คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม โดย เกษียร เตชะพีระ
เนื่องจากมีผู้สันทัดกรณีทั้งนักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์
ได้วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ "มหาปราชญ์" ของบวรศักดิ์และคณะ
อย่างลึกซึ้งรอบด้านไปหลายท่านแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (
http://prachatai.org/journal/2015/04/59035),
อาจารย์อรุณี สัณฐิติวณิชย์ และ อาจารย์ณรุจน์ วศินปิยมงคล แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (
http://prachatai.org/journal/2015/04/59036) และ
อาจารย์วีรพงษ์ รามางกูร (
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430393277) เป็นต้น
ผมจึงอยากเปลี่ยนมุมปรับเลนส์ไปมองการพยายามร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในบริบทที่กว้างขึ้น
ของกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย(TransitiontoNon-Democracy) บ้าง
โดยล้อกับการเสวนาเรื่อง "ประชาธิปไตยในยุคเปลี่ยนผ่าน ยุคเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย"
ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้
(
http://www.prachatai.com/journal/2015/04/59024)
ผมใคร่เสนอว่าเราอาจคิดถึงการต่อสู้ขัดแย้งเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ในรอบ10ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2549-2558) ซึ่งรวมเอารัฐประหาร 2 ครั้ง
(19 กันยายน พ.ศ.2549 ของ คปค. และ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ของ คสช.) และการเคลื่อนไหวมวลชนขนานใหญ่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย,
องค์การพิทักษ์สยาม และ กปปส. ว่าเป็นความพยายามผลักดันให้การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านจาก "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ไปสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย
จะเห็นได้ว่าในระยะดังกล่าว มีผู้เสนอสูตรเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตยไว้หลากหลายสูตรด้วยกัน อาทิ :
1) สูตร "สภาแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30" ของ สนธิ ลิ้มทองกุล@พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย :-
"นายสนธิ ยังเสนอแนวคิดการมีส่วนร่วม โดยเสนอให้แบ่งสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 3 ส่วน
โดยสองส่วนมาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งข้าราชการที่เกษียณแล้วหรือจาก
บุคคลสำคัญ ส่วนที่สองมาจากตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนกรรมกรหรือตัวแทนจากสหภาพ
รัฐวิสาหกิจแรงงานทุกภาคส่วน
"สุดท้ายคือนักการเมืองจะมีผู้แทนราษฎรได้เพียงคนเดียวต่อหนึ่งจังหวัดเชื่อว่าระบบนี้จะทำให้
สภาผู้แทนราษฎรเกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจการต่อรองกระจายลงสู่ทุกภาคส่วน ไม่เปิดช่อง
ให้พรรคการเมืองและนักการเมืองเข้ามาแสวงหากำไร หลังลงทุนไปอย่างมากในการเลือกตั้ง"
("สนธิประกาศขจัดวงจรอุบาทว์-เปิดทางภาค ปชช. เข้ามามีส่วนร่วม", ผู้จัดการออนไลน์,
26 พฤษภาคม 2551,
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000060872 )
2) สูตร "สภาแต่งตั้ง 100 เลือกตั้ง 0" ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ@กปปส. :-
"ถามว่าแล้วสภาของประชาชนมาจากไหน ตนจะเรียนว่ามา 2 ทาง ทางหนึ่งให้พี่น้องประชาชน
ในสาขาอาชีพต่างๆ องค์กรต่างๆ เลือกตั้งกันเอง ส่งตัวแทนของตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิก
สภาประชาชน ซึ่งในชั้นนี้คิดไว้ว่ามีจำนวน 300 คน ถ้าไม่พอเพิ่มได้ เราดูกันถึงเวลานั้น นี่ประชาชน
สาขาอาชีพต่างๆ คัดเลือกกันมาเอง เกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย แพทย์ วิศวะ และสมาคมทั้งหลายเลือกมา
"นายสุเทพ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งให้มีคณะกรรมการสรรหาโดยเอาคนที่ยังตกหล่นอยู่เห็นว่า
เป็นคนดี มีความรู้มีคุณวุฒิมีใจที่อยากทำงานให้ชาติ แต่ว่าไม่ได้รับการคัดเลือกจากผู้ประกอบ
วิชาชีพ และไม่ใช่พวกตนตัดสินเอง เราจะให้มีคณะกรรมการสรรหา ไม่ต้องคิดอะไรมาก
ในรัฐธรรมนูญ ม.113 เขามีคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิกอยู่แล้ว เราใช้ชุดนั้นเลย โดยมี
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครอง
"ท่านเหล่านี้ทรงคุณธรรม และคัดจากบัญชีที่เราส่งไปให้ได้จำนวน 100 คน และประกอบเป็น
สภาประชาชน ไม่มีนักการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามาเอี่ยว เพราะเราไม่ให้เข้ามา"
("สุเทพเปิดละเอียดแผนปฏิรูปประเทศ ขจัดทุนสามานย์ครอบงำการเมือง", สำนักข่าวอิศรา,
2 มกราคม 2557,
http://www.isranews.org/isranews-news/item/26319-su_26319.html)
3) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่ง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสรุปว่าเป็นรัฐธรรมนูญ
"เพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ" (อ้างจาก Nattaya Chetchotiros, "CHARTER DEFENDED
: Prasong says aim was to prevent future Thaksins gaining power", Bangkok Post,
18 August 2007, p. 3)
4) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ซึ่งขยายเป้าแห่งการ "ป้องกัน" จาก
"คนอย่างทักษิณ" ออกไปครอบคลุมนักการเมืองโดยรวม จนไม่มีพื้นที่อำนาจเพียงพอที่จะ
ให้แม้แต่กับนักการเมืองฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ
("บวรศักดิ์ดันตั้งเครือข่ายป้องรธน.ใช้โซเชียลมีเดียแจง ปชช. สู้นักการเมืองจ้องล้ม!",
30 เมษายน 2558,
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430365621)
แก่นสาร/หัวใจของสารพัดสูตรแห่งโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตยข้างต้นก็คือ
สร้างระบอบที่มีการเลือกตั้งแต่โดยโครงสร้างอำนาจในภาพรวมแล้วอำนาจของสถาบันเสียง
ข้างมากจากการเลือกตั้ง(elected, majoritarian institutions) กลับถูกกำกับจำกัดควบคุมชักเชิดอย่างเป็นทางการจากสถาบันที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งจาก
เสียงข้างมากของประชาชน(unelected,non-majoritarianinstitutions) ในรัฐธรรมนูญ
ระบอบไม่ประชาธิปไตยดังกล่าวนี้ผิดแผกแตกต่างไปจาก "ระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในสาระสำคัญ กล่าวคือ ในขณะที่ลักษณะเด่นของ
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ :-
1. พระราชอำนาจนำมีลักษณะไม่เป็นทางการและไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร
2. ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีฐานะสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการกำกับการใช้อำนาจอธิปไตยทางการ
3.นักนิติศาสตร์มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสร้างเรื่องเล่า(narrative)ที่ประสานหลักนิติธรรม
เข้ากับพระราชอำนาจนำแห่งธรรมราชา, เอกลักษณ์ไทยเข้ากับประชาธิปไตย และอำนาจ
นอกระบบเข้ากับในระบบ (เกษียร เตชะพีระ, "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข :
ที่มาและที่ไป", เมืองไทยสองเสี่ยง? สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤติการเมืองไทย,
รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 2554, น.30-46)
ซึ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเข้มแข็งตรงที่
สมานหลักความชอบธรรมทางการเมือง(politicallegitimacy)3 ประการเข้าด้วยกันอย่าง
แนบเนียนแยบคาย ช่วยนำบ้านเมืองรอดผ่านสงครามเย็นในระดับโลกและภูมิภาค,
สงครามประชาชนในประเทศ และความพยายามก่อรัฐประหารบางครั้งในชั้นหลังมาได้
กล่าวคือ เชื่อมสมาน
[สิทธิอำนาจอันเกิดแต่ประเพณี (traditional authority) ในสถาบันกษัตริย์] +
[สิทธิอำนาจอันเกิดแต่กฎหมาย (legal authority) ในรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย] +
[สิทธิอำนาจอันเกิดแต่พระบารมี (charismatic authority) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]
เข้าด้วยกัน
ทว่า เมื่อคณะมหาปราชญ์เนติบริกร-รัฐศาสตร์บริการอนุรักษนิยมในปัจจุบันพยายาม "ปฏิรูป"
ปรับเปลี่ยนระบอบดังกล่าวไปในทิศทางไม่ประชาธิปไตย โดยผ่านการ :-
ทำให้อำนาจอันไม่เป็นทางการของเครือข่ายคนดีมีธรรมะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลาย
เป็นอำนาจที่เป็นสถาบันทางการตามรัฐธรรมนูญ
บั่นทอนจำกัดและกำกับอำนาจอิสระของหัวหน้าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง(นายกรัฐมนตรี) ลง
และปรับแต่งระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในประเด็นสำคัญต่อไปนี้ :
A. บั่นทอน จำกัดและกำกับการนำทางการเมืองระดับชาติที่เป็นทางเลือกอื่นนอกเหนือจากระบบราชการประจำ
B. ทำให้การปกครองโดยเสียงข้างน้อยกลายเป็นสถาบัน (institutionalization of minority rule)
C. รื้อเปลี่ยนรากฐานของระบอบการเมืองจากปัจเจกบุคคลผู้ทรงสิทธิเท่ากัน ("ราษฎร")
ตามหลักเสรีประชาธิปไตย (individuals à la liberal democracy) ให้กลายเป็นกลุ่มอุปถัมภ์
ผู้ทรงอภิสิทธิ์บางกลุ่ม ("พลเมือง") ในลักษณะอภิชนนิยม (privileged patron-client groups à la elitism)
ปรากฏว่าการพยายามจัดวางตำแหน่งใหม่ (repositioning) ให้แก่องค์ประกอบความชอบธรรมของ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในลักษณะที่ขยับหลักประชาธิปไตย
ออกห่างจากองค์ประกอบสำคัญอื่น กลับส่งผลเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบ
ไม่ประชาธิปไตยเอง ให้แสดงอาการติดขัดขลุกขลักย้อนแย้งพลิกกลับไปมาจนแล้วจนรอดก็ไม่
เสร็จสิ้นเสียที กล่าวคือ :-
1. เกิดปัญหาความชอบธรรมเรื้อรังของระบอบไม่ประชาธิปไตย
2. คุกคามความมั่นคงระยะยาวของหลักความชอบธรรมตามประเพณี
3. เกิดการแย่งชิงอำนาจในการยึดพื้นที่และชี้นำระบอบไม่ประชาธิปไตยของกลุ่มเสียงข้างน้อย
ทางการเมืองต่างๆ (political minorities) ยืดเยื้อไม่จบสิ้น โดยไม่อาจหาข้อยุติตัดสินผ่าน
มติเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งได้
กลายเป็น "กับดักไม่ประชาธิปไตย" (Non-Democracy Trap) ซึ่งคุมขังรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลายให้จมปลักอยู่กับความนิ่งเปื่อยจนปัจจุบัน
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 22 พ.ค. 2558
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1432535188
บทความดีๆ แบบนี้ คุณข้างบูรพา จะไม่ได้อ่านเพราะมันอยู่ใน "มติชน"
แต่นั่นแหละ มันดีสำหรับ คนแบบ พี่สาว แต่ก็อาจจะ "เนื้อหาไร้คุณค่า"
อย่างที่ "เสือ" ว่าไว้ รอให้ คนเก่งๆ แบบ พวกเป่านกหวีด เข้ามาวิจารณ์
เห็นสำนวน ลีลาการเขียนของ อ.จ.เกษียร ... จาก มติชน ก็ต้องไปเทียบกับ
ผ่าประด็นร้อน ของ "แนวหน้า" สื่อที่ คุณข้าง...บอกว่าเป็นกลาง ... 555
อ้อ อ.จ.เกษียร เขียนใน "มติชน" คุณ ข้าง .... ก็เลย หายใจรดทิ้ง ไปดีกว่า
ไปอ่าน ขอ ฮาาาา อีกที ค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้หึ หึ หยอกแรงหน่อยนะ แต่ก็น่า .... เพราะคำประกาศของคุณมัน
น่าหมั่นไส้ สำหรับแฟนคลับ มติชน แบบ พี่สาว
เกษียร เตชะพีระ : กระบวนการเปลี่ยนผ่าน สู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย ..... มติชนออนไลน์ .../sao..เหลือ..noi
เนื่องจากมีผู้สันทัดกรณีทั้งนักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์
ได้วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ "มหาปราชญ์" ของบวรศักดิ์และคณะ
อย่างลึกซึ้งรอบด้านไปหลายท่านแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (http://prachatai.org/journal/2015/04/59035),
อาจารย์อรุณี สัณฐิติวณิชย์ และ อาจารย์ณรุจน์ วศินปิยมงคล แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (http://prachatai.org/journal/2015/04/59036) และ
อาจารย์วีรพงษ์ รามางกูร (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430393277) เป็นต้น
ผมจึงอยากเปลี่ยนมุมปรับเลนส์ไปมองการพยายามร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในบริบทที่กว้างขึ้น
ของกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย(TransitiontoNon-Democracy) บ้าง
โดยล้อกับการเสวนาเรื่อง "ประชาธิปไตยในยุคเปลี่ยนผ่าน ยุคเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย"
ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เมื่อเร็วๆ นี้
(http://www.prachatai.com/journal/2015/04/59024)
ผมใคร่เสนอว่าเราอาจคิดถึงการต่อสู้ขัดแย้งเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ในรอบ10ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2549-2558) ซึ่งรวมเอารัฐประหาร 2 ครั้ง
(19 กันยายน พ.ศ.2549 ของ คปค. และ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ของ คสช.) และการเคลื่อนไหวมวลชนขนานใหญ่ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย,
องค์การพิทักษ์สยาม และ กปปส. ว่าเป็นความพยายามผลักดันให้การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านจาก "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ไปสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตย
จะเห็นได้ว่าในระยะดังกล่าว มีผู้เสนอสูตรเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตยไว้หลากหลายสูตรด้วยกัน อาทิ :
1) สูตร "สภาแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30" ของ สนธิ ลิ้มทองกุล@พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย :-
"นายสนธิ ยังเสนอแนวคิดการมีส่วนร่วม โดยเสนอให้แบ่งสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 3 ส่วน
โดยสองส่วนมาจากการแต่งตั้ง ส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้งข้าราชการที่เกษียณแล้วหรือจาก
บุคคลสำคัญ ส่วนที่สองมาจากตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนกรรมกรหรือตัวแทนจากสหภาพ
รัฐวิสาหกิจแรงงานทุกภาคส่วน
"สุดท้ายคือนักการเมืองจะมีผู้แทนราษฎรได้เพียงคนเดียวต่อหนึ่งจังหวัดเชื่อว่าระบบนี้จะทำให้
สภาผู้แทนราษฎรเกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจการต่อรองกระจายลงสู่ทุกภาคส่วน ไม่เปิดช่อง
ให้พรรคการเมืองและนักการเมืองเข้ามาแสวงหากำไร หลังลงทุนไปอย่างมากในการเลือกตั้ง"
("สนธิประกาศขจัดวงจรอุบาทว์-เปิดทางภาค ปชช. เข้ามามีส่วนร่วม", ผู้จัดการออนไลน์,
26 พฤษภาคม 2551, http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9510000060872 )
2) สูตร "สภาแต่งตั้ง 100 เลือกตั้ง 0" ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ@กปปส. :-
"ถามว่าแล้วสภาของประชาชนมาจากไหน ตนจะเรียนว่ามา 2 ทาง ทางหนึ่งให้พี่น้องประชาชน
ในสาขาอาชีพต่างๆ องค์กรต่างๆ เลือกตั้งกันเอง ส่งตัวแทนของตัวเองเข้ามาเป็นสมาชิก
สภาประชาชน ซึ่งในชั้นนี้คิดไว้ว่ามีจำนวน 300 คน ถ้าไม่พอเพิ่มได้ เราดูกันถึงเวลานั้น นี่ประชาชน
สาขาอาชีพต่างๆ คัดเลือกกันมาเอง เกษตรกร พ่อค้าแม่ขาย แพทย์ วิศวะ และสมาคมทั้งหลายเลือกมา
"นายสุเทพ กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งให้มีคณะกรรมการสรรหาโดยเอาคนที่ยังตกหล่นอยู่เห็นว่า
เป็นคนดี มีความรู้มีคุณวุฒิมีใจที่อยากทำงานให้ชาติ แต่ว่าไม่ได้รับการคัดเลือกจากผู้ประกอบ
วิชาชีพ และไม่ใช่พวกตนตัดสินเอง เราจะให้มีคณะกรรมการสรรหา ไม่ต้องคิดอะไรมาก
ในรัฐธรรมนูญ ม.113 เขามีคณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิกอยู่แล้ว เราใช้ชุดนั้นเลย โดยมี
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
ผู้พิพากษาในศาลฎีกา และตุลาการศาลปกครอง
"ท่านเหล่านี้ทรงคุณธรรม และคัดจากบัญชีที่เราส่งไปให้ได้จำนวน 100 คน และประกอบเป็น
สภาประชาชน ไม่มีนักการเมือง ตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามาเอี่ยว เพราะเราไม่ให้เข้ามา"
("สุเทพเปิดละเอียดแผนปฏิรูปประเทศ ขจัดทุนสามานย์ครอบงำการเมือง", สำนักข่าวอิศรา,
2 มกราคม 2557, http://www.isranews.org/isranews-news/item/26319-su_26319.html)
3) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ซึ่ง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวสรุปว่าเป็นรัฐธรรมนูญ
"เพื่อป้องกันคนอย่างทักษิณ" (อ้างจาก Nattaya Chetchotiros, "CHARTER DEFENDED
: Prasong says aim was to prevent future Thaksins gaining power", Bangkok Post,
18 August 2007, p. 3)
4) ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน ซึ่งขยายเป้าแห่งการ "ป้องกัน" จาก
"คนอย่างทักษิณ" ออกไปครอบคลุมนักการเมืองโดยรวม จนไม่มีพื้นที่อำนาจเพียงพอที่จะ
ให้แม้แต่กับนักการเมืองฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ
("บวรศักดิ์ดันตั้งเครือข่ายป้องรธน.ใช้โซเชียลมีเดียแจง ปชช. สู้นักการเมืองจ้องล้ม!",
30 เมษายน 2558, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430365621)
แก่นสาร/หัวใจของสารพัดสูตรแห่งโครงการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบไม่ประชาธิปไตยข้างต้นก็คือ
สร้างระบอบที่มีการเลือกตั้งแต่โดยโครงสร้างอำนาจในภาพรวมแล้วอำนาจของสถาบันเสียง
ข้างมากจากการเลือกตั้ง(elected, majoritarian institutions) กลับถูกกำกับจำกัดควบคุมชักเชิดอย่างเป็นทางการจากสถาบันที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งจาก
เสียงข้างมากของประชาชน(unelected,non-majoritarianinstitutions) ในรัฐธรรมนูญ
ระบอบไม่ประชาธิปไตยดังกล่าวนี้ผิดแผกแตกต่างไปจาก "ระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในสาระสำคัญ กล่าวคือ ในขณะที่ลักษณะเด่นของ
ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้แก่ :-
1. พระราชอำนาจนำมีลักษณะไม่เป็นทางการและไม่อยู่ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร
2. ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีฐานะสำคัญทางยุทธศาสตร์ในการกำกับการใช้อำนาจอธิปไตยทางการ
3.นักนิติศาสตร์มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการสร้างเรื่องเล่า(narrative)ที่ประสานหลักนิติธรรม
เข้ากับพระราชอำนาจนำแห่งธรรมราชา, เอกลักษณ์ไทยเข้ากับประชาธิปไตย และอำนาจ
นอกระบบเข้ากับในระบบ (เกษียร เตชะพีระ, "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข :
ที่มาและที่ไป", เมืองไทยสองเสี่ยง? สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤติการเมืองไทย,
รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์, 2554, น.30-46)
ซึ่งทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมีความเข้มแข็งตรงที่
สมานหลักความชอบธรรมทางการเมือง(politicallegitimacy)3 ประการเข้าด้วยกันอย่าง
แนบเนียนแยบคาย ช่วยนำบ้านเมืองรอดผ่านสงครามเย็นในระดับโลกและภูมิภาค,
สงครามประชาชนในประเทศ และความพยายามก่อรัฐประหารบางครั้งในชั้นหลังมาได้
กล่าวคือ เชื่อมสมาน
[สิทธิอำนาจอันเกิดแต่ประเพณี (traditional authority) ในสถาบันกษัตริย์] +
[สิทธิอำนาจอันเกิดแต่กฎหมาย (legal authority) ในรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย] +
[สิทธิอำนาจอันเกิดแต่พระบารมี (charismatic authority) ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว]
เข้าด้วยกัน
ทว่า เมื่อคณะมหาปราชญ์เนติบริกร-รัฐศาสตร์บริการอนุรักษนิยมในปัจจุบันพยายาม "ปฏิรูป"
ปรับเปลี่ยนระบอบดังกล่าวไปในทิศทางไม่ประชาธิปไตย โดยผ่านการ :-
ทำให้อำนาจอันไม่เป็นทางการของเครือข่ายคนดีมีธรรมะที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งกลาย
เป็นอำนาจที่เป็นสถาบันทางการตามรัฐธรรมนูญ
บั่นทอนจำกัดและกำกับอำนาจอิสระของหัวหน้าฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง(นายกรัฐมนตรี) ลง
และปรับแต่งระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในประเด็นสำคัญต่อไปนี้ :
A. บั่นทอน จำกัดและกำกับการนำทางการเมืองระดับชาติที่เป็นทางเลือกอื่นนอกเหนือจากระบบราชการประจำ
B. ทำให้การปกครองโดยเสียงข้างน้อยกลายเป็นสถาบัน (institutionalization of minority rule)
C. รื้อเปลี่ยนรากฐานของระบอบการเมืองจากปัจเจกบุคคลผู้ทรงสิทธิเท่ากัน ("ราษฎร")
ตามหลักเสรีประชาธิปไตย (individuals à la liberal democracy) ให้กลายเป็นกลุ่มอุปถัมภ์
ผู้ทรงอภิสิทธิ์บางกลุ่ม ("พลเมือง") ในลักษณะอภิชนนิยม (privileged patron-client groups à la elitism)
ปรากฏว่าการพยายามจัดวางตำแหน่งใหม่ (repositioning) ให้แก่องค์ประกอบความชอบธรรมของ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในลักษณะที่ขยับหลักประชาธิปไตย
ออกห่างจากองค์ประกอบสำคัญอื่น กลับส่งผลเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบ
ไม่ประชาธิปไตยเอง ให้แสดงอาการติดขัดขลุกขลักย้อนแย้งพลิกกลับไปมาจนแล้วจนรอดก็ไม่
เสร็จสิ้นเสียที กล่าวคือ :-
1. เกิดปัญหาความชอบธรรมเรื้อรังของระบอบไม่ประชาธิปไตย
2. คุกคามความมั่นคงระยะยาวของหลักความชอบธรรมตามประเพณี
3. เกิดการแย่งชิงอำนาจในการยึดพื้นที่และชี้นำระบอบไม่ประชาธิปไตยของกลุ่มเสียงข้างน้อย
ทางการเมืองต่างๆ (political minorities) ยืดเยื้อไม่จบสิ้น โดยไม่อาจหาข้อยุติตัดสินผ่าน
มติเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งได้
กลายเป็น "กับดักไม่ประชาธิปไตย" (Non-Democracy Trap) ซึ่งคุมขังรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลายให้จมปลักอยู่กับความนิ่งเปื่อยจนปัจจุบัน
ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ 22 พ.ค. 2558
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1432535188
บทความดีๆ แบบนี้ คุณข้างบูรพา จะไม่ได้อ่านเพราะมันอยู่ใน "มติชน"
แต่นั่นแหละ มันดีสำหรับ คนแบบ พี่สาว แต่ก็อาจจะ "เนื้อหาไร้คุณค่า"
อย่างที่ "เสือ" ว่าไว้ รอให้ คนเก่งๆ แบบ พวกเป่านกหวีด เข้ามาวิจารณ์
เห็นสำนวน ลีลาการเขียนของ อ.จ.เกษียร ... จาก มติชน ก็ต้องไปเทียบกับ
ผ่าประด็นร้อน ของ "แนวหน้า" สื่อที่ คุณข้าง...บอกว่าเป็นกลาง ... 555
อ้อ อ.จ.เกษียร เขียนใน "มติชน" คุณ ข้าง .... ก็เลย หายใจรดทิ้ง ไปดีกว่า
ไปอ่าน ขอ ฮาาาา อีกที ค่ะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้