คนเราจะใช้เวลากี่เท่าไหร่เพื่อให้หายโกรธกันครับ และ คนเราจะใช้เวลาเท่าไหร่เพื่อให้กลับมาดีกัน
ผมขอเล่าเรื่องราวที่หลายๆคนอาจมองว่าไร้สาระ หรือ ก็เป็นธรรมดาสำหรับหลายๆท่าน แต่สำหรับผมเองมันคือปัญหาที่ผมอยากแก้ไขครับ
ผมเพิ่งโดนแฟนเก่าบอกเลิกมาได้ราวๆ 3 เดือนครับ และกำลังเริ่มคุยกับผู้หญิงคนนึงที่ทำงาน แต่ ผมทำทุกอย่างพังหมดเพราะแค่ คำคำเดียว
ผมทำงานเป็นพนักงานของบริษัทนึง ที่จะมีการเดินทางบ่อยได้เจอผู้คนมากมาย รวมไปถึง ไปต่างประเทศและต่างจังหวัดบ่อย แฟนเก่าผมเองก็ทำงานที่เดียวกัน เราสองคนคบกันมาได้ราวๆ 1 ปี แต่จีบกันอยู่ก็ราวๆ 7-8 เดือนเหมือนกัน สำหรับผมช่วงเวลานั้นเปรียบเหมือนความฝันมากครับ เพราะเธอคือแฟนคนแรกของผม โดยตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวัยเรียนผม กินแห้ว อยู่เสมอไปครับจนมาช่วงปี สาม ปี สี่ ที่ตัดสินใจว่า รักไม่รุ่งมุ่งแต่เรียน ก็เลยไม่เคยได้มีแฟนเลยจนกระทั่งทำงานตอนปีแรกก็ ยังคงแห้วอยู่เหมือนเดิมครับ จนมามีแฟนคนแรกตอนอายุ 24 ผมกับแฟนเก่าเราอายุเท่ากันและทำงานที่เดียวกัน
ตอนคบกัน เราคบกันแบบ ความรักวัยใส หลายๆคนบอกว่าอย่างกับเด็ก ม ต้น คบกัน เพราะพวกผมมีแค่ไปรับส่งบ้าน ดูหนังกินข้าว ไม่เคยออกต่างจังหวัดหรือทำอะไรเกินเลยกันเลยแม้แต่น้อยตลอดระยะเวลาคบกัน จนสุดท้ายเขาก็ไปเจอคนอื่นที่ถูกใจมากกว่าและก็บอกเลิกกับผมไป....
ต่อมาหลัง โซซัดโซเซ มาเป็นเดือนหลังเลิกกับแฟนเก่า ผมก็ยังคงพยายามง้อเขา ขอโทษเขา ให้กลับมา ทั้งที่เขาไปคบกับมือที่สามเรียบร้อยแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผมง้อเขาให้กลับมาผมเองก็พยายามเปิดใจคุยกับคนอื่นไปเรื่อย แต่ไม่มีใครทำให้ผมรู้สึก move on ได้จนมาถึงวันที่ มีหญิงสาวคนนี้เข้ามาครับ เธอชื่อ เอ (นามสมมุติ) เอ กับผมเราเจอกันโดยบังเอิญและก็นั่งคุยกัน กลายเป็นว่าผมกับเอ เป็นเพื่อนร่วมงานกันในบริษัทเดียวกัน แต่อยู่คนละส่วนงานกัน แต่ก็ได้เดินทางไปไหนมาไหนพอๆกัน และพอคุยๆถาม เอ ดูเอก็บอกโสดผมเลยลองแลกไลน์ กับ เอ เอามาคุยกันเรื่องทั่วไปครับ
ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับ เอ มา วันๆนึงคุยกันน้อยประโยคมาก แต่พอนานวันเข้า ผมก็ชักจะเริ่มรู้สึกกับ เอ เราส่งไลน์ส่งรูปข้าวกัน และ ผลัดกันชวนคุย แต่ทั้งหมดนั้นผมไม่เคยได้โทรคุยกันเลยนะครับ ซึ่ง ผมก็เลยตัดสินใจว่า ดูงานครั้งถัดไปปลายเดือน ผมจะแลกกับเพื่อนให้ได้ไปทำงาน กับ เอ และ ผมไป แลกกะเพื่อน ถึง สอง จังหวัด ติดกันเลย โดยไม่ได้บอก เอ บอกแค่ว่า จังหวัดแรกผมไปด้วย แต่จังหวัดที่ สอง ผมไม่ได้บอกเขา แอบแลกเอง เพราะผมคิดแค่ว่า เจอกันบ่อยๆจะได้สนิทกันมากขึ้น ... ซึ่งนั้นคือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงครั้งที่1ครับ
ต่อมาแล้ว เอ ก็เผยมาว่า เพิ่งเลิกกับแฟนเก่า แฟนเก่า ยัง ตามๆกันอยู่แบบตัดไม่ขาด ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะผมถือว่า อดีต จบไปแล้วก็แล้วไป เขาบอกว่าถ้าแฟนเก่ามาขอแลกจังหวัดอย่าให้นะ เขาพยายามตัดขาดกับแฟนเก่าแล้ว และตอนนี้เขาก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่คุยแค่กับผมคนเดียว ผมก็เลยยิ่งรู้สึกดีใจ และก็คิดเข้าข้างตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งวันก่อนหน้าที่จะได้ไปทำงานกับเอ ผมไปคุยกับเพื่อนในแผนกของเอ เพราะเห็นเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่คิดอะไรเลย ถามว่า "เพื่อนเอเหรอ เอเป็นคนยังไงเหรอ" แล้ว เขาก็กรอกตาเป็นเลขแปดแล้วก็ แซวผมว่า "ทำไม จะจีบเอ เหรอ ขอให้โชคดีนะ" แล้วเพื่อนเอ ก็ เผาเอให้ผมฟังหมดเลยว่า เอเป็นคนเจ้าชู้มาก เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้าจนกระทั่งได้มีแฟนเป็นเพื่อนในแผนกเดียวกัน แต่ เอ ก็นอกใจแฟนเก่าไป กิ๊ก กับหนุ่มแผนกอื่นอีกตอนไปทำงานต่างจังหวัด แฟนเก่าเอ เลยบอกขอเลิกเอเลย เอ เองก็พยายามขอคืนดีแต่ ก็ได้แค่กิ๊กๆกัน ไม่ขาดกันซักที
พอผม ฟัง แล้วผมรู้สึกกลัวในการจะให้ใจกับ เอ เลย เพราะฟังแล้ว เอ เป็นสาวปารตี้ เที่ยวกลางคืนเป็นนิจ อยู่คอนโด แถมเป็น เพลย์เกริล ด้วยซึ่ง คนละสไตล์กับผมมากที่เป็น ผู้ชาย นิ่มๆ หวานๆ simple life อยู่โลกกลางวันเท่านั้น ผมก็เลยบอกเพื่อนเขาไปแค่ว่า ออ ป่าวๆหรอก ก็แค่ชอบๆละก็คุย line กันกับ เอ เท่านั้น แล้วเดียว วันพรุ่งนี้จะไป ต่างจังหวัดกับ เอ ก็เลยลองถามดู เท่านั้น ...(ตอนนั้นผมไม่คิดจะชอบ เอ แล้วเพราะรู้ว่า นิสัย ต่างกันเกินไป)
แต่ผมเองก็คุยกับ เอ ตลอดอาทิตย์ ผ่านไลน์จนถึงขั้น รู้สึกดีซึ่งกันและกันและผมเองก็ตัดสินใจแล้วว่าผมจะไม่สนใจอดีตเขาเลยไม่ว่าเขาจะผ่านอะไรมาก็ตาม และ ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผมเอง อาจได้เริ่มรักครั้งใหม่ก็เป็นได้
ปรากฏว่า เย็นวันก่อนที่จะได้ไปต่างจังหวัดกับเอ .... แฟนเก่า เอ โทรมาหาผม...โดยตรง(ที่ทำงานผมมีฐานข้อมูลที่สามารถดูเบอร์ และ สามารถดูว่าใครไปจังหวัดไหนกับใครได้ทุกเวลาครับ) ผมเองก็ไม่ทราบอะไรและไม่คิดอะไรก็รับสาย.... สิ่งที่แฟนเก่า เอ พูดคือ อยากจะเคลียตัวเองว่า คุยกันอยู่ใช่ไหม คบกันหรือยัง ไปถึงขั้นไหนแล้ว ผมก็บอกไปตามตรงว่า แค่คุยไลน์ เขาก็ไม่ฟัง หาว่าผมกับ เอ กิ๊กกันนานแล้ว แต่เขาบอกเขาโอเค อยากคุยก็คุยไปแต่ว่า เอ จริงๆแล้ว เจ้าชู้นะ บลาๆ (เหมือนจะพูดดีแต่สุดท้ายคือโทรมานินทาเผาแฟนเก่า) และหาว่าผมสองคนทำเรื่องเสียหายกันไปแล้ว แล้วเขาก็พูดจา ไม่ให้เกียรติ แฟนเก่าเขาเลย ออกแนวประจานด้วยซ้ำว่า กิ๊กไปทั่ว มั่วไปหมด ซึ่งผมฟังแล้วจากตอนแรกเฉยๆ เป็นเกลียดมากกับผู้ชายที่ขอใช้คำว่า หน้าfemale มากและไม่เพียงเท่านั้นยังมีการพูดข่มผมอีกว่า "เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน เอ เขายังมาขอคืนดีด้วยอยู่เลย แต่เขาแค่ เหงา เลยไปกินข้าวกัน และก็นอนกัน แต่ให้กลับไปเป็นแฟนไม่เอา ถ้าแค่ นอนกันเฉยๆก็ โอเค" ผมฟังถึงแค่ผมตัดบทวางเลย เพราะว่า ไม่ไหว แย่เกิน
แต่ปรากฏว่า แฟนเก่า เอ หลังจากโทรกับผมเสร็จ แฟนเก่า เอ โทรไปด่า เอ ว่า

คุยกะผู้ชายคนอื่น หาว่า พวกผมไปต่างจังหวัดกันต้องทำเรื่องอย่างว่ากัน
เอ ก็มาเล่าให้ผมฟัง และ มาถึงจุดๆที่ผม พลาดครั้งที่ 2 เอ ถามว่า "ผมได้เล่าเรื่องที่เราคุยกันให้ใครฟัง" ผมก็เลยรู้เลยว่า ผมพลาดแล้ว
เอ บอกว่าเขาโดนนินทา ทำให้ภาพพจน์เสียหายมากทำไม ผมต้องไปพูดว่าคุยกับ เอ ผมก็ได้แต่บอก ตีเนียนไปว่า เขาจะเอาไปเม้าส์นินทาก็ไม่แปลก แต่ เอ ก็รีบชิงออกตัวบอกไปกับทุกคนเลย รวมทั้งผมด้วยว่า คิดกับผมแค่เพื่อน ... (เพิ่งคุยได้แค่ 2 อาทิตย์ครับ ก็เข้าใจว่าเป็นใครก็ต้องบอกว่ารู้สึกแค่เพื่อน)
ผมก็เลยเนียนไปว่า อะเครไป แล้วเราสองคนก็ไปทำงานต่างจังหวัดกัน ช่วงเที่ยวกัน ผมก็ ดูแลเทคแคร์ ถ่ายรูปเล่น คุยกันสนุกสนาน เขาก็เล่าให้ฟังหมดเลยว่า จริงๆ แล้วแฟนเก่าเขาเป็นพวกชอบใส่ความคน ตอนที่เขาเลิกกันเพราะโดนหาว่าไปทำเสียหายกับคนอื่น ก็จริงๆแล้วไม่มีอะไรแค่เข้าใจกัน เพียงแต่หลักฐานมันส่อมากจริงๆ แต่ถ้าฟังจากปากเขาก็ยอมรับครับว่า มันส่อ แต่ไม่น่ามีอะไรจริงๆ แล้วเขาก็เลิกกันเพราะผู้ชายโมโหร้ายแถมเอาเปรียบเขา แต่เขาก็ยังอยากกลับไปคืนดีเพราะไม่ได้ผิดจริงตามที่แฟนเก่าเข้าใจ แต่พอมาเกิดเรื่องที่โทรมาหาผมและไปนินทาเขา เขาเลยตัดสินใจตัดแฟนเก่าเลย ...จะว่าว่าผมเป็นต้นเหตุให้ตัดขาดก็ได้ครับ... แล้วเราสองคนก็ได้มีเวลาดีๆร่วมกันที่ ต่างจังหวัด ... แต่ไม่ได้เกินเลยนะครับ แค่เที่ยวกันรู้สึกดีๆกัน แล้วพอกลับมา กทม ผมบอกจังหวัดที่ 2 เดียวผมลาป่วยให้ไม่ไปเอง เพราะกลัวว่าเขาจะถูก นินทา ว่าตามกันไป สอง จังหวัด ต้องเสียหายแน่นอน เขาบอก ไม่เป็นไรเดียวเขาลาเอง แต่ผมยืนยันขอ ลา เองครับ เพราะว่า อันนี้ผมผิดเองที่ไม่ได้บอกเขาว่าจะไป แล้วไปแลกจังหวัดกับเพื่อนตามเขาเอง
ทีนี้มาถึงจุด แตกหัก ขั้น พีคสูงสุดครับ
เพราะเนื่องจากวันที่ผมลาหยุด ทำให้มีการเรียกกำลังเสริมทดแทนในการไป ตจว ก็มีการเรียกผู้ชายไปแทน ซึ่งก็คือคนรู้จักแบบห่างๆครับ ผมเห็นดังนั้นว่าเป็นผู้ชายรู้จักบ้างเลย บอกตามภาษาผู้ชายกันไปว่าแบบเล่นๆแบบ "ฝากดูแล ด้วยนะครับพี่ พี่ไปกับคนที่ผมแอบชอบอยู่ 555 ฝากดูแลด้วยนะครับ"
และก็นั้นละครับผมรู้เลยว่า คำพูดไม่สามารถเรียกกลับได้ คืออะไร นั้นคือการพลาดครั้งที่ 3
ผมก็ยังพอนึกทันละบอกพี่เขาว่า พี่ ไม่ต้องบอกว่ารู้จักผมหรือคุยเรื่องผมกับ เอ นะครับ เขาก็ โอเค กด like ให้ในห้อง แชท
พอ เอ กลับมา กทม เท่านั้นละครับ จุดจบเลย.... เอ โมโหมาก โมโหผม เขียนมาเป็นชุดเลยว่า ทำไมต้องพูดเรื่องที่ชอบ เอ กับคนอื่นด้วย เอ เสียหายมาก เพราะเอ บอกกับคนอื่นทุกคนไปว่า "เอ กับ ผม เป็นแค่เพื่อนกัน ถ้าเขารู้ว่า ผม ชอบ เอ เอก็หมาดิ" แล้วเรื่องคราวที่แล้วยังไม่ทันไรมามีเรื่องนี้ เอ จะไม่คุยกับผมอีกต่อไปแล้วนะถ้าเป็นแบบนี้ เอ ขอร้องหยุดเอาไปบอกใครว่า เอ กับ ผมคุยกัน แล้วบอกว่าผมชอบเอ เพราะ เอ เสียหายมาก และเราเองก็ไม่เคยคุยอะไรกันมากกว่าเพื่อน จบนะ.......... วินาทีนั้นผมน้ำตาไหลออกมาเองเลยครับ ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า การที่เราจะบอกคนอื่นว่าเราชอบใครซักคนรู้สึกดีกับใครคนนึงจะทำร้ายเขาได้ขนาดนี้ และเข้าใจเลยว่า ไม่มีมิตรแท้ในที่ทำงานพอที่เราจะสามารถเอาเรื่องส่วนตัวพูดด้วยแล้วเขาจะไม่นินทากัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะรับปากแล้วก็ตามว่า จะไม่บอกใคร บทเรียนนนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมมาก และเจ็บแสนสาหัญ เรียกได้ว่า คำๆเดียวกับคนผิดคน สามารถทำลายได้ทุกสิ่งผมเข้าใจเลยครับ
ตอนนี้ เอ เข้า บล็อค เบอร์ อินสตราแกรมผม เขายังบล็อค แต่เหลือไว้แค่ไลน์ ซึ่งผมเองก็ สติแตก ได้แต่บอกขอโทษเขาไปอย่างจริงใจเท่านั้น แต่มันเป็นเหมือนทำให้เขารำคานมากกว่า ผมขอโทษไปเยอะมาก และก็ขอโอกาสให้กลับมาเป็นเพื่อนกันได้ไหม อย่าตัดขาดกันเลยได้ไหม เป็นเพื่อนกันได้ไหม (ถึงแม้ง่ายกว่าสำหรับเขามากถ้าเกิดตัดผมไปเลย เพราะจะลบเรื่องนินทาได้เลยง่ายๆ เพราะงานพวกผมถ้าไม่ตั้งใจจะไม่มีโอกาสสามารถเจอหน้ากันได้เลยโดยบังเอิญก็ไม่มีทางครับ) เขาก็แค่ read แต่ไม่ตอบ
ผมอยากจะมาแชร์ให้หลายๆท่านทราบว่า อย่าไว้ใจใครมากจนเล่าเรื่องส่วนตัวในที่ทำงาน เพราะมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราและทำลายเราได้ง่ายๆครับ
ปล. จริงๆ ผมอยากจะขอคำแนะนำด้วยครับว่า ทำไงต่อไปดีครับ หลังไมค์ก็อยากได้คำแนะนำครับ
แค่คำคำเดียวกับคนผิดคน สามารถ ทำลายได้ทุกโอกาสในการรู้จักใครซักคน
ผมขอเล่าเรื่องราวที่หลายๆคนอาจมองว่าไร้สาระ หรือ ก็เป็นธรรมดาสำหรับหลายๆท่าน แต่สำหรับผมเองมันคือปัญหาที่ผมอยากแก้ไขครับ
ผมเพิ่งโดนแฟนเก่าบอกเลิกมาได้ราวๆ 3 เดือนครับ และกำลังเริ่มคุยกับผู้หญิงคนนึงที่ทำงาน แต่ ผมทำทุกอย่างพังหมดเพราะแค่ คำคำเดียว
ผมทำงานเป็นพนักงานของบริษัทนึง ที่จะมีการเดินทางบ่อยได้เจอผู้คนมากมาย รวมไปถึง ไปต่างประเทศและต่างจังหวัดบ่อย แฟนเก่าผมเองก็ทำงานที่เดียวกัน เราสองคนคบกันมาได้ราวๆ 1 ปี แต่จีบกันอยู่ก็ราวๆ 7-8 เดือนเหมือนกัน สำหรับผมช่วงเวลานั้นเปรียบเหมือนความฝันมากครับ เพราะเธอคือแฟนคนแรกของผม โดยตลอดระยะเวลาที่อยู่ในวัยเรียนผม กินแห้ว อยู่เสมอไปครับจนมาช่วงปี สาม ปี สี่ ที่ตัดสินใจว่า รักไม่รุ่งมุ่งแต่เรียน ก็เลยไม่เคยได้มีแฟนเลยจนกระทั่งทำงานตอนปีแรกก็ ยังคงแห้วอยู่เหมือนเดิมครับ จนมามีแฟนคนแรกตอนอายุ 24 ผมกับแฟนเก่าเราอายุเท่ากันและทำงานที่เดียวกัน
ตอนคบกัน เราคบกันแบบ ความรักวัยใส หลายๆคนบอกว่าอย่างกับเด็ก ม ต้น คบกัน เพราะพวกผมมีแค่ไปรับส่งบ้าน ดูหนังกินข้าว ไม่เคยออกต่างจังหวัดหรือทำอะไรเกินเลยกันเลยแม้แต่น้อยตลอดระยะเวลาคบกัน จนสุดท้ายเขาก็ไปเจอคนอื่นที่ถูกใจมากกว่าและก็บอกเลิกกับผมไป....
ต่อมาหลัง โซซัดโซเซ มาเป็นเดือนหลังเลิกกับแฟนเก่า ผมก็ยังคงพยายามง้อเขา ขอโทษเขา ให้กลับมา ทั้งที่เขาไปคบกับมือที่สามเรียบร้อยแล้ว แต่ตลอดเวลาที่ผมง้อเขาให้กลับมาผมเองก็พยายามเปิดใจคุยกับคนอื่นไปเรื่อย แต่ไม่มีใครทำให้ผมรู้สึก move on ได้จนมาถึงวันที่ มีหญิงสาวคนนี้เข้ามาครับ เธอชื่อ เอ (นามสมมุติ) เอ กับผมเราเจอกันโดยบังเอิญและก็นั่งคุยกัน กลายเป็นว่าผมกับเอ เป็นเพื่อนร่วมงานกันในบริษัทเดียวกัน แต่อยู่คนละส่วนงานกัน แต่ก็ได้เดินทางไปไหนมาไหนพอๆกัน และพอคุยๆถาม เอ ดูเอก็บอกโสดผมเลยลองแลกไลน์ กับ เอ เอามาคุยกันเรื่องทั่วไปครับ
ตอนแรกผมเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับ เอ มา วันๆนึงคุยกันน้อยประโยคมาก แต่พอนานวันเข้า ผมก็ชักจะเริ่มรู้สึกกับ เอ เราส่งไลน์ส่งรูปข้าวกัน และ ผลัดกันชวนคุย แต่ทั้งหมดนั้นผมไม่เคยได้โทรคุยกันเลยนะครับ ซึ่ง ผมก็เลยตัดสินใจว่า ดูงานครั้งถัดไปปลายเดือน ผมจะแลกกับเพื่อนให้ได้ไปทำงาน กับ เอ และ ผมไป แลกกะเพื่อน ถึง สอง จังหวัด ติดกันเลย โดยไม่ได้บอก เอ บอกแค่ว่า จังหวัดแรกผมไปด้วย แต่จังหวัดที่ สอง ผมไม่ได้บอกเขา แอบแลกเอง เพราะผมคิดแค่ว่า เจอกันบ่อยๆจะได้สนิทกันมากขึ้น ... ซึ่งนั้นคือความผิดพลาดอันใหญ่หลวงครั้งที่1ครับ
ต่อมาแล้ว เอ ก็เผยมาว่า เพิ่งเลิกกับแฟนเก่า แฟนเก่า ยัง ตามๆกันอยู่แบบตัดไม่ขาด ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเพราะผมถือว่า อดีต จบไปแล้วก็แล้วไป เขาบอกว่าถ้าแฟนเก่ามาขอแลกจังหวัดอย่าให้นะ เขาพยายามตัดขาดกับแฟนเก่าแล้ว และตอนนี้เขาก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันที่คุยแค่กับผมคนเดียว ผมก็เลยยิ่งรู้สึกดีใจ และก็คิดเข้าข้างตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งวันก่อนหน้าที่จะได้ไปทำงานกับเอ ผมไปคุยกับเพื่อนในแผนกของเอ เพราะเห็นเป็นเพื่อนร่วมงานกันไม่คิดอะไรเลย ถามว่า "เพื่อนเอเหรอ เอเป็นคนยังไงเหรอ" แล้ว เขาก็กรอกตาเป็นเลขแปดแล้วก็ แซวผมว่า "ทำไม จะจีบเอ เหรอ ขอให้โชคดีนะ" แล้วเพื่อนเอ ก็ เผาเอให้ผมฟังหมดเลยว่า เอเป็นคนเจ้าชู้มาก เปลี่ยนผู้ชายไม่ซ้ำหน้าจนกระทั่งได้มีแฟนเป็นเพื่อนในแผนกเดียวกัน แต่ เอ ก็นอกใจแฟนเก่าไป กิ๊ก กับหนุ่มแผนกอื่นอีกตอนไปทำงานต่างจังหวัด แฟนเก่าเอ เลยบอกขอเลิกเอเลย เอ เองก็พยายามขอคืนดีแต่ ก็ได้แค่กิ๊กๆกัน ไม่ขาดกันซักที
พอผม ฟัง แล้วผมรู้สึกกลัวในการจะให้ใจกับ เอ เลย เพราะฟังแล้ว เอ เป็นสาวปารตี้ เที่ยวกลางคืนเป็นนิจ อยู่คอนโด แถมเป็น เพลย์เกริล ด้วยซึ่ง คนละสไตล์กับผมมากที่เป็น ผู้ชาย นิ่มๆ หวานๆ simple life อยู่โลกกลางวันเท่านั้น ผมก็เลยบอกเพื่อนเขาไปแค่ว่า ออ ป่าวๆหรอก ก็แค่ชอบๆละก็คุย line กันกับ เอ เท่านั้น แล้วเดียว วันพรุ่งนี้จะไป ต่างจังหวัดกับ เอ ก็เลยลองถามดู เท่านั้น ...(ตอนนั้นผมไม่คิดจะชอบ เอ แล้วเพราะรู้ว่า นิสัย ต่างกันเกินไป)
แต่ผมเองก็คุยกับ เอ ตลอดอาทิตย์ ผ่านไลน์จนถึงขั้น รู้สึกดีซึ่งกันและกันและผมเองก็ตัดสินใจแล้วว่าผมจะไม่สนใจอดีตเขาเลยไม่ว่าเขาจะผ่านอะไรมาก็ตาม และ ผมเชื่อว่า ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผมเอง อาจได้เริ่มรักครั้งใหม่ก็เป็นได้
ปรากฏว่า เย็นวันก่อนที่จะได้ไปต่างจังหวัดกับเอ .... แฟนเก่า เอ โทรมาหาผม...โดยตรง(ที่ทำงานผมมีฐานข้อมูลที่สามารถดูเบอร์ และ สามารถดูว่าใครไปจังหวัดไหนกับใครได้ทุกเวลาครับ) ผมเองก็ไม่ทราบอะไรและไม่คิดอะไรก็รับสาย.... สิ่งที่แฟนเก่า เอ พูดคือ อยากจะเคลียตัวเองว่า คุยกันอยู่ใช่ไหม คบกันหรือยัง ไปถึงขั้นไหนแล้ว ผมก็บอกไปตามตรงว่า แค่คุยไลน์ เขาก็ไม่ฟัง หาว่าผมกับ เอ กิ๊กกันนานแล้ว แต่เขาบอกเขาโอเค อยากคุยก็คุยไปแต่ว่า เอ จริงๆแล้ว เจ้าชู้นะ บลาๆ (เหมือนจะพูดดีแต่สุดท้ายคือโทรมานินทาเผาแฟนเก่า) และหาว่าผมสองคนทำเรื่องเสียหายกันไปแล้ว แล้วเขาก็พูดจา ไม่ให้เกียรติ แฟนเก่าเขาเลย ออกแนวประจานด้วยซ้ำว่า กิ๊กไปทั่ว มั่วไปหมด ซึ่งผมฟังแล้วจากตอนแรกเฉยๆ เป็นเกลียดมากกับผู้ชายที่ขอใช้คำว่า หน้าfemale มากและไม่เพียงเท่านั้นยังมีการพูดข่มผมอีกว่า "เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน เอ เขายังมาขอคืนดีด้วยอยู่เลย แต่เขาแค่ เหงา เลยไปกินข้าวกัน และก็นอนกัน แต่ให้กลับไปเป็นแฟนไม่เอา ถ้าแค่ นอนกันเฉยๆก็ โอเค" ผมฟังถึงแค่ผมตัดบทวางเลย เพราะว่า ไม่ไหว แย่เกิน
แต่ปรากฏว่า แฟนเก่า เอ หลังจากโทรกับผมเสร็จ แฟนเก่า เอ โทรไปด่า เอ ว่า
เอ ก็มาเล่าให้ผมฟัง และ มาถึงจุดๆที่ผม พลาดครั้งที่ 2 เอ ถามว่า "ผมได้เล่าเรื่องที่เราคุยกันให้ใครฟัง" ผมก็เลยรู้เลยว่า ผมพลาดแล้ว
เอ บอกว่าเขาโดนนินทา ทำให้ภาพพจน์เสียหายมากทำไม ผมต้องไปพูดว่าคุยกับ เอ ผมก็ได้แต่บอก ตีเนียนไปว่า เขาจะเอาไปเม้าส์นินทาก็ไม่แปลก แต่ เอ ก็รีบชิงออกตัวบอกไปกับทุกคนเลย รวมทั้งผมด้วยว่า คิดกับผมแค่เพื่อน ... (เพิ่งคุยได้แค่ 2 อาทิตย์ครับ ก็เข้าใจว่าเป็นใครก็ต้องบอกว่ารู้สึกแค่เพื่อน)
ผมก็เลยเนียนไปว่า อะเครไป แล้วเราสองคนก็ไปทำงานต่างจังหวัดกัน ช่วงเที่ยวกัน ผมก็ ดูแลเทคแคร์ ถ่ายรูปเล่น คุยกันสนุกสนาน เขาก็เล่าให้ฟังหมดเลยว่า จริงๆ แล้วแฟนเก่าเขาเป็นพวกชอบใส่ความคน ตอนที่เขาเลิกกันเพราะโดนหาว่าไปทำเสียหายกับคนอื่น ก็จริงๆแล้วไม่มีอะไรแค่เข้าใจกัน เพียงแต่หลักฐานมันส่อมากจริงๆ แต่ถ้าฟังจากปากเขาก็ยอมรับครับว่า มันส่อ แต่ไม่น่ามีอะไรจริงๆ แล้วเขาก็เลิกกันเพราะผู้ชายโมโหร้ายแถมเอาเปรียบเขา แต่เขาก็ยังอยากกลับไปคืนดีเพราะไม่ได้ผิดจริงตามที่แฟนเก่าเข้าใจ แต่พอมาเกิดเรื่องที่โทรมาหาผมและไปนินทาเขา เขาเลยตัดสินใจตัดแฟนเก่าเลย ...จะว่าว่าผมเป็นต้นเหตุให้ตัดขาดก็ได้ครับ... แล้วเราสองคนก็ได้มีเวลาดีๆร่วมกันที่ ต่างจังหวัด ... แต่ไม่ได้เกินเลยนะครับ แค่เที่ยวกันรู้สึกดีๆกัน แล้วพอกลับมา กทม ผมบอกจังหวัดที่ 2 เดียวผมลาป่วยให้ไม่ไปเอง เพราะกลัวว่าเขาจะถูก นินทา ว่าตามกันไป สอง จังหวัด ต้องเสียหายแน่นอน เขาบอก ไม่เป็นไรเดียวเขาลาเอง แต่ผมยืนยันขอ ลา เองครับ เพราะว่า อันนี้ผมผิดเองที่ไม่ได้บอกเขาว่าจะไป แล้วไปแลกจังหวัดกับเพื่อนตามเขาเอง
ทีนี้มาถึงจุด แตกหัก ขั้น พีคสูงสุดครับ
เพราะเนื่องจากวันที่ผมลาหยุด ทำให้มีการเรียกกำลังเสริมทดแทนในการไป ตจว ก็มีการเรียกผู้ชายไปแทน ซึ่งก็คือคนรู้จักแบบห่างๆครับ ผมเห็นดังนั้นว่าเป็นผู้ชายรู้จักบ้างเลย บอกตามภาษาผู้ชายกันไปว่าแบบเล่นๆแบบ "ฝากดูแล ด้วยนะครับพี่ พี่ไปกับคนที่ผมแอบชอบอยู่ 555 ฝากดูแลด้วยนะครับ"
และก็นั้นละครับผมรู้เลยว่า คำพูดไม่สามารถเรียกกลับได้ คืออะไร นั้นคือการพลาดครั้งที่ 3
ผมก็ยังพอนึกทันละบอกพี่เขาว่า พี่ ไม่ต้องบอกว่ารู้จักผมหรือคุยเรื่องผมกับ เอ นะครับ เขาก็ โอเค กด like ให้ในห้อง แชท
พอ เอ กลับมา กทม เท่านั้นละครับ จุดจบเลย.... เอ โมโหมาก โมโหผม เขียนมาเป็นชุดเลยว่า ทำไมต้องพูดเรื่องที่ชอบ เอ กับคนอื่นด้วย เอ เสียหายมาก เพราะเอ บอกกับคนอื่นทุกคนไปว่า "เอ กับ ผม เป็นแค่เพื่อนกัน ถ้าเขารู้ว่า ผม ชอบ เอ เอก็หมาดิ" แล้วเรื่องคราวที่แล้วยังไม่ทันไรมามีเรื่องนี้ เอ จะไม่คุยกับผมอีกต่อไปแล้วนะถ้าเป็นแบบนี้ เอ ขอร้องหยุดเอาไปบอกใครว่า เอ กับ ผมคุยกัน แล้วบอกว่าผมชอบเอ เพราะ เอ เสียหายมาก และเราเองก็ไม่เคยคุยอะไรกันมากกว่าเพื่อน จบนะ.......... วินาทีนั้นผมน้ำตาไหลออกมาเองเลยครับ ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า การที่เราจะบอกคนอื่นว่าเราชอบใครซักคนรู้สึกดีกับใครคนนึงจะทำร้ายเขาได้ขนาดนี้ และเข้าใจเลยว่า ไม่มีมิตรแท้ในที่ทำงานพอที่เราจะสามารถเอาเรื่องส่วนตัวพูดด้วยแล้วเขาจะไม่นินทากัน แม้ว่าอีกฝ่ายจะรับปากแล้วก็ตามว่า จะไม่บอกใคร บทเรียนนนี้เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผมมาก และเจ็บแสนสาหัญ เรียกได้ว่า คำๆเดียวกับคนผิดคน สามารถทำลายได้ทุกสิ่งผมเข้าใจเลยครับ
ตอนนี้ เอ เข้า บล็อค เบอร์ อินสตราแกรมผม เขายังบล็อค แต่เหลือไว้แค่ไลน์ ซึ่งผมเองก็ สติแตก ได้แต่บอกขอโทษเขาไปอย่างจริงใจเท่านั้น แต่มันเป็นเหมือนทำให้เขารำคานมากกว่า ผมขอโทษไปเยอะมาก และก็ขอโอกาสให้กลับมาเป็นเพื่อนกันได้ไหม อย่าตัดขาดกันเลยได้ไหม เป็นเพื่อนกันได้ไหม (ถึงแม้ง่ายกว่าสำหรับเขามากถ้าเกิดตัดผมไปเลย เพราะจะลบเรื่องนินทาได้เลยง่ายๆ เพราะงานพวกผมถ้าไม่ตั้งใจจะไม่มีโอกาสสามารถเจอหน้ากันได้เลยโดยบังเอิญก็ไม่มีทางครับ) เขาก็แค่ read แต่ไม่ตอบ
ผมอยากจะมาแชร์ให้หลายๆท่านทราบว่า อย่าไว้ใจใครมากจนเล่าเรื่องส่วนตัวในที่ทำงาน เพราะมันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราและทำลายเราได้ง่ายๆครับ
ปล. จริงๆ ผมอยากจะขอคำแนะนำด้วยครับว่า ทำไงต่อไปดีครับ หลังไมค์ก็อยากได้คำแนะนำครับ