A Prince and A Thief [SNK] ตอนที่ 1

กระทู้สนทนา
เอเลนน้อยกับพี่เลี้ยงทั้งเจ็ด

              กาลครั้งหนึ่ง ณ ดินแดนอันไกลโพ้น มีพระราชากริชากับราชินีคลาร่า แห่งราชวงศ์เยเกอร์ร่วมกันปกครองเมืองชิกันชินาร์ แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่กลับอุดมไปด้วยพืชพรรณธัญหารจนเป็นที่กล่าวขานกันว่าผู้ใดก็ตามที่เหยียบย่างเข้ามาในเมืองนี้จะไม่มีวันอดตาย เพราะเดินเพียงสามก้าวก็สามารถปลิดผลไม้หรือตกปลาขึ้นมาปรุงเป็นอาหารได้แล้ว

              ทั้งสองพระองค์ดูแลปวงประชาด้วยเมตตาธรรม กษัตริย์กริชาทรงเปี่ยมด้วยปัญญา ดังนั้นหากประชาชนเดือดร้อนเรื่องใดพระองค์จะแก้ไขให้จนสำเร็จลุล่วง จนเป็นเลื่องลือกันว่าไม่มีปัญหาใดที่กษัตริย์กริชาจะทรงแก้ไม่ได้

              คำกล่าวขานนั้นคงเป็นจริง หากพระองค์สามารถแก้ปัญหาหนึ่งได้

              รัชทายาท

              แต่งงานอยู่กินกันมานาน วันเวลาก็ผ่านไปตั้งหลายปี เปลี่ยนทั้งอาหาร ยาและท่วงท่าลีลาก็แล้ว แต่ราชินีคลาร่าก็ไม่มีวี่แววว่าจะทรงครรภ์ เมื่อหมดหนทางแล้วราชากริชาจึงเลือกวิธีสุดท้ายคือสวดอ้อนวอนต่อเทพไททันโดยยอมแลกทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตเพื่อให้ได้บุตรมาโอบอุ้ม ดุจคำขอนั้นลอยเข้าหู ไม่นานราชินีคลาร่าก็ตั้งครรภ์ เมื่อครบกำหนดโอรสน้อยก็ประสูติออกมา

              สมกับเป็นบุตรที่ประทานมาจากทวยเทพ ช่างเป็นทารกที่งดงามยิ่งนัก ผิวพรรณขาวนวลเนียนดุจพระจันทร์วันเพ็ญ ดวงเนตรอันแจ่มใสก็มีสีเขียวดั่งมรกตเม็ดงาม ผมสีน้ำตาลละเอียดนุ่มดุจเส้นไหม ริมฝีปากน้อยๆมีสีชมพูอ่อนประหนึ่งดอกซากุระ

              ราชาและราชินีต่างพร้อมใจกันตั้งชื่อบุตรชายว่า เอเลน  

              ทั้งคู่ช่วยกันดูแลเอเลนน้อยด้วยความรักอย่างยิ่ง แต่อนิจจามนุษย์ เมื่อได้รับความสุขก็จำต้องพบกับความเศร้า เมื่อเอเลนอายุห้าชันษา ราชินีคลาร่าต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับเพราะสะดุดรอยเท้าไททันจนหน้าทิ่มพื้น การตายของพระนางสร้างความวิปโยคต่อราชากริชาอย่างเหลือแสน พระองค์เฝ้าคร่ำครวญถึงคลาร่าทุกคืนวันจนลืมออกว่าราชการ โชคดีมีที่ปรึกษาหนุ่ม เอลวิน สมิธ คอยปลอบ แม้จะทำใจได้และกลับมาปกครองชิกันชินาร์ได้ตามเดิมแต่ความคิดของกริชานั้นไม่เฉียบคมเหมือนดังเก่าเสียแล้ว

              เอลวิน สมิธ เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบปลาย ตัวสูง บุคลิกผึ่งผายสง่าผ่าเผย จุดเด่นคือคิ้วดกหนากับผมที่ดูไม่ออกว่าเป็นของจริงหรือวิกสีทอง ดวงตาสีฟ้าฉายความมุ่งมั่น และสิ่งน่ากลัวที่สุดก็คือความเฉลียวฉลาดกับไหวพริบอันคมกริบยิ่งกว่าดาบคัตเตอร์ ตอนแรกเขาจะคอยให้คำปรึกษาต่อราชากริชาและนำรับสั่งไปถ่ายทอดให้กับเหล่าเสนาบดี แต่ในระยะหลังเขาจะเป็นคนออกคำสั่งเสียเองและฮุบรวมทุกอย่างจนกลายเป็นคนมีอำนาจมากที่สุด กระนั้นกริชาก็ยังคงให้ความไว้วางใจและเอ่ยปากขอให้เอลวินเป็นพ่อทูนหัวของเอเลน ซึ่งเขายอมรับด้วยความยินดี

              เวลาผ่านไปจนเอเลนมีอายุได้สิบขวบ ราชากริชาก็เกิดอาการคุ้มคลั่ง โดดลงจากยอดปราสาทหัวปักบนต้นสนยักษ์สิ้นพระชนม์ไปอย่างน่าอนาถ

              พอกริชาตายเอลวิน ซึ่งครองอำนาจไว้อย่างบริบูรณ์แล้วจึงเป็นผู้ปกครองเมืองชิกันชินาร์ โดยอาศัยฉากการเป็นผู้สำเร็จราชการบังหน้า ตอนแรกเขาคิดกำจัดเอเลนน้อยอีกคนแต่พอเห็นดวงตากลมโตที่มักจะฉายความออดอ้อนกับใบหน้าน่ารักนั่นแล้ว เขาก็เปลี่ยนใจ

              สวยขนาดนี้เก็บไว้ทำอย่างอื่นดีกว่า

              เอลวิน สมิธ ปกครองเมืองอย่างเลือดเย็น ผู้ที่อยู่ในวังรู้ดีว่าใบหน้าที่มีรอยยิ้มแต่งแต้มอยู่เป็นนิจนั้นมีคมเขี้ยวของอสูรร้ายซ่อนอยู่ คนที่ทำตัวกระด้างกระเดื่องถ้าไม่โดนตัดหัวก็จะถูกโยนลงคุกใต้ดินและหายสาบสูญไปในเวลาต่อมา ความตายที่ปรากฏในทุกหย่อมหญ้าทำให้แผ่นดินที่เคยสงบสุขร่มเย็นเริ่มระอุขึ้นมาทีละน้อย เงื้อมมือของมัจจุราชตามติดผู้คนดุจเงา แต่สิ่งที่สร้างความประหวั่นมากที่สุดคือบางอย่างที่ถูกซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึก ใจกลางปราสาท ซึ่งมักจะส่งเสียงคำรามออกมาในยามค่ำคืน  

              จากเสียงที่ได้ยินทำให้เกิดข่าวลือว่าเอลวินคือจอมเวทผู้ชั่วร้ายหรือเป็นพ่อมดที่มีแต่ความอำมหิต ซึ่งเป็นจริงเพียงส่วนหนึ่ง เพราะความร้ายกาจของชายผู้สวมวิกสีทองนั้นมาจากมันสมองอันปราดเปรื่องของเขาเอง และตัวช่วยอันน่าอัศจรรย์ที่ซุกซ่อนอยู่ในห้องลับ

              ทุกเช้าเมื่ออาบน้ำแต่งตัวหวีผม(วิก)จนเรียบแปล้แล้วเอลวินจะดึงเชือกตรงหัวเตียงเพื่อเปิดม่านสีเขียวเข้มซึ่งซ่อนกระจกบานใหญ่เอาไว้ จากนั้นเขาจะไปยืนหน้ากระจกและเอ่ยเรียก

              “กระจกวิเศษเอ๋ย”

              ทุกครั้งจะมีเสียงหัวเราะคิกคักราวคนเสียสติดังออกมาพร้อมกับใบหน้าของใครบางคน นอกจากบางครั้งมันจะมาแค่เสียงจนเอลวินต้องโพล่งออกมาอย่างหงุดหงิด

              “ฮันซี่!”

              ใบหน้าหญิงสาวอายุ 25-29 ปีปรากฏขึ้น –เฉพาะแค่หน้าเท่านั้น- ดวงตาภายใต้แว่นทรงประหลาดเปล่งประกายวิบวับขณะที่เจ้าตัวยังคงหัวร่อร่า

              “ล้อเล่นหน่อยเดียวเองอย่าทำเป็นโมโหไปหน่อยเลยน่า ราชาเอลวิน”

              เธอกระเซ้าอย่างคุ้นเคยแต่อีกฝ่ายไม่ขำด้วยเลยสักนิด

              “ฉันไม่ชอบล้อเล่น” เอลวินพูด “อีกอย่างตอนนี้ฉันยังเป็นแค่ผู้สำเร็จราชการเท่านั้น”

              “แต่อำนาจของนายในตอนนี้ไม่ต่างไปจากพระราชาเลยนี่นา” กระจกฮันซี่ตอบ “ช่างเถอะ วันนี้อยากถามอะไร”

              “เหมือนเดิม บอกหน่อยว่าใครสง่างาม กล้าหาญ เฉลียวฉลาดและแข็งแกร่งที่สุดในปฐพี”

              “มันก็ต้องนายอยู่แล้ว” ฮันซี่ตอบและฉีกยิ้มกว้าง “ถ้าไม่นับเรื่องวิก นายคือคนเยี่ยมที่สุด”

              “เมื่อไหร่เธอจะเลิกแซะฉันเรื่องนี้สักที” เอลวินพูดอย่างหงุดหงิดพลางเสยผมสีทองเบาๆ “บอกตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่ามันไม่ใช่วิก”

              คราวนี้ฮันซี่หัวเราะร่วน “ก็มันเหมือนจริงๆนี่นา”

              เอลวินหันไปคว้าค้อนบนโต๊ะมาเคาะบนมือเบาๆ

              “ฉันน่าจะเปลี่ยนกระจกได้แล้ว”

              “เฮ้ เฮ้! อย่าเชียวนะ” ฮันซี่ร้อง “แหย่แค่นี้ทำเป็นใจน้อยไปได้ หัวก็ไม่ได้ล้านสักหน่อย” เธอบ่นอุบอิบพอเห็นอีกฝ่ายขยับค้อนก็รีบประจบ “ตอนนี้นายเป็นหนึ่งในแผ่นดินชิกันชินาร์ ทั้งเก่ง ทั้งหล่อ ทั้งฉลาดและแข็งแกร่งอย่างไม่มีใครเทียบได้”

              เอลวินแกล้งยืนนิ่งแต่แล้วก็ยิ้มออกมา “งั้นหรือ” เขาวางค้อนไว้บนโต๊ะตามเดิม ฮันซี่มองตามจนแน่ใจว่าเขาจะไม่มีวันคว้าเจ้าวัตถุอันตรายขึ้นมาอีกจึงเปลี่ยนเรื่อง

              “ว่าแต่นายจะถามแต่เรื่องเดิมๆทุกเช้าหรือไง”

              “แล้วจะให้ถามเรื่องอะไร” เอลวินย้อน ฮันซี่จุ๊ปากเบาๆ

              “อายุขนาดนี้น่าจะถามเรื่องอื่นบ้าง อย่างพวกเนื้อคู่ หรืออะไรทำนองนั้น”

              “ฉันไม่สนเรื่องความรัก ยิ่งผู้หญิงแล้วเลิกพูดได้เลย” เอลวินตัดบทแต่คิ้วกับขมวดเข้าหากันเหมือนไม่แน่ใจกับสิ่งที่พูดออกไปเท่าใดนัก ฮันซี่ยิ้มอย่างรู้ทัน

              “ฮั่นแน่ ปากกับใจไม่ตรงกัน นายกำลังมองใครบางคนอยู่ใช่ไหม”

              “ก็บอกแล้วไงว่า...”

              “ผมสีน้ำตาล ตาสีเขียว อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่เอง” ฮันซี่พูดไปเรื่อยๆและหยุดชะงักเหมือนสะดุดใจกับบางสิ่งก่อนครางออกมาเบาๆอย่างเสียดาย “ว้า เพิ่งสิบขวบเท่านั้นยังเด็กอยู่เลย”

              หน้าเอลวินเข้มขึ้นเล็กน้อย หากเป็นคนอื่นคงบอกไม่ถูกว่าจากความโกรธหรืออายแต่กระจกเจ้าปัญญาอย่างฮันซี่รู้ดีว่าเป็นข้อหลัง และยังรู้อีกด้วยว่าควรยุติการหยอกเย้าไว้เพียงแค่นี้ไม่เช่นนั้นแล้วอาจเจอค้อนหรืออะไรที่หนักกว่านั้น

              “แค่นี้ใช่ไหม” เอลวินพูดสั้นๆ ฮันซี่รีบพยักหน้ารับ

              “ใช่”

              ผ้าม่านถูกปลดลงมาคลุมตั้งแต่กระจกแว่นยังพูดไม่จบ เอลวินยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอีกครู่ใหญ่จึงสวมผ้าคลุมก้าวออกจากห้อง เดินต่อไปอีกไม่กี่ก้าวเขาก็ต้องหยุดเมื่อร่างเล็กๆโผเข้ามากอด

              “เอเลน” เอลวินอุทานเพราะนึกไม่ถึงว่าจะโดนจู่โจมแบบนั้น คนถูกเรียกเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มที่ทำให้คนเห็นต้องใจอ่อน

              “จะไปไหนหรือครับท่านลุง”

              “เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า อย่าเรียกแบบนั้น” เอลวินตำหนิ เด็กน้อยทำหน้าม่อยก่อนพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก

              “คุณเอลวิน”

              หนุ่มใหญ่อมยิ้มน้อยๆพลางขยี้ผมสีน้ำตาลของคนเยาว์กว่าด้วยความเอ็นดู

              “ฉันต้องไปทำงาน”

              “แต่วันนี้คุณเอลวินสัญญาว่า....”เด็กน้อยแย้งและหยุดคำไว้แค่นั้นเมื่อเห็นดวงตาสีฟ้ากำลังทอแสงวาววับ “ขอโทษครับ”

              “ไม่เป็นไร” เอลวินตอบ “อีกอย่างฉันต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ ทั้งที่รับปากกับเธอไว้ว่าจะพาไปเดินเล่นในสวนแต่กลับผิดคำพูด”

              “คุณเอลวินมีงานสำคัญรออยู่นี่ครับ” เอเลนน้อยพูดด้วยท่าทางเศร้าและรีบสูดลมหายใจเข้าเพื่อขับไล่ความผิดหวังออกไปก่อนกล่าวต่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ทำงานเสร็จแล้วค่อยมาเล่นกับผมก็ได้”

              “ความจริงแล้วงานวันนี้ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก” เอลวินพูดพร้อมกับทำท่าคิด “งั้นเรามาเล่นกันหลังมื้อค่ำเป็นไง” เขายื่นข้อเสนอซึ่งได้ผลเพราะคนฟังยิ้มร่าและโผเข้ากอดอีกครั้ง

              “ตกลงครับ เย็นนี้เจอกันนะครับ”

              พูดจบวิ่งตื๋อออกไปอย่างร่าเริง เอลวินมองตามด้วยความเอ็นดู พอเอเลนหายลับไปจากสายตาแล้วใบหน้าที่อ่อนโยนก็แปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาปราศจากความรู้สึกใด บางครั้งเอลวินก็รู้สึกแปลกใจว่าเหตุใดคนเลือดเย็นอย่างเขากลับเอาใจใส่ เป็นห่วงเป็นใยเจ้าชายน้อยองค์นี้ บางทีอาจจะเป็นอย่างที่ฮันซี่ว่า

          ความรัก

          บ้าแท้ๆ คนอย่างเขานอกจากเป้าหมายอันยิ่งใหญ่แล้วไม่สนใจเรื่องไร้สาระแบบนั้นหรอก เสียงหนึ่งแย้งขึ้นมาในหัว อีกอย่างเจ้าหนูนั่นยังเป็นแค่เด็กกะโปโลที่เขาเลี้ยงเอาไว้เพื่อเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ และเมื่อวันนั้นมาถึงเขาก็จะเขี่ยมันให้กระเด็น พอคิดแบบนั้นแล้วเอลวินก็หมุนตัวเดินสะบัดผ้าคลุมมุ่งหน้าตรงไปยังท้องพระโรง
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่