คนทําละคร ยุคดิจิทัล #แคร์คนดูหนักมาก
updated: 26 พ.ค. 2558 เวลา 11:50:46 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
รุ่งนภา พิมมะศรี - เรื่อง
เมื่อก่อนเวลาพูดถึงละครทีวี ก็จะพูดกันอยู่ 3 ช่อง คือ ช่อง 3 ช่อง 7 และช่อง 5 ประมาณว่าช่องไหนทำอะไรออกมาก็มีคนดู เพราะมีแข่งกันอยู่แค่นี้ แต่พอเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัล เกินกว่าครึ่งของช่องที่เกิดใหม่ ๆ ก็มีการทำละคร จนละครแทบจะล้นจอ เพราะละครเป็นคอนเทนต์ที่มีโฆษณาล้นทะลักกว่ารายการอื่น ๆ
ในฝั่งผู้ทำละครเมื่อมีคู่แข่งมากขึ้น ช่องเก่าจะปรับตัวกันอย่างไร เพื่อดึงให้คนดูอยู่ไปนาน ๆ ในขณะที่ช่องใหม่งัดสารพัดกลยุทธ์มาแย่งชิงคนดู ยิ่งไปกว่าการทำบทละครให้โดนใจ การทำละครในยุคดิจิทัลที่ความคมชัดระดับ HD เห็นถึงรูขุมขน ละครต้นทุนต่ำอาจจะต้องคิดหนัก เพราะถ้าโปรดักชั่นไม่ดี หรือพลาดขึ้นมามีหวังโดนนักสืบโซเชียลยกละครขึ้นเขียงได้ตลอดเวลา
งานนี้มาดูกันว่าผู้กำกับ-ผู้จัดละคร/ผู้บริหารช่องเขาว่ายังไงกันบ้าง
"สยาม สังวริบุตร" ผู้บริหาร บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด ผู้จัดละครที่ทำละครป้อนช่อง 7 มานานกว่า 30 ปี บอกว่า พฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนไป สมัยก่อนคนดูเปิดแช่ แต่ตอนนี้ไม่ถูกใจก็กดหนีเลย เพราะฉะนั้น การทำละครของดาราวิดีโอก็ต้องปรับไปเหมือนกัน
"จะพยายามทำในลักษณะเหมือนภาพยนตร์ ใน 2 ชั่วโมงกว่า มีเริ่มต้น มีกลาง มีไคลแมกซ์ จบในหนึ่งตอนละคร จึงจะดึงผู้ชมให้อยู่กับเราได้ตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่องบทประพันธ์ละครไทยไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมาก เราทำเนื้อเรื่องอย่างฝรั่งไม่ได้ เพราะมีหลายกลุ่มหลายพวกที่เราทำไปแตะเขาไม่ได้ เขาจะไม่พอใจได้
ก็ต้องทำอย่างที่เห็น เรื่องผี เรื่องครอบครัว น้ำเน่าอะไรไป
ส่วนในแง่เทคนิคก็มีปรับทั้งการแต่งหน้าทำผม ฉาก ต้องระวังต้องทำให้เนี้ยบกว่าเดิมเยอะ โปรดักชั่นต้องดีจริง ๆ เพราะคนดูสมัยนี้ดูละเอียดมาก โดยเฉพาะในพันทิป บางจุดเรายังนึกไม่ออกเลย แต่เขาดูวิเคราะห์กันละเอียดแบบเอากล้องขยายส่อง
สำหรับการจะเลือกว่าจะทำละครเรื่องไหนในแต่ละช่วงเวลาสยามบอกว่า "เท่าที่คุยกับหลายค่ายคือมีเรื่องในใจที่อยากทำ หรือเป็นทางที่ถนัด ส่วนดาราวิดีโอจะพยายามดูว่าใครทำแนวไหนออกมาเยอะ ก็จะพยายามไม่ไปทางเดียวกัน เดี๋ยวคนดูเบื่อ"
ถึงแม้ว่าในยุคก่อน ดาราวิดีโอเป็นค่ายละครที่มีแนวทางชัดเจน มีคนดูติดตามเหนียวแน่น แต่วันนี้เจ้าตัวยอมรับว่าไม่ใช่แล้ว "คนดูสมัยนี้ไม่มีลอยัลตี้ขนาดนั้น อะไรอร่อยเขาก็กินอันนั้น ถ้าไม่สนุก เขาพร้อมจะเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นทันที ฉะนั้นคนที่ทำละครแล้วเรตติ้งดี คือละครถูกใจจริง ๆ หมายความว่าตรงกับรสนิยมคน ณ เวลานั้น แต่เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน การเลือกดูละครมันเป็นเรื่องที่แล้วแต่อารมณ์คน"
"กฤษณ์ ศุกระมงคล" ผู้จัด/ผู้กำกับค่ายเมคเกอร์ เค จากช่อง 3 บอกว่า โดยส่วนตัวเขาไม่ได้ปรับอะไร เพราะผู้กำกับแต่ละคนมีทางของตัวเอง แต่เมื่อการแข่งขันสูงก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนางาน
"มันเหมือนเลือกซื้อของ จากเดิมที่มีตัวเลือกน้อย ตอนนี้มีตัวเลือกมากขึ้น คนทำงานก็ต้องพัฒนา ผมไม่ได้ห่วงว่าจะมีเยอะขึ้น เพราะมันเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้ดูงานของคนอื่นแล้ววิเคราะห์ว่าทำไมละครเรื่องนี้ฮิต แล้วนำมาพัฒนางานตัวเอง เราต้องทำของเราให้มันดี เราไม่ต้องกลัวถ้าเรามีของดีขาย ในอนาคตคนที่เป็นตัวจริงจะอยู่ได้ คนที่ตั้งใจและรักตรงนี้จริง ๆ จะอยู่ได้"
นอกจากนั้น กฤษณ์ได้สะท้อนปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นว่า "ปัญหาในยุคนี้คือเมื่อมีการทำละครเยอะขึ้น ทำให้ขาดโลเกชั่น ขาดคนทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะโลเกชั่นที่มีหลายเรื่องไปใช้โลเกชั่นเดียวกัน ก็ต้องรอคิวนานขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนทีมงานที่ขาดมากคือคนเขียนบท และฝ่ายอาร์ต คนทำอุปกรณ์ประกอบฉาก ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา"
"ปรีดาภรณ์ บัวตูม" ผู้กำกับจากค่ายโพลีพลัส บอกว่า "ทิศทางละครในยุคทีวีดิจิทัลของโพลีพลัส คือปรับเข้าหาคนดูในยุคปัจจุบัน ปรับบทไม่ให้เยิ่นเย้อ เมื่อก่อนจะมีฉากนึกถึง คิดถึง ก็ต้องปรับเปลี่ยนความคิดถึงมาเป็นการกระทำ จะไม่ค่อยมีนั่งเพ้อละเมอ คือเล่าเรื่องให้เร็วขึ้น"
การเลือกบทประพันธ์มาทำละครก็หลากหลาย และเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ตรงประเด็นมากขึ้น เป็นเรื่องจริงที่คนเห็นจริงในชีวิตประจำวัน คนจะเข้าถึงมากกว่า ถ้าเป็นเรื่องที่มาจากนิยายก็จะมาปรับไปให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน และปรับให้เข้ากับนักแสดง ไม่ดึงนักแสดงไปจนถึงสูงสุดของบท ให้เจอกันคนละครึ่งทาง เอาคนที่ดูจะใช่ตัวละครนี้มาเล่น ดีกว่าเอาใครที่ไม่ใช่แล้วมาฝืนให้เป็นจนได้
ส่วนในแง่โปรดักชั่น ในยุคนี้สามารถใช้อุปกรณ์ ใช้เทคโนโลยีได้หลากหลายขึ้น มีการเลือกกล้องประเภทอื่น ๆ เข้ามาใช้ได้มากกว่าเมื่อก่อน เพื่อให้ได้ภาพอย่างที่อยากได้ ทำให้ใช้ภาษาภาพเล่าเรื่องได้มากกว่าเมื่อก่อน"
"องอาจ สิงห์ลำพอง" กรรมการผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 บอกว่า ช่อง 8 เน้นการบาลานซ์เนื้อหาละคร ทำให้ละครเป็นคอนเทนต์สำหรับคนทั่วไปดูได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งคนเมืองและคนต่างจังหวัด เปลี่ยนจากตอนเริ่มแรกที่เป็นละครทางเลือก ถูกจดจำในภาพละครตบจูบแรง ๆ
"การแข่งขันระดับนี้ละครทางเลือกไม่ใช่ทางที่ดีอีกต่อไป จึงต้องปรับให้อยู่ในกระแสหลัก เพื่อจะทำให้คนดูจำนวนมากเข้ามาดู ต้องดึงสายตาคนที่ดูช่องอื่นให้มาลองดูช่องเรา ตอนนี้มีหลากหลาย ตลก คอเมดี้ ผี ดราม่า มีละครทุกประเภท พยายามทำให้ช่อง 8 ไม่มีแคแร็กเตอร์แบบเดิมแล้ว
สำหรับการบาลานซ์เนื้อหาที่ตั้งเป้าไว้ ต้องบาลานซ์ทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องนี้เมือง เรื่องนี้ต่างจังหวัด ซึ่งพอใช้กลยุทธ์แบบนี้ บางเรื่องต้องยกทิ้ง ไม่ใช่ว่าจะเอาเรื่องมาดัดให้อยู่ตรงกลางได้ บางเรื่องสามารถทำให้คนสองกลุ่มดู บางเรื่องก็ไม่ ถ้าเรื่องไหนทำไม่ได้มันจะต้องตัดไป ถ้าพยายามจะบิดทำแบบอิหลักอิเหลื่อมันจะไม่ได้อะไรเลย"
ถามถึงการปั้นคู่จิ้นที่เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการทำละครยุคนี้บอสช่อง 8 บอกว่า "เราไม่มีนโยบายอย่างนั้น บางกลยุทธ์เหมาะกับแค่บางที่ มันใช้กับบางที่ไม่ได้ แต่ถ้ามันจะเกิด มันจะเกิดด้วยธรรมชาติของมัน ถ้าแฟนคลับมีมากพอ และมีความเหมาะสมระหว่างคู่พระ-นาง"
ถึงจะปรับจะเขี้ยวกันแค่ไหนก็ตาม แต่การทำละครก็คงเหมือนการทำอาหาร รสมือใครก็รสมือมัน สุดท้ายก็อยู่ที่คนดูว่าใครชอบรสไหนก็เลือกกินร้านนั้น
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1432611996
"สยาม สังวริบุตร" เผยทำละครต้องระวัง พวกวิจารณ์ ใน PANTIP.COM ด้วย
updated: 26 พ.ค. 2558 เวลา 11:50:46 น.
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
รุ่งนภา พิมมะศรี - เรื่อง
เมื่อก่อนเวลาพูดถึงละครทีวี ก็จะพูดกันอยู่ 3 ช่อง คือ ช่อง 3 ช่อง 7 และช่อง 5 ประมาณว่าช่องไหนทำอะไรออกมาก็มีคนดู เพราะมีแข่งกันอยู่แค่นี้ แต่พอเข้าสู่ยุคทีวีดิจิทัล เกินกว่าครึ่งของช่องที่เกิดใหม่ ๆ ก็มีการทำละคร จนละครแทบจะล้นจอ เพราะละครเป็นคอนเทนต์ที่มีโฆษณาล้นทะลักกว่ารายการอื่น ๆ
ในฝั่งผู้ทำละครเมื่อมีคู่แข่งมากขึ้น ช่องเก่าจะปรับตัวกันอย่างไร เพื่อดึงให้คนดูอยู่ไปนาน ๆ ในขณะที่ช่องใหม่งัดสารพัดกลยุทธ์มาแย่งชิงคนดู ยิ่งไปกว่าการทำบทละครให้โดนใจ การทำละครในยุคดิจิทัลที่ความคมชัดระดับ HD เห็นถึงรูขุมขน ละครต้นทุนต่ำอาจจะต้องคิดหนัก เพราะถ้าโปรดักชั่นไม่ดี หรือพลาดขึ้นมามีหวังโดนนักสืบโซเชียลยกละครขึ้นเขียงได้ตลอดเวลา
งานนี้มาดูกันว่าผู้กำกับ-ผู้จัดละคร/ผู้บริหารช่องเขาว่ายังไงกันบ้าง
"สยาม สังวริบุตร" ผู้บริหาร บริษัท ดาราวิดีโอ จำกัด ผู้จัดละครที่ทำละครป้อนช่อง 7 มานานกว่า 30 ปี บอกว่า พฤติกรรมของคนดูเปลี่ยนไป สมัยก่อนคนดูเปิดแช่ แต่ตอนนี้ไม่ถูกใจก็กดหนีเลย เพราะฉะนั้น การทำละครของดาราวิดีโอก็ต้องปรับไปเหมือนกัน
"จะพยายามทำในลักษณะเหมือนภาพยนตร์ ใน 2 ชั่วโมงกว่า มีเริ่มต้น มีกลาง มีไคลแมกซ์ จบในหนึ่งตอนละคร จึงจะดึงผู้ชมให้อยู่กับเราได้ตลอดทั้งเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่องบทประพันธ์ละครไทยไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมาก เราทำเนื้อเรื่องอย่างฝรั่งไม่ได้ เพราะมีหลายกลุ่มหลายพวกที่เราทำไปแตะเขาไม่ได้ เขาจะไม่พอใจได้
ก็ต้องทำอย่างที่เห็น เรื่องผี เรื่องครอบครัว น้ำเน่าอะไรไป
ส่วนในแง่เทคนิคก็มีปรับทั้งการแต่งหน้าทำผม ฉาก ต้องระวังต้องทำให้เนี้ยบกว่าเดิมเยอะ โปรดักชั่นต้องดีจริง ๆ เพราะคนดูสมัยนี้ดูละเอียดมาก โดยเฉพาะในพันทิป บางจุดเรายังนึกไม่ออกเลย แต่เขาดูวิเคราะห์กันละเอียดแบบเอากล้องขยายส่อง
สำหรับการจะเลือกว่าจะทำละครเรื่องไหนในแต่ละช่วงเวลาสยามบอกว่า "เท่าที่คุยกับหลายค่ายคือมีเรื่องในใจที่อยากทำ หรือเป็นทางที่ถนัด ส่วนดาราวิดีโอจะพยายามดูว่าใครทำแนวไหนออกมาเยอะ ก็จะพยายามไม่ไปทางเดียวกัน เดี๋ยวคนดูเบื่อ"
ถึงแม้ว่าในยุคก่อน ดาราวิดีโอเป็นค่ายละครที่มีแนวทางชัดเจน มีคนดูติดตามเหนียวแน่น แต่วันนี้เจ้าตัวยอมรับว่าไม่ใช่แล้ว "คนดูสมัยนี้ไม่มีลอยัลตี้ขนาดนั้น อะไรอร่อยเขาก็กินอันนั้น ถ้าไม่สนุก เขาพร้อมจะเปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นทันที ฉะนั้นคนที่ทำละครแล้วเรตติ้งดี คือละครถูกใจจริง ๆ หมายความว่าตรงกับรสนิยมคน ณ เวลานั้น แต่เวลาเปลี่ยนคนก็เปลี่ยน การเลือกดูละครมันเป็นเรื่องที่แล้วแต่อารมณ์คน"
"กฤษณ์ ศุกระมงคล" ผู้จัด/ผู้กำกับค่ายเมคเกอร์ เค จากช่อง 3 บอกว่า โดยส่วนตัวเขาไม่ได้ปรับอะไร เพราะผู้กำกับแต่ละคนมีทางของตัวเอง แต่เมื่อการแข่งขันสูงก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้พัฒนางาน
"มันเหมือนเลือกซื้อของ จากเดิมที่มีตัวเลือกน้อย ตอนนี้มีตัวเลือกมากขึ้น คนทำงานก็ต้องพัฒนา ผมไม่ได้ห่วงว่าจะมีเยอะขึ้น เพราะมันเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็นโลกกว้างขึ้น ได้ดูงานของคนอื่นแล้ววิเคราะห์ว่าทำไมละครเรื่องนี้ฮิต แล้วนำมาพัฒนางานตัวเอง เราต้องทำของเราให้มันดี เราไม่ต้องกลัวถ้าเรามีของดีขาย ในอนาคตคนที่เป็นตัวจริงจะอยู่ได้ คนที่ตั้งใจและรักตรงนี้จริง ๆ จะอยู่ได้"
นอกจากนั้น กฤษณ์ได้สะท้อนปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นว่า "ปัญหาในยุคนี้คือเมื่อมีการทำละครเยอะขึ้น ทำให้ขาดโลเกชั่น ขาดคนทำงานเบื้องหลัง โดยเฉพาะโลเกชั่นที่มีหลายเรื่องไปใช้โลเกชั่นเดียวกัน ก็ต้องรอคิวนานขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนทีมงานที่ขาดมากคือคนเขียนบท และฝ่ายอาร์ต คนทำอุปกรณ์ประกอบฉาก ไม่มีรุ่นใหม่เข้ามา"
"ปรีดาภรณ์ บัวตูม" ผู้กำกับจากค่ายโพลีพลัส บอกว่า "ทิศทางละครในยุคทีวีดิจิทัลของโพลีพลัส คือปรับเข้าหาคนดูในยุคปัจจุบัน ปรับบทไม่ให้เยิ่นเย้อ เมื่อก่อนจะมีฉากนึกถึง คิดถึง ก็ต้องปรับเปลี่ยนความคิดถึงมาเป็นการกระทำ จะไม่ค่อยมีนั่งเพ้อละเมอ คือเล่าเรื่องให้เร็วขึ้น"
การเลือกบทประพันธ์มาทำละครก็หลากหลาย และเปลี่ยนเป็นเรื่องที่ตรงประเด็นมากขึ้น เป็นเรื่องจริงที่คนเห็นจริงในชีวิตประจำวัน คนจะเข้าถึงมากกว่า ถ้าเป็นเรื่องที่มาจากนิยายก็จะมาปรับไปให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน และปรับให้เข้ากับนักแสดง ไม่ดึงนักแสดงไปจนถึงสูงสุดของบท ให้เจอกันคนละครึ่งทาง เอาคนที่ดูจะใช่ตัวละครนี้มาเล่น ดีกว่าเอาใครที่ไม่ใช่แล้วมาฝืนให้เป็นจนได้
ส่วนในแง่โปรดักชั่น ในยุคนี้สามารถใช้อุปกรณ์ ใช้เทคโนโลยีได้หลากหลายขึ้น มีการเลือกกล้องประเภทอื่น ๆ เข้ามาใช้ได้มากกว่าเมื่อก่อน เพื่อให้ได้ภาพอย่างที่อยากได้ ทำให้ใช้ภาษาภาพเล่าเรื่องได้มากกว่าเมื่อก่อน"
"องอาจ สิงห์ลำพอง" กรรมการผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 บอกว่า ช่อง 8 เน้นการบาลานซ์เนื้อหาละคร ทำให้ละครเป็นคอนเทนต์สำหรับคนทั่วไปดูได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งคนเมืองและคนต่างจังหวัด เปลี่ยนจากตอนเริ่มแรกที่เป็นละครทางเลือก ถูกจดจำในภาพละครตบจูบแรง ๆ
"การแข่งขันระดับนี้ละครทางเลือกไม่ใช่ทางที่ดีอีกต่อไป จึงต้องปรับให้อยู่ในกระแสหลัก เพื่อจะทำให้คนดูจำนวนมากเข้ามาดู ต้องดึงสายตาคนที่ดูช่องอื่นให้มาลองดูช่องเรา ตอนนี้มีหลากหลาย ตลก คอเมดี้ ผี ดราม่า มีละครทุกประเภท พยายามทำให้ช่อง 8 ไม่มีแคแร็กเตอร์แบบเดิมแล้ว
สำหรับการบาลานซ์เนื้อหาที่ตั้งเป้าไว้ ต้องบาลานซ์ทุกเรื่อง ไม่ใช่เรื่องนี้เมือง เรื่องนี้ต่างจังหวัด ซึ่งพอใช้กลยุทธ์แบบนี้ บางเรื่องต้องยกทิ้ง ไม่ใช่ว่าจะเอาเรื่องมาดัดให้อยู่ตรงกลางได้ บางเรื่องสามารถทำให้คนสองกลุ่มดู บางเรื่องก็ไม่ ถ้าเรื่องไหนทำไม่ได้มันจะต้องตัดไป ถ้าพยายามจะบิดทำแบบอิหลักอิเหลื่อมันจะไม่ได้อะไรเลย"
ถามถึงการปั้นคู่จิ้นที่เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการทำละครยุคนี้บอสช่อง 8 บอกว่า "เราไม่มีนโยบายอย่างนั้น บางกลยุทธ์เหมาะกับแค่บางที่ มันใช้กับบางที่ไม่ได้ แต่ถ้ามันจะเกิด มันจะเกิดด้วยธรรมชาติของมัน ถ้าแฟนคลับมีมากพอ และมีความเหมาะสมระหว่างคู่พระ-นาง"
ถึงจะปรับจะเขี้ยวกันแค่ไหนก็ตาม แต่การทำละครก็คงเหมือนการทำอาหาร รสมือใครก็รสมือมัน สุดท้ายก็อยู่ที่คนดูว่าใครชอบรสไหนก็เลือกกินร้านนั้น
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1432611996