN และได้ยินแค่เสียงเท่านั้น แต่ผมก็รู้สึกดีมีความสุขมาก มากจริงๆ ความรู้สึกในตอนนั้นคือ ถึงจะไม่เห็นหน้ากันก็ไม่เป็นไร ได้คุยแบบนี้มันก็โอเคแล้ว

   เมื่อเราคบได้สักพักหนึ่ง เราก็คุยย้อนอดีต และผมก็มารู้ว่าเขารู้สึกชอบผมตั้งแต่ก่อนที่จะคบกับแฟนผู้หญิงคนนั้น (เขาบอกว่าเขาเป็น Bisexual) แต่ไม่กล้าบอกผมเหมือนกัน เราคุยกันไปก็ขำกันไป

   เวลาแห่งความสุขก็ผ่านล่วงเลยยุค MSN มาถึงยุคของเฟศบุ๊ค (แต่เขาไม่เล่นเฟสบุ๊คในตอนนั้นเขาบอกผมอย่างนี้) และ BBM ผมก็อ้อนวอนของแม่เลยครับ เพราะโทรศัพท์เครื่องเก่าก็สมควรแก่การพักผ่อนแล้ว ปุ่มเลขกดไม่ได้ จากนั้น BBM ก็เป็นช่องทางการติดต่อกันใหม่ของเรา เราเริ่มโทรหากันน้อยลง มันก็เริ่มทำให้ผมรู้สึกว่ามันโอเคแล้วหรอที่เป็นอยู่อย่างนี้ หลังจากยุคของ BBM ก็มาถึงยุคของไลน์ ผมไม่ค่อยเห็นเขาเอารูปตัวเองขึ้นโปรไฟล์เลยตั้งแต่คุย MSN กันแล้ว ในทางตรงกันข้ามผมใช้รูปของผมตลอดทั้งใน MSN เฟสบุ๊ค และไลน์ หลังจากที่มีไลน์เราก็ใช้มันเพื่อโทรคุยกันแทนการโทรจากเบอร์ มันก็สะดวกดี และทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นกว่ายุค BBM

   เมื่อโทรคุยกันก็มีอยู่หลายครั้งที่ผมได้ยินเสียงแชทของเฟสบุ๊คดังขึ้นในขณะที่เราคุยกัน ผมก็ถามว่าไหนบอกไม่เล่นเฟสบุ๊คไงทำไมมีเสียงแชทละ เขาก็ตอบว่าเอาไว้ส่งงานไม่ได้เอาไว้เล่น ผมก็ขอชื่อเฟสบุ๊ค เขาปฏิเสธผมตลอด จนวันหนึ่งผมไปเจอเข้าโดยบังเอิญแต่ไม่สามารถแอดได้ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ผมเลยไปบอกเขาแอดผมมาแทน  ผมเจอเฟสบุ๊คของเขาหลังจากคบกันได้เกือบ 3 ปี ผมก็เริ่มคิดแล้วว่าทำไมถึงไม่ให้ ทำไมต้องให้เราหาเอง แต่เขาไม่ค่อยทำให้ผมรู้สึกระแวงหรืออะไร เขาเทคแคร์ทุกอย่างเท่าที่จะทำให้ได้

   จนเวลาที่เราคบกันผ่านไป 5 ปี ผมก็เริ่มจะโตขึ้นเห็นโลกมากขึ้น มีความคิดวิเคราะห์ที่ซับซ้อนขึ้น อยู่ในสักคมที่แปลกใหม่ขึ้น ผมเห็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยมีแฟนไปไหนมาไหนด้วยกัน ผมก็เริ่มกลับมาย้อนคิดเรื่องของตัวเองว่าทำไมเราถึงทำแบบนั้นบ้างไม่ได้ คำตอบที่ได้ตอนนั้นคือ “เราสองคนอยู่ไกลกัน” ผมอยู่อีสานเขาอยู่ กทม. ไปมาหากันก็ค่อนข้างลำบากหาโอกาสได้เจอกันได้น้อย และจากระยะทางที่เป็นอุปสรรค ผมก็ขอ video call กับเขา แต่เขาก็ปฏิเสธตลอด ผมไม่รู้เหตุผล ผมเคยถามหลายครั้งแต่เขาไม่ยอมบอก จนล่าสุดผมบอกเขาว่าอิจฉาที่เพื่อนได้เดินจูงมือแฟนเที่ยว ได้นั่งกินข้าวข้างๆแฟน แต่เขาก็ตอบกลับมาว่า

        “ก็หาแฟนใหม่สิ จะได้เดินจูงมือเที่ยว”

   ผมช็อคไปพักใหญ่ๆ แล้ววันนั้นเป็นวันกินเลี้ยงเสร็จงานค่ายสัญจรของภาควิชา ผมดื่มหนักมาก ร้องไห้ ผมยอมรับว่าผมคิดที่จะเลิกกับเขาหลายครั้งในช่วงหลังๆ อย่างน้อยๆ ในระยะเวลา 5 ปี น่าจะมีกินข้าวหรือเดินเที่ยวกันสักครั้ง แต่นี่กลับไม่มีเลย ผมมีโอกาสเดินทางเข้า กทม. หลายครั้งแต่ทุกครั้งเขาก็จะบอกว่าติดธุระมาเจอไม่ได้ ซึ่งก็โอเคผมเข้าใจ

   จนแล้วจนรอด เมื่อเดือนกุมพาพันธ์ที่ผ่านมา ผมตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับเขา และเขาก็เข้าใจผมเพราะเขาให้สิ่งที่ผมต้องการไม่ได้ สิ่งที่ผมต้องการคือ “เดินเที่ยวด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน” แค่นั้นจริง ณ ตอนนี้ ช่วงคบกันแรกๆ ก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ เพราะเรายังสนุกกับสังคมโรงเรียน แต่เมื่อมาอยู่สังคมมหาวิทยาลัย มันค่อนข้างจะเหงามากสำหรับผม

   ทันทีที่ผมบอกเลิกเขา น้ำตามันก็ไหลเลยครับ แบบ เห้ย! นี่เราเป็นคนบอกเลิกนะแล้วเราจะร้องไห้ทำไม แต่มันก็หยุดไม่ได้ ตอนไปเรียนเจอเพื่อนมันก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่พอกลับมาห้อง อยู่คนเดียว มันก็เหงาแล้วก็ร้องไห้อีก เป็นแบบนี้อยู่สักสามวันผมก็เริ่มโอเคขึ้น ผ่านไปสัปดาห์หนึ่งผมเริ่มทำใจได้และคิดว่ายังไงก็ต้องตัดใจ ผมเข้าไปเฟสบุ๊คเขาเพื่อจะอันเฟรนด์ แล้วก็เห็นสเตตัสล่าสุดของเขา มันมีความหมายประมาณว่า จะไม่เสียน้ำตาอีกแล้ว จะไม่ขอหันหลังกลับไป อะไรทำนองนั้น ในตอนนั้นผมที่พยายามจะเข้มแข็งขึ้นมันกลับอ่อนแอลงอีกครั้ง ร้องไห้อีกรอบและผมก็สัญญากับตัวเองว่าจะร้องไห้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นก็อันเฟรนด์เขาไป

   จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมาประมาณ 4 เดือนแล้วผมก็ยังคิดถึงเขาอยู่ แม้ว่าเรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องงี่เง่าสำหรับบางคน แต่สำหรับผมมันคือช่วงเวลาที่มีความสุข ผมยอมรับว่าลืมเขาไม่ได้ ผมเคยเล่าเรื่องนี้ให้คนรอบข้างผมฟัง หลายคนก็เห็นใจ หลายคนก็บอกว่าผมโง่มากที่คบกับใครสักคนโดยที่ไม่เคยเห็นหน้าแล้วจริงจังขนาดนี้ ซึ่งผมก็ไม่ว่าเขา เพราะมันก็จริงอย่างที่เขาพูดนั้นแหละ แต่จะให้ทำไงได้ก็มันเคยทำให้ผมมีความสุข
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่