นั่งสมาธิจนร่างเป็นมัมมี่ การมุ่งปฏิบัติธรรมของพระญี่ปุ่นสมัยก่อน

เห็นด้วยไหมคะ ว่าคำพูดที่คนในสังคมหนึ่งๆนิยมพูดกัน มักจะแสดงให้เห็นค่านิยมของคนในสังคมนั้น
เป็นต้นว่าใครก็ตามที่มาใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น แทบจะไม่มีวันไหนเลยที่จะไม่ได้สัมผัสกับคำว่า Gambaru  ซึ่งเราจะพบได้ในรูปประโยคต่างๆเช่น
Gambarimasu             - จะพยายามอย่างเต็มที่
Gambatte! Gambare!  - พยายามเข้านะ
Gamboro !                 - พยายามกันเถอะ

กระทู้นี้จะเล่าถึงการปฏิบัติธรรมของพุทธสายหนึ่งในสมัยก่อน ที่เชื่อการพยายามการมุ่งตรัสรู้อย่างสุดๆ โดยที่ขั้นสุดท้ายคือการขุดหลุมฝังตัวเอง เพื่อเข้าสู่พุทธสภาวะ ที่เรียกกันว่า Sokushin-butsu (即身仏) ซึ่งแปลได้ว่าการที่ร่างกายเข้าสู่ความเป็นพุทธโดยพลัน

คำว่า Sokushin-butsu ในปัจจุบ้น หมายถึงพระหรือนักบุญที่ตายในท่านั่งสมาธิ และร่างนั้นไม่เน่าสลาย ไม่มีการใข้สารยาเคมีใดๆแต่ร่างนั้นกลายเป็นมัมมี่ไปเองตามธรรมชาติ

ภูมิภาคโทโฮะกุที่จขกท.อยู่นั้น ในสมัยก่อนมีการปฏิบัติธรรม แสวงบุญกันในลักษณะนี้มาก โดยเฉพาะจังหวัดยะมะกะตะ เพื่อนบ้านของเมืองเซนไดทีจขกท.อยู่

บริเวณภูเขา Yudono (湯殿山)หนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธิ์สามลูก(Yudono-san, Haguro-san, Gassan)ของเมือง มีมัมมี่พระ Sokushin-butsu ถึง 10 ร่าง จากทั้งหมด 17 ร่างที่มีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น บริเวณเขาสามลูกนี้เป็นที่ๆผู้คนนิยมเดินแสวงบุญ และปฏิบัติธรรมกันมาตั้งแต่เมื่อพันปีกว่าก่อน จนถึงปัจจุบันนี้



การที่บำเพ็ญทุกขกิริยาจนร่างกายเป็นมัมมี่นั้น เริ่มต้นจากความเชื่อของศาสนาพุทธมหายานลัทธิชินก็อง (Shingon) ซึ่งเป็นพุทธแบบวัชรยาน  (Esoterism、密教) พุทธลัทธินี้มีแนวคิดว่าความเป็นไปในโลกทั้งหมดได้อยู่ในคำวจนะของพระไวโรจนพุทธะ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่อยู่เหนือจากโลกนี้ออกไป วจนะของท่านลึกซึ้งจนสัตว์โลกอวิชชายากที่จะเข้าใจได้ จึงจัดว่าเป็นพุทธแบบลี้ลับ คนที่จะรับกระแสและเข้าใจความเป็นพุทธได้ต้องมีพลังสติหรือพลังจิตที่แก่กล้า ปฏิบัติธรรมร่วมกับการทำพิธีเวทย์มนต์จนบรรลุเป็นหนึ่งเดียวกับพระไวโรจนะพุทธะ

การปฏิบัติธรรมตามหลักความเชื่อนั้นแบบสุดๆ คือการเข้าถึงพุทธโดยนั่งสมาธิจนวิญญานละร่าง ซึ่งได้มีกระทำมาตั้งแต่ตอนที่ก่อตั้งศาสนาพุทธลัทธิชินก็องในญี่ปุ่นเมื่อ 1200 ปีก่อน จนถึงสมัยเมจิหรือราวๆรัชกาลที่ 5 ของไทยจึงได้ถูกสั่งห้าม  

การเข้าสมาธิจนร่างเป็นมัมมี่นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมขั้นสุดท้าย โดยที่ก่อนหน้านั้นจะมีการปฏิบัติวิธีอื่นๆมาก่อนเช่น การเดินธุดงค์ 1000 วันบนภูเขา การบำเพ็ญสมาธิท่ามกลางธรรมชาติหฤโหด แม้หิมะจะตก น้ำจะเย็นเฉียบ ร่างกายจะไม่สบายเพียงใด ก็จะปฏิบัติอย่างต่อเนื่องไม่หยุดพัก

เชื่อว่าการปฏิบัติธรรมโดยทำตนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาตินั้น จะทำให้ได้รับพลังอันลี้ลับศักดิ์สิทธ์จากธรรมชาติ ทั้งร่างกายและจิตวิญญานถูกฝนให้แข็งแกร่ง สะอาดปราศจากมลทิน ในขณะที่อาหารประทังชีพก็เป็นเพียงเมล็ดพืชหรือหญ้า หรือไม่ทานเลย
การขุดหลุมใต้ดินเพื่อลงไปปฏิบัติสมาธิภาวนาโดยไม่ออกมาอีกเลยนั้น เป็นการตัดสินใจอย่างที่แสดงถึงความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวขั้นสุดท้าย ซึ่งขั้นตอนนี้แล้วแต่ความสมัครใจ

เมื่อประกาศความประสงค์แล้ว ผู้ที่จะเข้าเป็น Sokushin-butsu จะขอให้ลูกศิษย์ ผู้ศรัทธาจะช่วยกันปิดฝาและกลบดินทับ โดยมีเพียงท่อลำไผ่เชื่อมโผล่ออกมาเพื่อให้มีอากาศ และเป็นช่องส่งเมล็ดพืชหรือหญ้าลงไปในตอนแรกๆ และค่อยๆลดน้อยลง หรือจนกระทั่งไม่ส่งอะไรลงไปอีก ผู้ที่อยู่ข้างนอกจะได้ยินเสียงสวดมนต์บ้าง เมื่อเวลาผ่านไป เสียงสวดมนต์ค่อยๆลดหาย จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง นั่นคือสัญญานบอกให้ทราบว่าวิญญานได้ละร่างแล้ว มัมมี่พระองค์สุดท้ายได้แก่นักบุญ Bukkai shonin ซึ่งพบว่าเป็นมัมมี่ในปี พศ.2440

ไม่นานมานี้ ได้มีนักวิชาการทำการศึกษาร่างมัมมี่ของพระญี่ปุ่นเหล่านี้ พบว่าเป็นปรากฏการณ์ที่แปลกจากมัมมี่ที่อื่นๆในโลก ตรงที่เป็นมัมมี่ในท่านั่ง และร่างกายเปลี่ยนเป็นมัมมี่ไปตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ สาเหตุคือการไม่ทานอาหาร หากจะทานก็เป็นเพียงเมล็ดพืชและหญ้าบ้าง  และที่สำคัญคือมีการค่อยๆจิบ รัก ..ค่ะ รักที่ใช้ทำเครื่องเขินนั่นแหละ เพราะรักมีสรรพคุณปัองกันการผุเน่า จึงทำให้เกิดกระบวนการเป็นมัมมี่จากภายในร่างกาย (ไม่ใช่การใช้น้ำยาทาจากภายนอก)

พระธุดงค์ที่เตรียมตัวเตรียมตนเป็นมัมมี่นั้น ผ่านการปฏิบัติธรรมด้วยรูปแบบต่างๆ สละแล้วทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมวลมนุษย์ในโลก เรียกว่าอย่างสุดๆก็ย่อมได้ ในสมัยนั้นเชื่อว่าการเข้าเป็น Sokushin-butsu นอกจากเป็นการเข้าสู่พุทธสภาวะแล้ว บุญบารมีจะช่วยคุ้มครองปกป้องแผ่นผืนดินนั้นจากภัยต่างๆ เช่นโรคระบาดหรือสงคราม แน่นอนที่สมัยนี้ไม่มีใครทำกันอย่างนั้นอีกแล้ว ถึงแม้อยากทำก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขัดทั้งหลักกฎหมายและหลักจริยธรรม

ในปัจจุบัน วัดที่ประดิษฐานมัมมี่พระยังเป็นที่ๆชาวบ้านท้องถิ่นตั้งแต่เด็กน้อยจนถึงคนเฒ่าคนแก่มาสักการะกราบไหว้ด้วยความศรัทธา อีกทั้งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวก็แวะมาดูกันด้วย ผู้ที่มาสามารถซื้อเครื่องลางที่มีเศษผ้าจีวรเก่าของพระมัมมี่ที่ตัดเป็นชิ้นเล็กๆใส่ไว้ข้างในกลับไปเป็นเครื่องคุ้มครองได้

เมืองยะมะกะตะถึงกับได้ทำโฮมเพจแนะนำแผนที่เดินทางไปสักการะวัดที่มีมัมมี่พระไว้เสียเลย ดูได้ที่
http://yamagatakanko.com/log/?l=348168

สรุปว่ามี 6 วัดที่เปิดให้เข้าดู สักการะได้ เนื่องจากเป็นเขตชนบทจริงๆ แนะนำเช่ารถขับไป แล้วแวะอาบน้ำแร่ หรือจุดท่องเที่ยวอื่นๆไปด้วยค่ะ
1. วัด Kaiko-ji       จากสถานี JR Sakata นั่งแท็กซี่ไป 6 นาที
2. วัด Nangaku-ji  จากสถานี JR Tsuruoka นั่งรถเมล์ไป 15 นาทีลงป้าย Nangakuji
3. วัด Honmyo-ji   จากสถานี JR Tsuruoka นั่งรถเมล์ไป 30 นาที ลงป้าย Atsuma-bashi
4. วัด Churen-ji     จากสถานี JR Tsuruoka นั่งรถเมล์ไป 40 นาที ลงป้าย Daimo เดินอีก 25 นาที
5. วัด Dainichibo    จากสถานี JR Tsuruoka  นั่งรถเมล์ไป 40 นาที ลงป้าย Daimo  เดิน 7 นาที
6. วัด Soko-in        นั่งรถไฟสาย Shirataka-machi flower-Nagai ลงสถานี Ayukai ต่อแท็กซี่ไปอีก 20 นาที

ประเทศญี่ปุ่นที่ทันสมัยอย่างสุดขั้วก็มีอะไรๆให้เราทึ่งตะลึงงันได้ตลอดเวลา รากโคนของความพยายามมุ่งมั่นอย่างสุดๆ ของชาวอาทิตย์อุทัยนี้ สามารถเห็นได้มานับตั้งแต่พันปีก่อน "ความพยายามมุ่งมั่น"ดูเหมือนจะถูกโปรแกรมอยู่ในดีเอ็นเอของพวกเขาอย่างไรอย่างนั้นเลยค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่