การแปรเปลี่ยนสถานภาพจาก พระสุเทพ ปภากโร แห่งวัดธารน้ำไหล มาเป็น
b]นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งอำเภอพุนพิน ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างสูง
ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเคลื่อนไหวของ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเดินทางไปปาฐกถาพิเศษในที่ประชุม
ผู้นำแห่งเอเชียที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ของ
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แสงแห่งสปอตไลต์ล้วนฉายจับ
แม้ว่าเส้นทางของ
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมิได้มุ่งไปยังพรรคประชาธิปัตย์
หากแต่พร้อมปักหลักอยู่กับมูลนิธิ “มวลมหาประชาชน” มากกว่า
ตรงนี้ต่างหากคือ “ฐานที่มั่น” อย่างแท้จริงในทางการเมือง
เป็นฐานที่มั่นอันส่งให้นามของ “ลุงกำนัน” กัมปนาทขึ้นกึกก้อง
เป็นฐานที่มั่นอันทำให้รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ปรากฏเป็นจริง
เป็นจริงตาม “กระแส” และ “การเรียกร้อง”
...........................................................
น่าสนใจก็ตรงที่ “จังหวะก้าว” ในการตัดสินใจของ พระสุเทพ ปภากโร
ปรากฏขึ้นกับแนวโน้มที่จะเกิดการทำ “ประชามติ” ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ร่างรัฐธรรมนูญอันมาจากสมองก้อนโตของ “มหาปราชญ์”
ร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นความคิดในเชิง “ปัญญาประดิษฐ์” ของคณะกรรมาธิการ
ร่างรัฐธรรมนูญที่มี
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อันชมชอบการเป่า “นกหวีด”
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อันเคยมีบทบาทอย่างสูงกับ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 อันเคยมีบทบาทอย่างสูงกับรัฐธรรมนูญ
พ.ศ.2550 และทั้ง 2 รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งโดยรัฐประหาร
เดือนกันยายน 2549 และถูกฉีกทิ้งโดยรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่มีใครรู้ว่าเส้นทาง “ประชามติ” จะคึกคัก เข้มข้น อย่างไร
................................................................
จังหวะก้าวนี้เองที่
พระสุเทพ ปภากโร ตัดสินใจสึกหาลาพรตหวน
คืนเพศอันต่ำช้าภายใต้นาม
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อีกคราหนึ่ง
เป้าหมายที่เปิดเผยคือ ต้องการแสดงบทบาทของ “เอ็นจีโอ”
เหมือนกับไม่ต้องการให้มูลนิธิมวลมหาประชาชนหวนกลับสู่แวดวงการเมือง
เหมือนกับจะเป็นการปฏิเสธบทบาทในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
เป็นเช่นนั้นจริงหรือ เป็นเช่นนั้นได้ละหรือ
อย่าลืมว่าบทบาทของ “มวลมหาประชาชน” คือปูทางและสร้างเงื่อนไข
ให้เกิดรัฐประหาร อย่าลืมว่า
พระสุเทพ ปภากโร แสดงออกในความเป็น
พวกเดียวกับรัฐบาลคสช.มาโดยตลอด
“วาสนา” อันหนักแน่นเช่นนี้จะสามารถตัดขาดได้หรือไม่
...............................................................
การเมืองนับแต่คสช.และครม.มีมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราวจึงไม่ธรรมดาอีกแล้ว
ความร้อนแรงจากบรรยากาศแห่งการจะรับหรือไม่รับ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
จึงเข้มข้นและมากด้วยความแหลมคมเป็นอย่างสูงในทางการเมือง
เย้ายวนและท้าทาย “มวลมหาประชาชน” อย่างเป็นพิเศษ
................................................................
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1432227879
บาทก้าว การเมือง ของ พระสุเทพ ปภากโร หลักสึกหา ลาพรต....วิเคราะห์ ...ข่าวสดออนไลน์.../sao..เหลือ..noi
b]นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แห่งอำเภอพุนพิน ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างสูง
ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ไม่ยิ่งหย่อนกว่าการเดินทางไปปาฐกถาพิเศษในที่ประชุม
ผู้นำแห่งเอเชียที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แสงแห่งสปอตไลต์ล้วนฉายจับ
แม้ว่าเส้นทางของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะมิได้มุ่งไปยังพรรคประชาธิปัตย์
หากแต่พร้อมปักหลักอยู่กับมูลนิธิ “มวลมหาประชาชน” มากกว่า
ตรงนี้ต่างหากคือ “ฐานที่มั่น” อย่างแท้จริงในทางการเมือง
เป็นฐานที่มั่นอันส่งให้นามของ “ลุงกำนัน” กัมปนาทขึ้นกึกก้อง
เป็นฐานที่มั่นอันทำให้รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ปรากฏเป็นจริง
เป็นจริงตาม “กระแส” และ “การเรียกร้อง”
...........................................................
น่าสนใจก็ตรงที่ “จังหวะก้าว” ในการตัดสินใจของ พระสุเทพ ปภากโร
ปรากฏขึ้นกับแนวโน้มที่จะเกิดการทำ “ประชามติ” ในเรื่องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ร่างรัฐธรรมนูญอันมาจากสมองก้อนโตของ “มหาปราชญ์”
ร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นความคิดในเชิง “ปัญญาประดิษฐ์” ของคณะกรรมาธิการ
ร่างรัฐธรรมนูญที่มี ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อันชมชอบการเป่า “นกหวีด”
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อันเคยมีบทบาทอย่างสูงกับ
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 อันเคยมีบทบาทอย่างสูงกับรัฐธรรมนูญ
พ.ศ.2550 และทั้ง 2 รัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้งโดยรัฐประหาร
เดือนกันยายน 2549 และถูกฉีกทิ้งโดยรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่มีใครรู้ว่าเส้นทาง “ประชามติ” จะคึกคัก เข้มข้น อย่างไร
................................................................
จังหวะก้าวนี้เองที่ พระสุเทพ ปภากโร ตัดสินใจสึกหาลาพรตหวน
คืนเพศอันต่ำช้าภายใต้นาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อีกคราหนึ่ง
เป้าหมายที่เปิดเผยคือ ต้องการแสดงบทบาทของ “เอ็นจีโอ”
เหมือนกับไม่ต้องการให้มูลนิธิมวลมหาประชาชนหวนกลับสู่แวดวงการเมือง
เหมือนกับจะเป็นการปฏิเสธบทบาทในฐานะสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
เป็นเช่นนั้นจริงหรือ เป็นเช่นนั้นได้ละหรือ
อย่าลืมว่าบทบาทของ “มวลมหาประชาชน” คือปูทางและสร้างเงื่อนไข
ให้เกิดรัฐประหาร อย่าลืมว่า พระสุเทพ ปภากโร แสดงออกในความเป็น
พวกเดียวกับรัฐบาลคสช.มาโดยตลอด
“วาสนา” อันหนักแน่นเช่นนี้จะสามารถตัดขาดได้หรือไม่
...............................................................
การเมืองนับแต่คสช.และครม.มีมติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ฉบับชั่วคราวจึงไม่ธรรมดาอีกแล้ว
ความร้อนแรงจากบรรยากาศแห่งการจะรับหรือไม่รับ “ร่างรัฐธรรมนูญ”
จึงเข้มข้นและมากด้วยความแหลมคมเป็นอย่างสูงในทางการเมือง
เย้ายวนและท้าทาย “มวลมหาประชาชน” อย่างเป็นพิเศษ
................................................................
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1432227879