มัมมี่รมควัน

ในปี 2008 นักวิจัยจากอเมริกาเหนือได้เดินทางร่วมครึ่งโลก
เพื่อช่วยยืดอายุ/อนุรักษ์มัมมี่ตามคำร้องขอจากชาวบ้าน
ผ่านการร้องขอจาก Ulla Lohmann ช่างภาพและนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อม
ที่เคยทำงานร่วมกันมาแล้ว
ให้ไปทำงานในหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน Papua New Guinea
เพื่ออนุรักษ์  Moimango อดีตหัวหน้าเผ่า หมอผี และนักรบ
ที่ได้ทำมัมมี่รมควันแล้วในปี 1950(2493)

พวกเขาร่วมมือทำงานกับชาวบ้าน
ด้วยการหาวัตถุดิบพื้นเมืองในป่า
มาทำการอนุรักษ์มัมมี่
ทั้งนี้เพราะทีมงานอยากให้ชาวบ้าน
สามารถยืดอายุ/อนุรักษ์ศพได้ต่อไป
แม้ว่าทีมงานจะกลับประเทศแล้ว

หมู่บ้านเป้าหมายหลัก

Moimango ถูกทำเป็นมัมมี่หลังจากเสียชีวิตในปี 1950(2493)
พร้อมกับวางอยู่ร่วมกับมัมมี่รายอื่น ๆ ของเผ่า  Anga
ด้วยการจัดวางไว้บนจุดสูงของหน้าผา
เพื่อช่วยสอดส่องดูแลปกป้องรักษาหมู่บ้าน Koke ใน Papua New Guinea
หลายสิบปีต่อมา ร่างมัมมี่เริ่มดูไม่สมศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ในอดีต
พร้อมกับการที่หัวของ Moimango อยู่ในสภาพอันตราย
พร้อมที่จะหลุดออกจากคอได้ทุกเมื่อ




การเดินทางที่ยาวไกล

นักมานุษยวิทยา Ronald Beckett
จาก Quinnipiac University รัฐ Connecticut
ได้ทราบข่าวครั้งแรกว่าชาวบ้านต้องการอนุรักษ์/ยืดอายุมัมมี่
จาก Ulla Lohman เพื่อนร่วมงานที่เป็นนักถ่ายภาพวารสารศาสตร์
ที่เคยไปเยี่ยมเยือนชาวบ้านแห่งนี้หลายครั้งแล้ว
หมู่บ้าน Koke อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
และทุรกันดารมากใน Papua New Guinea
ห่างจากเมืองชายฝั่งทะเลที่ค่อนข้างเจริญ

ทีมงานต้องใช้รถยนต์ลุยน้ำลุยโคลน
เข้าไปให้ใกล้กับพื้นที่หมู่บ้านให้ได้มากที่สุด
ก่อนที่จะต้องเดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้าน
ต้องผ่านพื้นที่ที่เคยทำเหมืองแร่บนเทือกเขาสูงหลายแห่ง
เส้นทางที่ Beckett เดินผ่านเส้นทางไปยัง Yeakunga
บนสายทางที่จะไปยังหมู่บ้าน Koke




มุมมองจากหน้าผา

มุมมองจากหน้าผาด้านบน
มองลงไปยังหมู่บ้าน Koke
สภาพอากาศค่อนข้างร้อนชื้น
คือสาเหตุหลักที่ทำให้ศพเน่าเปื่อยได้ค่อนข้างรวดเร็ว
แต่วิธีการทำมัมมี่รมควันจะป้องกันศพเน่าเปื่อยได้




การอนุรักษ์มัมมี่ในปาปัวนิวกีนี

ในปี 2008 นักวิจัยได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านแล้ว
นักวิจัยคาดหวังว่าจะใช้วัตถุดิบท้องถิ่นอนุรักษ์ศพ
โดยชาวบ้านสามารถจัดหาวัสดุกันได้ง่าย ๆ
และสามารถทำกันเองได้อีกในภายหลัง
หลังจากนักวิจัยเดินทางกลับประเทศแล้ว
โดยพวกเขาได้ขอให้ชาวบ้าน
นำทางเข้าไปยังป่าไม้รอบหมู่บ้าน
เพื่อหาวัตถุดิบพื้นเมืองที่เหมาะสม

จากภาพ Andrew Nelson (ซ้าย)
นักวิจัยจาก University of Western Ontario
และ Beckett (คนกลาง)
มัมมี่ Moimango นั่งอยู่
ส่วนลูกชาย Gemtasu กำลังมองศพ  (ขวา)




พืชพื้นเมือง

ทีมงานพบว่า Tapa เป็นเปลือกไม้ที่ทำผ้าได้
เหมาะสมกับการใช้กับศพและใช้เป็นวัตถุดิบได้
ส่วนยางจากต้น Kumaka เป็นกาวชั้นดีทีเดียว
ดังจะเห็นได้จากงานซ่อมแซมบนหลังมัมมี่ Moimango
ที่ซ่อมแซมบริเวณด้านหลังของหัวศพ




โฉมหน้าใหม่

หัวศพบนแคร่ (A) ได้รับการซ่อมแซมด้วย Tapa กับ Kumaka
Gemtasu กล่าวว่า นับเป็นอีกครั้ง
หลังจากหลายปีที่ผ่านมาแล้ว
ที่เขาสามารถเห็นใบหน้าของพ่อได้ (B)
สำหรับชาวเผ่า Anga การมองเห็นใบหน้าศพ
คือวิถีรับรู้ว่าวิญญาณผู้ตายยังล่องลอย
คอยอยู่ดูลูกหลานกับชาวเผ่าพื้นเมืองได้




ซ่อมขากรรไกร

ทีมงานได้ใช้ Tapa ในการซ่อมแซมขากรรไกรศพ
ที่เคลื่อนออกจากสภาพเดิมมาร่วมหลายปีแล้ว




พืชสีเขียวงอก

เปลือกหอย Suca ที่บดละเอียดใช้ฟอกขาวศพเพราะมีค่า pH สูง
ทั้งยังฆ่าตะไคร่น้ำที่งอกงามบนศพ Moimango อย่างมาก
นิ้วมือและนิ้วเท่าของศพ Moimango ที่มีตะไคร่น้ำเกาะอยู่
ก่อนการทำความสะอาดและฆ่าตะไคร่น้ำ (A กับ B)
หลังจากการขจัดตะไคร่น้ำออกและทำความสะอาด (D)
ตะไคร่น้ำไม่งอกขึ้นอีกบนศพ




โลกของวิญญาณ

ชาวเผ่า Anga เริ่มมีความเชื่อ
ในเรื่องชีวิตหลังความตายน้อยลง
แต่บางคนยังเชื่อว่า
วิญญาณผู้ตายที่อดีตเคยเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีแล้ว
จะทำให้พวกเขาเดินหลงป่า
หรือทำให้มีปัญหา/อุปสรรค
ในการล่าสัตว์และปลูกพืชผล

หลายครั้งที่มัมมี่จำนวนมาก
ที่ถูกนำลงมาร่วมเฉลิมฉลอง
ตามพิธีการทางประเพณีวัฒนธรรม
เพื่อขอคำตอบจากมัมมี่บรรพบุรุษ

ท่านั่งของ Gemtasu พร้อมกับศพพ่อ
ขณะที่เด็กน้อยกำลังจ้องมอง




ขนำรมควัน

วิธีการทำมัมมี่
ต้องรมควันอย่างน้อย 30 วัน
นี่คือ ภาพขนำรมควัน
ที่ชาวบ้านได้สาธิตให้ Nelson กับ Beckett
โดยใช้ศพหมูป่ารมควันเป็นตัวอย่าง




มั่มมี่รมควัน Oiwa

การรมควันมัมมี่ไม่ใช่มีเฉพาะในหมู่บ้าน Koke
แต่ก่อนยังมีการรมควันมัมมี่ในหมู่บ้าน Oiwa
แต่วิธีการรมควันมัมมี่ถูกยกเลิกไปในที่สุด
หลังได้รับคำสอนจากหมอสอนศาสนาชาวคริสต์

หลังจากปี 1950 ใน Papua New Guinea
ช่องว่างระหว่างวัยกับอายุที่แตกต่างกัน
ทำให้มีมุมมองทัศนคติที่ไม่เหมือนกัน
ในเรื่องวิญญาณในโลกนี้

รุ่นปู่ย่าตายายยังมีความเชื่อในเรื่องนี้อยู่
ส่วนคนรุ่นวัยกลางคนเริ่มมีแนวโน้ม
ที่ไม่เชื่อเกี่ยวกับโลกของวิญญาณ
และพิธีกรรมในการทำมัมมี่รมควัน

ส่วนเด็กวัยรุ่นยิ่งเริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้น
แม้ว่าน่าจะเป็นโอกาสทางด้านธุรกิจการท่องเที่ยว
(ให้คนต่างชาติ/ต่างถิ่นมาเยี่ยมชม) Beckett กล่าว





ผู้เขียนเรื่องนี้



เรียบเรียง/ที่มา

http://goo.gl/APHPAk

ข้อมูลเพิ่มเติม

http://goo.gl/pj9L0W
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เรื่องลึกลับ ประวัติศาสตร์ ประเทศปาปัวนิวกินี
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่