เป็นกำลังใจให้น้องที่มีความฝัน...

สวัสดีคะ ได้อ่านเรื่องราวของคนอื่นมาเยอะแล้ว วันนี้อยากมาแชร์เรื่องราวของตนเองบ้าง
เพื่อเป็นแนวทางให้น้องๆที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองอย่าได้แคร์เรื่องอายุ เข้าเรื่องเลยดีกว่านะคะ...

เราเองเป็นเด็กต่างจังหวัดเกิดในครอบครัวที่ฐานะไม่ดีนัก ตอนเด็กๆเรามีความฝันมากมายตามประสาเด็กเราเอง
ก็ไม่รู้ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรแต่มีสิ่งหนึ่งที่เราชอบมาก คือ เรียนหนังสือ เรามักสอบได้ที่ 1-2 ตลอด เป็นเด็กเรียน
ไม่ชอบเล่นกับเพื่อน ในสภาพแวดล้อมรอบๆเรานั้นค่อนข้างแย่ ในหมู่บ้านของเราจะมีไม่กี่คนที่จบปริญญาตรีส่วนใหญ่
จะเรียนจบแค่ม.3 แล้วออกมาทำงาน และขึ้นชื่อมากในเรื่องของการพนัน ยาเสพติด พ่อเราทำอาชีพก่อสร้างและชอบเมา
ส่วนแม่ชอบเล่นการพนัน ทั้งสองคนมักจะมีเรื่องกันบ่อยจนเราเองรู้สึกเบื่อ หวาดกลัว จนบางครั้งเราเคยคิดนะ
จะทำตัวประชดชีวิตไปเลยดีไหม ทำตัวเป็นเด็กมีปัญหาไปเลยดีไหม หรือเราจะทำตัวให้ดีเรียนให้เก่งจะได้หลุด
ออกจากสภาพแวดล้อมเหล่านี้

นี่เป็นความคิดของเราตอนป.6 หลังจากนั้นเราก็มานั่งคิดทบทวนเราเลือกที่จะทำอย่างหลัง เราตั้งใจอ่านหนังสือ
เขียนจดหมายไปขอทุนการศึกษา กู้เงินเรียน กยศ. จนในที่สุด เราก็ได้เงินทุนเรียน ตอนช่วงมัธยมแม่ได้ให้เงิน
เราไปโรงเรียนวันละ 20 บาท ซึ่งตอนนั้นข้าวจานนึงก็จานละ 20 บาท เราก็ดื่มน้ำในโรงเรียนเอา ตั้งหน้าตั้งตา
เรียนหนังสือต่อไป จนกระทั่งม.2 พี่สาวเราซึ่งออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัวเมื่อเขาเริ่มฐานะดีได้ชวนเราไปอยู่ด้วย
ซึ่งนี่เป็นจุดเริ่มต้น ของเรื่องราวของเรา เราได้ย้ายโรงเรียนและได้อาศัยกับพี่สาวๆเราเขาจะสนับสนุนเรื่องการเรียน
มากๆในช่วงนั้นละแวกบ้านพี่สาวซึ่งอยู่คนละจังหวัดกับพ่อแม่ได้นิยมซื้อคอมพิวเตอร์เขาจึงซื้อให้เรามาเครื่องนึงไว้
ใช้พิมพ์งานส่งครู นี่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจเเรกของเรา เรารับจ้างพิมพ์งาน ปริ้นงาน สั่งซื้อแผ่นเพลง vcd คาราโอเกะ
mp3 ซี่รี่ย์ต่างๆเราดาวน์โหลดมาไว้แล้วไปขายเพื่อนๆที่โรงเรียน ตอนนั้นรายได้เฉลี่ยที่เดือนละ 10,000-15,000 บาท
ตอนนั้นเฉพาะซี่รี่เรื่องนึงก็หลายแผ่นแล้วเราขายอยู่ที่แผ่นละ 50 บาท เรารู้สึกสนุกมากที่ทำงานและได้เงินแต่เราก็ยังตั้งใจเรียน

จนกระทั่งม.4 เราได้สอบเข้าโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งซึ่งเป็นโรงเรียนประจำทำให้เราต้องจากบ้านมาไกลตั้นนั้นเราได้เลิกทำ
ธุรกิจเเรกไปเอาเวลาทั้งหมดมาโฟกัสแค่เรื่องเรียน ซึ่งเราต้องปรับตัวมากจากที่คิดว่าตัวเองเก่ง ทำให้เรารู้ตัวเองทันทีว่า
เราก็เก่งอยู่แค่ในกะลา จากอันดับต้นๆเราตกอยู่ที่อันดับท้ายๆตอนนั้นเราคิดเลยว่า ชีวิตเราเริ่มสนุกแล้วยังมีอีกหลายสิ่งหลาย
อย่างที่เราน่าจะเรียนรู้และรีบลงมือทำ ในสภาพแวดล้อมที่นี่เพื่อนๆเราค่อนข้างมีฐานะส่วนใหญ่จะเป็นลูกนักการเมือง
ข้าราชการระดับสูงและนักธุรกิจ ในกลุ่มเพื่อนของเราจะเป็นคนที่ฐานะด้อยที่สุด แต่เพื่อนๆเราเขาน่ารักดีเขาไม่ได้มองจุดนี้
ตอนนั้นจำได้ไปช้อปปิ้งกันเพื่อนๆไปเดินในห้างซื้อของแบรนเนม ส่วนเรานะหรอ เสื้อ กางเกงตัวละ 99 ก็ดีใจแล้ว
เรารู้สึกเกรงใจพี่สาวเรามากๆเราตระหนักดีถึงบุญคุณที่พี่มีให้ต่อเรา เราไม่อยากรบกวนเขาเราเป็นแค่น้อง เขายังส่งเสียเรา
ผิดกับแม่ที่ไม่เคยโทรหาหรือสนับสนุนเราเลย

จนกระทั่งม.6 เพื่อนๆเราส่วนใหญ่สอบได้คณะดีดีเรียนหมอบ้าง เภสัชบ้าง เรียนต่างประเทศบ้าง ตอนนั้นในใจของเราอยาก
เรียนสัตวแพทย์เราอยากรักษาสัตว์แต่เรามานั่งคิดทบทวนดูแล้ว ถ้าหากเราเรียนคณะนี้ค่าใช้จ่ายต่างๆในมหาลัยก็จะเพิ่มมากขึ้น
ด้วยไหนจะค่าที่พัก ค่ากินอยู่ ค่าเทอม เราจึงตัดสินใจสอบเข้าคณะที่ให้ทุนเรียนฟรี ซึ่งมีที่นึง เราสามารถสอบชิงทุนเข้ามา
เรียนได้และเรียนจบก็สามารถรับราชการได้เลยไม่ต้องสอบบรรจุ จำได้ว่าที่บ้านเราแฮปปี้มากเพราะอยากให้ลูกเป็นราชการ
ตามสไตล์ของคนต่างจังหวัดพี่สาวเราก็เช่นกันเขาอยากให้เรารับราชการ มีงานที่มั่นคงทำ

เราเข้าเรียนมหาลัยเหมือนเด็กทั่วไปในฐานะนักเรียนทุนระหว่างเรียนจะมีที่พักให้ มีทุนให้ใช้ ซึ่งระหว่างเรียนนั้นเราทำงาน
พิเศษไปด้วยระหว่างเรียนซึ่งตอนนั้นเราเลือกสอนหนังสือตั้งแต่อนุบาลจนถึงม.6 ได้เงินในส่วนตรงนี้มาเดือนละ 3-4 หมื่นบาท
โดยที่เราเริ่มสอนหลังเลิกเรียน จ-ศ เสาร์อาทิตย์ทั้งวัน โดยเราสอนอยู่ที่ชม.ละ 200-600 บาท ขึ้นอยู่กับจำนวนเด็ก จนแทบ
ไม่มีเวลาเข้าสังคมกับเพื่อน โดยส่วนมหญ่เราจะมีเรียนช่วง 8.30-16.00 น.เราจะสอนหนังสือตั้งแต่ 17.00-20.00 น.หลังจาก
2 ทุ่มเราก็จะรับจ้อบจากมหาลัยมาทำเป็นคีย์ข้อมูลบ้าง แกะเทปบ้าง ทำทุกอย่างที่เรียกว่าได้เงิน ณ เวลานั้น เราเรียนมาเรื่อยๆ
ใช้ชีวิตมาเรื่อยๆและเริ่มมาเก็บเงินเพื่อที่เราวางแผนว่าเราเรียนจบจะได้มีเงินเก็บไปดาวน์รถ เราเริ่มฝากประจำเดือนละ 5,000 บาท
และเงินที่ทำงานมาได้บางส่วนก็ส่งเสียให้แม่และซ่อมแซมบ้าน เราเริ่มตอบสนองความต้องการของตัวเองบ้างในส่วนที่เราไม่เคยมี
เราชอบทานอาหารในห้าง จากช่วงแรกๆไปไหนก็รถเมล์หลังๆเริ่มรถไฟฟ้าแทกซี่ เริ่มซื้อของแพงมาใช้ ซื้อของไร้สาระเรื่อยๆจนเรา
รู้สึกว่า เงินที่เราหามาได้นั้นมันน้อยจริงๆ เราควรที่จะหาอะไรทำที่มีรายได้มากกว่านี้ เราชอบอ่านหนังสือ อ่านอะไรเกี่ยวกับคนที่
เขาประสบความสำเร็จหาเเรงบันดาลใจไปเรื่อยๆ เราเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ชีวิตเราต้องการอะไร เราจะโอเคใช่ไหมถ้าเราไป
รับราชการแล้วได้เงินเดือนไม่มากเราจะพอใช้ไหมถ้าสมมติเราดาวน์รถไปแล้ว เราผ่อนรถเราจะเหลือเงินเท่าไร เราจะใช้พอไหม
เราจะดูแลพ่อแม่ไหวไหม นี่คือคำถามที่วนเวียนเข้ามา

เราเริ่มเอาเวลาว่างทั้งหมดที่เรามีมาเขียนดูว่า เวลาที่เรามีนั้นจะสร้างรายได้อะไรได้มากกว่านี้ โดยใช้ความสามารถที่เรามี
ปรากฎว่าคำตอบ ณ เวลานั้นมันตันเราจะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้ เราต้องใช้ชีวิตเหมือนเดิมหรือนี่ ตอนนั้นความคิดมันทะเลาะกัน
ในหัวเราจะทำอย่างไรดีเราก็เริ่มหาอ่าน เปิดเน็ตดูว่าความรู้ที่เรามีนั้นมันต่อยอดอะไรได้บ้าง จนในที่สุดเราก็มาพบกับธุรกิจออนไลน์
เกี่ยวกับเวบไซต์ซึ่งต้นทุนต่ำ ผลตอบแทนสูง เป็นธุรกิจบริการประเภทหนึ่งซึ่งสามารถใช้เวลาทำได้ 2-3 ชั่วโมงต่อวัน
เราจ้างคนเขียนระบบและค่อยๆเรียนรู้การตลาดออนไลน์ทำไปทั้งๆไม่รู้ค่อยๆศึกษาไปด้วย จนในที่สุดธุรกิจนี้ก็สร้างรายได้ให้เรา
เพิ่มขึ้นอยู่ที่เดือนละ 50,000 บาท ตอนนั้นเราเลยเลิกสอนหนังสือและมาทุ่มเทให้กับธุรกิจตัวนี้เพื่อหวังว่ามันจะเพิ่มรายได้ให้กับเรา
มากขึ้น หากเราใส่ใจมันมากขึ้นจนในที่สุดธุรกิจนี้ก็ทำกำไรให้เราสูงสุดที่เดือนละ 80,000 บาท ซึ่งขณะนั้นเราเรียนอยู่ปี 3
เราเป็นคนที่ขี้สงสัยอาจจะเป็นเพราะได้เรียนโรงเรียนวิทยาศาสตร์ก็ไม่รู้ ตอนนั้นรู้สึกมีพลังมากบวกกับความบ้าที่มีอยู่ในตัว
เราก็ดูคนที่ประสบความสำเร็จไปเรื่อยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับเขาจนตัวเราทุกข์เรารู้สึกว่าเงิน 80,000 น้อยมากในเวลานั้น
เราหามาใช้แทบจะเดือนชนเดือน เราเริ่มเชื่อเลยว่า รายรับมักสัมพันธ์กับรายได้ เรารู้สึกรายจ่ายเยอะมาก
เราก็เริ่มที่จะมองหาธุรกิจใหม่ๆอีกละ เราก็หาอ่านในเน็ตไปเรื่อยๆจนไปเจอ ทำงานผ่านเน็ตรายได้เท่านี้เท่านั้น
เราเลยศึกษาข้อมูลจำได้ว่าไปนั่งฟังเรื่องประสบความสำเร็จรวยมาก คนโน้นคนนี้คนนั้น สรุปคือ พวกธุรกิจเครือข่าย
เราเชื่อว่าหลายๆคนที่ฟังต้องอินตามแต่!!! ร้อยละ 90 ที่ไปวันนั้นคือคนที่หางาน ตกงาน นักเรียน นักศึกษาน้อยคนนักที่มี
งานประจำหรือมีรายได้อยู่แล้ว หลายๆคนโดนหว่านล้อมให้เข้าร่วมเปิดสมาชิกบ้างเงินเท่าโน้นนี่ก็ว่ากันไป
สรุปคือต้องหาคนทำงานถึงจะได้เงิน ตอนนั้นเรารู้เลยว่า "รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก"แต่คำพูดดูดีมาก
ตอนนั้นเราคิดอย่างเดียวว่าเขาทำไงนะทุกคนต้องเชื่อเขา เขามีวิธีการหาลูกค้าอย่างไรนะ
ปฏิบัติการล้วงข้อมูลจึงเกิดขึ้นเราเปิดสมาชิกแบบที่ถูกที่สุด ให้เขาสอนเรา สอนวิธีการหาคนมาอบรม
เราพยายามถามเขาให้มากที่สุดเท่าที่เราอยากจะรู้ จนเราเองได้ฝึกทักษะตอนนั้นเราลองหาคนได้วันละ 10 คน
เราถึงได้รู้ว่ามันดีอย่างนี้นี่เอง เราจะต้องเอาวิธีการเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเราให้ได้ในอนาคต
ตอนนั้นจำได้ว่าเสียไป 4,000 กว่าบาทแต่ความรู้มาเต็ม แฮปปี้มากประหนึ่งว่าเราไปเรียนหนังสือ



#เดี๋ยวมาต่อนะคะ จะเป็นตอนที่เราลาออกจากมหาลัย เรียนไม่จบ เพื่อที่จะตามหาฝันและก่อตั้งบริษัท

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่