รู้ว่าบุหรี่ไม่ดีแล้วผลิตมาขายทำไม... (คำถามที่ไม่เคยได้คำตอบ)

กระทู้สนทนา



พรุ่งนี้ก็ถึงวันงดสูบบุหรี่โลกแล้ว คำถามเดิม ๆ ที่มักจะได้ยินบ่อย ๆ คือ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่ดีแล้วผลิตมาทำไม ?
.
.
.
เป็นคำถามที่ไม่เคยได้คำตอบ หรือพอตอบไปแล้วมันก็มักจะมีคำถามอื่น ๆ ตามมา

นั่นเพราะ "บุหรี่" มันเกี่ยวกับเรื่องประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ การเมือง กฎหมาย ฯลฯ

นับตั้งแต่การค้นพบพืชชนิดหนึ่งในแถบทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมของชนเผ่าพื้นเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่มนุษย์รู้จักพืชชนิดนั้น ที่เรียกว่า "ยาสูบ" ซึ่งเมื่อนำใบยาสูบมาจุดให้เกิดควันแล้วสูดดม จะรู้สึกผ่อนคลาย (มนุษย์เรียนรู้ที่จะทำอะไรแปลกๆมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว ใครจะคิดว่าการสูดเอาควันเข้าสู่ร่างกายในตอนนั้น จะทำให้เกิดปัญหาที่ต้องมาตามแก้จนถึงทุกวันนี้)

พอนักสำรวจจากทวีปอื่นมาพบพิธีกรรมแปลก ๆ และลองสัมผัสประสบการณ์การสูดควันจากการเผาใบยาสูบแล้วเกิดติดใจ ก็ได้นำเมล็ดของพืชชนิดนี้ออกไปเผยแพร่ในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

ด้วย ณ ขนะนั้นยังไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร ทำไมสูดเอาควันแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลาย แล้วจะมีอันตรายหรือไม่ เพราะวิทยาการสมัยนั้นยังไม่ก้าวหน้าที่จะทำให้ล่วงรู้คำตอบเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่รับรู้กันแล้ว ณ ตอนนั้นคือ มันดี จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งต่อมาจึงพบว่า ในใบยาสูบมีสารที่มีฤทธิ์ต่อการทำงานของสมอง ไปกระตุ้นสารสื่อประสาททำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจ สารนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบอยู่ในใบยาสูบ ต่อมาจึงตั้งชื่อสารนั้นว่า "นิโคติน" ตามชื่อของเอกอัคราชทูตฝรั่งเศสผู้ที่นำเมล็ดยาสูบไปเผยแพร่ในทวีปยุโรป

ด้วยความที่นิโคตินเป็นสารเสพติดที่มีผลโดยตรงต่อการทำงานของสมอง เมื่อได้สูบแล้วก็ต้องการสูบอีก และเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็น "โอกาสทอง" ของพ่อค้าหัวใส ที่มองเห็นว่านี่คือช่องทางการทำเงินมหาศาล เพราะปริมาณความต้องการลิ้มลองสูดควันจากพืชชนิดนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเกิดเป็นอุตสาหกรรมผลิตบุหรี่ที่นำใบยาสูบมามวนเป็นแท่ง ๆ ให้ง่ายต่อการใช้งาน จากอุตสาหกรรมเล็ก ๆ กลายเป็นโรงงานขนาดใหญ่ สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับเหล่าผู้ถือหุ้น จนรัฐบาลประเทศต่าง ๆ อยู่เฉยไม่ได้ รีบตั้งโรงงานของตัวเองขึ้นมาแข่งขัน หวังจะนำเงินมหาศาลนี้มาใช้ในการทำผลงานให้กับรัฐบาลตนเอง

ธุรกิจค้าบุหรี่ไปไกลจนฉุดไม่อยู่ ไกลถึงขนาดมีการส่งเสริมให้ "คนหันมาสูบบุหรี่มากขึ้น" เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าของตนเอง กลยุทธ์ทางการตลาด การประชาสัมพันธ์ การวิจัยผลิตภัณฑ์ถูกงัดออกมาฟาดฟันกันอย่างไม่ลดละ เพราะสิ่งที่เดิมพันคือจำนวนเงินมหาศาล

จนต่อมา การแพทย์ก้าวหน้าขึ้น สถิติการเจ็บป่วยในเมืองใหญ่พบว่ามีมากขึ้น แต่ยังค้นหาสาเหตุไม่พบ สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากควันรถยนต์ แต่ต่อมาก็มีการพบว่า การสูบบุหรี่มีผลโดยตรงต่อการเจ็บป่วยนั้น งานวิจัยหลายชิ้นถูกเผยแพร่เพื่อยืนยันว่าเป็นความจริง แต่นั่น ก็อาจจะสายเกินไปเสียแล้ว พฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้แพร่ระบาดเป็นแฟชั่นทั่วโลก ธุรกิจค้าบุหรี่กระจายอยู่ทุกประเทศ จำนวนคนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นวันละเป็นล้าน ๆ คน อีกทั้งการเจ็บป่วยดังกล่าวไม่ได้เกิดผลร้ายให้เห็นในทันทีทันใด การสูบบุหรี่จึงยังดำเนินต่อไป ภายใต้การแสวงหาลูกค้าใหม่ ๆ ของธุรกิจค้าบุหรี่ ที่ยังคงมุ่งหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้สูบได้ง่าย ติดง่าย ติดนาน และกลยุทธ์ทางการตลาดที่ล้ำหน้ามากขึ้น เพื่อความมั่นคงของธุรกิจตนเองต่อไป

การหยุดธุรกิจนี้จึงเป็นเรื่องยากมาก เพราะเมื่อประเทศใดพยายามหยุดการค้าของธุรกิจนี้ จะต้องได้รับผลกระทบด้านการค้ากับประเทศอื่น เนื่องจากธุรกิจบุหรี่ได้ใช้เม็ดเงินจำนวนมากซื้อตัวนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศ มีนักกฎหมายที่ค่าตัวสุดแพงไว้ต่อสู้คดีเพื่อระงับการกีดกันทางการค้า ให้ธุรกิจของตนค้าขายได้อย่างเสรี

นอกจากนี้ ด้วยฤทธิ์การเสพติดของนิโคติน จึงทำให้คนที่ "ติดบุหรี่" ยังต้องพึ่งพาสิ่งเสพติดที่ถูกกฎหมายนิดนี้ต่อไป ซึ่งจำนวนคนติดบุหรี่ในแต่ละประเทศก็ไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ หากหยุดค้าขายบุหรี่ หรือทำให้บุหรี่ผิดกฎหมาย คนที่ติดบุหรี่ก็ย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมาในครอบครอง และแน่นอนว่า เมื่ออุปสงค์ (ความต้องการซื้อ) ยังมีมาก ก็ย่อมต้องมีอุปทาน (ความต้องการขาย) เกิดการลักลอบขายให้รัฐต้องตามแก้ปัญหาต่อไป

แต่ในความเป็นจริง เพียงแค่การออกกฎหมายที่เข้มงวดยังได้รับการคัดค้านจากผู้ที่เคยได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจนี้เลย ทำให้การออกกฎหมายเป็นไปอย่างทุลักทุเลและล่าช้า คงไม่ต้องบอกว่าถ้า "ห้ามเด็ดขาด" จะโกลาหลจากผู้ที่ออกมาคัดค้านเพียงใด

ดังนั้น เลยได้แต่บอกตั้งแต่ต้นว่า เรื่อง "บุหรี่" ไม่ใช่แค่การตัดใบยาสูบออกมาทำเป็นบุหรี่แล้วขาย แต่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำมันเกี่ยวพันกับประชาคมโลกในหลาย ๆ ด้าน เกินกว่าที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะจัดการได้โดยลำพัง (แม้จะปิดประเทศ ไม่คบค้าสมาคมกับประเทศอื่น ก็ยังไม่อาจตอบได้อย่างมั่นใจว่าการสูบบุหรี่จะหมดไป)

แล้วอะไรคือทางออก ?
หากมองข้ามความซับซ้อนข้างต้น จะพบว่า ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ธุรกิจค้าบุหรี่พยายามทำอยู่ก็เพื่อหาลูกค้ารายใหม่มาทดแทนคนที่ทยอยเลิกสูบ เจ็บป่วย ล้มตายไป เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ บุหรี่ยังขายต่อไปได้ แล้วถ้าหากไม่มีลูกค้ารายใหม่ล่ะ จะขายให้ใคร

การทำให้คนรู้ทันเล่เหลี่ยมธุรกิจนี้ และพร้อมใจกันดัดหลังซะ ด้วยการไม่ซื้อ ไม่สูบ นี่จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เป็นหนึ่งในหนทางที่อาศัยมือที่มองไม่เห็นที่เรียกว่า "กลไกการตลาด" มาจัดการ เพราะเราไม่สามารถ "หยุดมัน" ได้ทันทีเพราะความซับซ้อนด้วยประการทั้งปวงที่ว่ามาข้างต้น

ข้อมูลจากเว็บไซต์ [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่