"นิยายรักฉบับป้าแก้ว ตอน ฉันกำลังจะเสียเธอไปตลอดกาล !!!"
ตอนนี้จะยาวมาก เพราะอยากให้เห็นมุมนี้ เมื่อเวลาเรามีปัญหา เราจะได้เอาไปปรับใช้กับตัวเองเวลามาอยู่ต่างประเทศ
คิดถึงเรื่องนี้ทีไร มันเหมือนมีก้อนอะไรไม่รู้มาจุกอยู่ที่อก น้ำตามันจะเอ่อขึ้นมาเอง จริงๆ
ชีวิตของเรา เมื่อมาอยู่ในประเทศอังกฤษในช่วงปีแรก ชีวิตเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ทุก
อย่างดูดี ไปหมด สามีเป็นคนดีเอาอกเอาใจเราทุกสิ่งทุกอย่าง
ชีวิตเหมือนเจ้าหญิงที่มีเจ้าชายคอยดูแลอำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง ทุกสิงทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตมันเป็นของแปลกใหม่ไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องการอยู่อาศัย การใช้ชีวิต หรือแม้แต่การพบปะผู้คน ที่ดูแตกต่าง กับประเทศไทยที่เราเคยใช้ชีวิตตั้งแต่เล็กจนโต
แต่แล้ว ฝัน ที่กำลังสดใส และทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเป็นไปในทิศทางทีดี ชีวิตก็สะดุดลง อาการและความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนตกลงจากที่สูง หรือคนที่กำลังจะจมน้ำแล้ว ตะเกียกตะกาย ให้ตัวเองรอด ความสุขทุกอย่างที่ีอยู่ตรงหน้า มันหายวับไปกับตา
ทุกอย่างกระทันหันแบบชนิดที่ไม่ได้ทันตั้งเนื้อตั้งตัวกันเลย ทุกอย่างเข้ามาเร็วมาก ช่วงนั้น ชีวิตมืดมนไปหมด มองไปทางไหน ก็ไม่รู้จะปรึกษาพึ่งพาใคร ญาติพี่น้องของเราก็ไม่มี เพื่อนฝูงก็ไม่มี ทุกอย่างดู เลวร้ายและบีบคั้นจิตใจเป็นที่สุด
จำได้ว่า ตอนมาอยู่อังกฤษ เข้าปีที่ 2 แบรี่เกิดป่วยกระทันหันต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เพราะไตเกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรง
กลางดึก แบรี่เกิดอาการปวดหลังและปวดท้องอย่างรุนแรง ปวดจนแกหายใจแทบไม่ออก ต้องโทรเรียกรถพยาบาลมาอย่างด่วน ไม่เกิน 15 นาที หลังจากโทรเรียกรถพยาบาล
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง เขารีบฉีดมอร์ฟีนแก้ปวดให้แบรี่ทันที เพราะแกอยู่ในอาการร่างกายช็อค หลังจากนั้นหมอให้เรานั่งไปด้วยบนรถพยาบาล เพราะปากแกพยายามข่มความเจ็บบอกพยาบาลว่า เอาเมียผมไปด้วย
เจ้าหน้าที่เอาอ็อกซิเจน ครอบ ให้แบรี่ ฉีดยา เจาะเลือด ดูอะไรภายในรถวุ่นวายไปหมด เราคนเป็นเมียอย่างเรา ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งมองดู แล้วก็ร้องไห้ แค่นั้นจริงๆ
และตอนนี้แบรี่เริ่มจะเบลอมอร์ฟีนที่พยาบาลฉีดให้ระงับปวด
หลังจากไปถึงโรงพยาบาล แบรี่เริ่มจะได้สติก็บอกเราโทรหาพี่ชายและลูกๆของแก เพราะแกห่วงเรา ว่าจะกลับบ้านคนเดียวไม่เป็นเพราะเราไม่รู้จักถนนหนทางเลย และที่สำคัญ เรา ไม่เคยจำเลยว่าบ้านเราบ้านเลขที่เท่าไหร่อยู่ที่ไหน(อันนี้ เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำ อันดับแรกคุณต้องรู้ว่าคุรอยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่ อยู่ที่ไหน เบอร์โทรลูกๆ หรือญาติสามี เบอร์ไหนให้จดบันทึกใส่มือถือไว้เลย)
เมืองนอก มีข้อเสียที่ทำให้เราอารมณ์เสียสุดๆคือ ญาติไม่สามารถเฝ้าคนป่วยได้ และการเยี่ยมก็เข้าเยี่ยมได 2 เวลา คือ รอบ บ่ายโมง ถึงบ่ายสี่โมง และรอบค่ำคือย 6 โฒงเย็นถึงแค่ 2 ทุ่ม ประตู ก็ ล็อคเปิดเปิดอัตโนมัต จะเข้าเยี่ยมก่อนเวลาก็ไม่ได้ ถ้า เลยเวลาเยี่ยม จะออก ถ้าเกินเวลาก้ต้องเดินไปบอกพยาบาล เราก็จะมองเราแบบสายตาตำหนิ ทำได้อย่างมาก็คือส่งใจให้คนป่วยที่อยู่โรงพยาบาล เราคนเป้นเมีย รออยู่บ้านด้วยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับสามีบ้าง
หลังจากนั้นพี่ชายของแบรี่ก็มารับเรากลับบ้าน เพราะต้องเอาตัวแบรี่เข้าห้องไอซียู พอเช้าอีก 3 วัน ต่อมาพี่ชายก็มารับเราไปเยี่ยมลุงที่โรงพยาบาล เพราะหมอย้ายลแบรี่ออกจากห้องไอซียูแล้ว
ก้าวแรกที่เข้าไปดูเข่าทรุดเลย เพราะร่างของแบรี่มีสายอะไรไม่รู้ ระโยงระยางเต็มตัวไปหมด และท่าทางเพลียมาก จากนั้นพยาบาลก็เข้ามาบอกว่าต้องย้ายแบรี่ไปผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลที่ลีด (LEEDS) เพราะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางและมีหมอที่เชี่ยวชาญอยู่ที่นั่น
เอาล่ะสิทีนี้ แล้ว ลีด (LEEDS) มันอยู่ที่ไหน แล้วตรูจะไปเยี่ยมผัวอย่างไร ตอนนี้ ถึงกับอึ้งอีกรอบ แต่โชคดีที่ ลูกชายคนโตของแบรี่มารับเราไปเยี่ยมลุงที่โรงพยาบาลที่ลีด (LEEDS)
ก่อนเข้าผ่าตัด หมอจะบอกคนไข้และบอกญาติคนไข้ไว้เลยว่า การผ่าตัด 50/50 ให้ทำใจไว้ เพราะ ถ้าโชคดี คนไข้อาจจะได้กลับมา เพราะอาการแบรี่ตอนนั้นค่อนข้างเพียบหนักแล้ว
เราก็ได้แต่ภาวนา ขอให้แบรี่กลับมาหาเรา จะแลกอะไรในชีวิตเราก็ได้ เรายอมหมดในวินาทีนั้น รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ ตอนนั้นเข้าเยี่ยมไม่ได้ เข้าดูอะไรไม่ได้เลย ไปถึงโรงพยาบาล ถามอาการ แล้วพวกเราก็กลับมารอผลการผ่าตัดที่บ้านด้วยใจจะขาด
3 วันต่อมา ลูกชายแบรี่พาเราไปเยี่ยมแบรี่อีกรอบเพราะเขาโทรไปถามอาการพ่อที่โณงพยาบาล ทางนั้นบอกว่า ออกจากห้องไอซียูแล้ว การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะคนไข้ใจสู้มาก มันเป็นปาฎิหารย์มากที่เคสแบบนี้จะรอด (อ้าวหมอ ขอบคุณนะคะ ให้กำลังใจญาติคนไข้มากเลย )
แบรี่ ที่เราเห็จากคนตัวอ้วนน้ำหนักเกือบ 90 กิโล ตอนนี้เห็นแค่ร่างที่หนังหุ้มกระดูก นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายออกซิเจน มี ท่อต่อออกมาจากร่างกาย และท่อดูดหนองสีข้าซ้ายขวา ดูน่าสงสารมาก พอแบรี่เห็นเราน้ำตาแกไหลเลย เราเข้าไปกอด และเรากระซิบข้างหูแบรี่ว่า "ขอบคุณนะที่รักที่กลับมาหาฉัน" (พูดทั้งน้ำตา)
หลังผ่าตัดแบรี่ต้องสูญเสียไตไป 80 เปอร์เซ็น เหลือไว้ให้ใช้การได้ แค่ 20 เปอร์เซ็น
และผลที่ตามมาหลังจากไตหายไป 80เปอร์เซ็น ก็คือ เป็นเบาหวาน (diabetes) (เมื่อก่อนเข้าใจแค่
ว่า เกี่ยวกับตับ ถึงจะเป็นเบาหวาน)
แบบที่ต้องฉีด อินซูลีน วันละ 2 ครั้ง และต้องเช็ค วัดระดับน้ำตาล เช้าเย็นทุกวัน และอีกหลายๆโรคที่แทรกซ้อนเข้ามา . แถมก่อนหน้าผ่าตัดแบรี่ก็เป็นหอบหืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม. ต้องไปหาหมอ ทุกอาทิตย์เลย
หลังจากผ่าตัดครั้งแรก ถัดมาอีก 3 เดือน ก็เข้าผ่าตัดอีกครั้ง และต่อจากนั้นมา แทบจะทุก 2 หรือ 3 เดือน แบรี่ต้องเข้าออก โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น อาการของแบรี่ ถ้าเกิดขึ้นแกจะช็อค จนต้องเรียกรถพยาบาล มารับ ตลอด จะเป็นแบบนี้ แทบจะทุก 3 เดือนที่ต้องเทียวเช้าเทียวออก และทุกครั้งอาการก็หนักหนาสาหัสเอาการ
หมอบอกว่าอาการของแบรี่สามารถกลับมาได้ตลอด เป็นได้ตลอดให้ทำใจ และที่สำคัญตอนอาการกำเริบ ต้องรีบโทรตามเจ้าหน้าที่ด่วนอย่าให้เกิดอาการช็อคบ่อย เพราะแบรี่อาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย
เราไม่สามารถปล่อยให้อยู่คนเดียวได้ ต้องคอยควบคุมเรื่องอาหารการกิน และทั้งยาฉีดยากิน ต้องไม่ให้ขาดโดยเด็ดขาด เพราะแกแก่แล้ว 62 ปี และมีโรคแทรกซ้อนหลายโรค ผลพวงมาจากการผ่าตัดใหญ่สองครั้งติดต่อกัน
เราก็ไม่รู้นะว่าตอนเป็นหนุ่ม แกใช้ชีวิตอย่างไร แต่ที่แน่ คงใช้งานร่างกายแบบไม่บันยะบันยัง เพราะตอนแก่มา ร่างกายมาประท้วงด้วยการทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นสารพัดโรค
จากคนตัวโตๆ น้ำหนักเกือบ 90 กิโล เข้าโรงพยาบาล 3 เดือน กลับออกมาน้ำหนักเหลือ 55 กิโล
------------------------------------------------------
ที่ออกมาเขียน บทความนี้ ก็เพื่ออยากเอาประสบการณ์ชีวิตมาเล่าสูสาวๆฟังว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร ถ้าเกิดเหตการณ์แบบนี้ขึ้นกับคุณ
ก่อนอื่นเลยต้องตั้งสติ ซึ่งเราไม่มีเลย ช่วงที่แบรี่ข้าโรงบาล เราเครียดมาก ผมบนหัวที่ดำๆนั้น แค่ชั่วข้ามคืน ขาว หมดทั้งหัวเลย ไม่ใช่ขาว จากโคนจรดปลายนะ แต่ ตรงโคนผม พร้อมใจกันขาว ไปหมดเลย เหมือนผมที่ขึ้นใหม่ แล้วมันขาว
ช่วงแรกๆ สติแตก กินไม่ได้นอนไม่หลับติดต่อกัน 3 วันสามคืน ทำอะไรไม่ถูก บางคืนก็เดินวนไปวนมาเหมือนคนบ้า ต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการตั้งสติ เรียกสติของตัวเองกว่า จะเรียกสติสตังค์กลับมาได้
หลังจากตั้งสติได้ ก็มานั่งคิดว่าจะต้องไปเยี่ยมอีลุงที๋โรงพยาบาลยังไงเพราะ ตั้งแต่มาอยู่อังกฤษ เราไม่เคยออกไปไหนมาไหนเองเลย รอแต่ผัวพาออกไปเพราะคิดว่า ไม่มี อะไรจำเป็นต้องไปคนเดียว รอแบรี่พาไปสะดวกกว่า แบบ คิดง่ายเข้าว่า ผล ปรากฎ พอ เกิดเหตุฉุกเฉิน แบบนี้ไปไม่เป็นเลย
จากที่ไปไหนมาไหน มีแต่ผัวพาไป รถของตัวเองจอดไว้ ในโรงรถ (ถึงแม้จะขับรถเป็นจากเมืองไทยมากี่ปีก็ตามต่อให้เก่งแค่ไหน คุณไม่มีสิทธ์ ขับรถโดยเด็ดขาด เพราะ กฎหมายที่นี่แรงมาก คนที่จะโดนคนแรกคือเจ้าของรถ และคนต่อมาก็ตัวคุณเอง อาจจะได้เข้าไปนอนในคุกฝรั่งฟรีก็เป็นได้) มาอยู่นี่หมดสิทธ์ขับเพราะว่าไม่มีใบขับขี่ เพราะมาอยู่ ไม่มีความคิดกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือและไปสอบเอาใบขับขี่มา เพราะคิดแต่ว่าไม่จำเป็นต้องขับเพราะสามี พาไป คิดแบบมักง่ายฉันโชคดีผัวเอาใจ ว่างั้น
พอเอาเข้าจริงๆ ทำยังไงล่ะ นึกสมน้ำหน้าตัวเอง เลย ว่า ชอบสบาย เลย ต้องมาทุกข์ที่หลัง ต้องมาเริ่มใหม่หมด เริ่มจาก หัดนั่งรถเมลล์ จากบ้านไปโรงพยาบาล ไม่รู้ว่า รถสายไหนเป็นสายไหนก็ถามญาติๆ ของแบรี่ว่าจะไปยังไง
ต้องได้ออกไปหาซื้ออาหารการกินเอาเอง ไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียว ก็ต้องหัด กลัวก็ต้องทำเพราะไม่มีใครจะช่วยเราได้เลย
ตอนที่เริ่มหัดทำอะไรด้วยตัวเองครั้งในต่างแดน กลัวมาก กลัวแทบอยากร้องกรี๊ดๆๆๆ เลย นึกถามตัวเองว่า มาทำบ้าอะไรอยู่ที่ ญาติพี่น้องก็ไม่มี มองไปทางไหน ก็ไม่รู้จักไม่รู้จะหันไปพึ่งใครได้เลย (ไม่รู้ใครเป็นเหมือนเรามั่งที่ ถ้าเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองไปไหนมาไหนคนเดียวจะรู้าชสึกกลัวปวดขี้ปวดเหยี่ยวขึ้นมาทันที่ ใจจะหวิวๆเหมือนจะเป็นลม กลัวไปสารพัด)
แต่ก็จำเป็นต้องหัดต้องทำ กลัวก็ ต้องออกไป เพราะแบรี่รออยู่ที่โรงพยาบาล ต้องนั่งรถเมลออกไปหา ปากมีก็ต้องถาม ภาษาแรกๆก็ไม่เป็น ก็ต้องหัด เปิดปาก กล้าพูดกล้าถามฝรั่งแถวนั้น อาหาร ก็จำเป็นต้องออกไปซื้อ เพราะ ไม่งั้นอดตาย จะมานั่งกินแต่น้ำจากก็อกก็คงไม่ไหว ทำไม่เป็นก็ต้องทำ เราเป็นโรคอย่างนึง ไม่ว่าจะอยู่ไทยหรืออยู่เมืองนอก จะกลัวการ พูดคุยกับคนแปลกหน้า ถ้าไม่รู้จักกันจะไม่อยากคุยด้วยเลย ใจมันจะเป็น ตุ้มๆต่อมๆ )
แต่เราโชคดีอยู่อย่างหนึ่งเพราะมีเพื่อนที่ดี ในต่างแดน เป็นน้องคนไทย ที่อยู่อีกเมืองนึง (มิสสาว)และมี น้องที่อยู่ดูไบ(ข้าวเหนียว อินเตอร์) และสวิต(คุณอี๊ด) และอีกอย่างๆเพื่อนๆทุกๆท่านที่คอยให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือ ด้วยดีมาโดยตลอด มีแต่ให้กับให้ รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ที่อย่างน้อยๆ มิตรภาพ ในต่างแดนจากคนไทยด้วยกัน ก็ยังมีหลงเหลืออยู่
อันนี้ เป็นบทเรียนที่ดีเลยนะคะสาวๆ การที่คุณมาอยู่เมืองนอก คุณอย่าหวังพึ่งแต่สามีของคุณอย่างเดียว ไม่ใช่สามีเอาอกเอาใจ ไปไหนมาไหนก็ ดูแล ประคบประหงมเราเป็นอย่างดีโดย ไม่ให้เรา ช่วยตัวเองได้เลย เป็นผลเสียมากค่ะ อย่าได้ ดีอกดีใจว่าตัวเองโชคดีโดยเด็ดขาด ให้รู้ตัวไว้เลยว่าเงาหัวเริ่มไม่มีแล้ว
การที่มาอยู่เมืองนอก คุณต้องรู้จักเรียนรู้ หัดทำอะไรด้วยตัวเองให้เป็นไวที่สุด หัดไปไหนมาไหนเองคนเดียวได้ ไปหาหมอ ไปซื้อของ หรือไปธุระ พยายามหัดเรียนรู้ ค่อยเป็นค่อยไป เพราะ ต้องมีสักวันที่มันจะมีประโยชน์กับคุณ อย่าเป็นกบอยู่แต่ในกะลาเหมือนอีป้าแก้วนะคะ
ถ้า สามีให้อยู่บ้านเฉยๆ ก็อย่าไปดีใจนะคะสาวๆ อยู่เมืองนอก คุณต้องเริ่มมองหางานทำ งานอะไรก็ได้ อย่าเลือกงาน ขอให้เป็นงาน เป็นพอ เพราะมีประโยชน์ เพราะเราสามารถฝึกภาษา มีเพื่อนเพิ่มขึ้น และ ได้เรียนรู้ ชีวิตนอกบ้าน สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะอะไรในชีวิตมันก็ไม่แน่นอน
การที่คนที่คุณรัก เกิด เจ็บป่วยกระทันหัน หรือเกิดอะไรขึ้นแบบกระทันหัน สำหรับคนอื่นมันอาจจะไม่หนักหนาสาหัส แต่สำหรับตัวเราเอง มันเหมือนโลกทั้งโลกถล่มทลายมาลงต่อหน้าต่อตา สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ทำอะไรไม่ถูก กว่าจะเรียก สติตัวเองกลับมาได้ มันต้องใช้เวลา
หวังว่า เรื่องราวของอีป้า จะพอมีประโยชน์ ให้สาวๆหลายคนที่ กำลังจะย้ายมาอยู่เมืองนอก หรือที่มาอยู่แล้ว แต่ ยังไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองได้คิดไว้นะคะ
"จำไว้นะคะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
จงทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ต้องอายที่จะพูดดีทำดี เอาอกเอาใจ หรือแสดงความรักแกกันและกัน จงทำทุกวันให้เหมือนวันแรกที่รักกัน เพราะเวลาเกิดอะไรขึ้นมาคุณจะไม่ได้รู้สึกผิดไปตลอดชีวิต . และจะได้ไม่มานั่งนึกเสียใจในภายหลัง
ป้าแก้ว ยูเค
อยู่เมืองนอกถ้าสามีป่วย..เราจะตั้งรับอย่างไร
ตอนนี้จะยาวมาก เพราะอยากให้เห็นมุมนี้ เมื่อเวลาเรามีปัญหา เราจะได้เอาไปปรับใช้กับตัวเองเวลามาอยู่ต่างประเทศ
คิดถึงเรื่องนี้ทีไร มันเหมือนมีก้อนอะไรไม่รู้มาจุกอยู่ที่อก น้ำตามันจะเอ่อขึ้นมาเอง จริงๆ
ชีวิตของเรา เมื่อมาอยู่ในประเทศอังกฤษในช่วงปีแรก ชีวิตเหมือนตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ทุก
อย่างดูดี ไปหมด สามีเป็นคนดีเอาอกเอาใจเราทุกสิ่งทุกอย่าง
ชีวิตเหมือนเจ้าหญิงที่มีเจ้าชายคอยดูแลอำนวยความสะดวกสบายทุกอย่าง ทุกสิงทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตมันเป็นของแปลกใหม่ไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องการอยู่อาศัย การใช้ชีวิต หรือแม้แต่การพบปะผู้คน ที่ดูแตกต่าง กับประเทศไทยที่เราเคยใช้ชีวิตตั้งแต่เล็กจนโต
แต่แล้ว ฝัน ที่กำลังสดใส และทุกสิ่งทุกอย่างกำลังเป็นไปในทิศทางทีดี ชีวิตก็สะดุดลง อาการและความรู้สึกตอนนั้นเหมือนคนตกลงจากที่สูง หรือคนที่กำลังจะจมน้ำแล้ว ตะเกียกตะกาย ให้ตัวเองรอด ความสุขทุกอย่างที่ีอยู่ตรงหน้า มันหายวับไปกับตา
ทุกอย่างกระทันหันแบบชนิดที่ไม่ได้ทันตั้งเนื้อตั้งตัวกันเลย ทุกอย่างเข้ามาเร็วมาก ช่วงนั้น ชีวิตมืดมนไปหมด มองไปทางไหน ก็ไม่รู้จะปรึกษาพึ่งพาใคร ญาติพี่น้องของเราก็ไม่มี เพื่อนฝูงก็ไม่มี ทุกอย่างดู เลวร้ายและบีบคั้นจิตใจเป็นที่สุด
จำได้ว่า ตอนมาอยู่อังกฤษ เข้าปีที่ 2 แบรี่เกิดป่วยกระทันหันต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน เพราะไตเกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรง
กลางดึก แบรี่เกิดอาการปวดหลังและปวดท้องอย่างรุนแรง ปวดจนแกหายใจแทบไม่ออก ต้องโทรเรียกรถพยาบาลมาอย่างด่วน ไม่เกิน 15 นาที หลังจากโทรเรียกรถพยาบาล
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง เขารีบฉีดมอร์ฟีนแก้ปวดให้แบรี่ทันที เพราะแกอยู่ในอาการร่างกายช็อค หลังจากนั้นหมอให้เรานั่งไปด้วยบนรถพยาบาล เพราะปากแกพยายามข่มความเจ็บบอกพยาบาลว่า เอาเมียผมไปด้วย
เจ้าหน้าที่เอาอ็อกซิเจน ครอบ ให้แบรี่ ฉีดยา เจาะเลือด ดูอะไรภายในรถวุ่นวายไปหมด เราคนเป็นเมียอย่างเรา ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งมองดู แล้วก็ร้องไห้ แค่นั้นจริงๆ
และตอนนี้แบรี่เริ่มจะเบลอมอร์ฟีนที่พยาบาลฉีดให้ระงับปวด
หลังจากไปถึงโรงพยาบาล แบรี่เริ่มจะได้สติก็บอกเราโทรหาพี่ชายและลูกๆของแก เพราะแกห่วงเรา ว่าจะกลับบ้านคนเดียวไม่เป็นเพราะเราไม่รู้จักถนนหนทางเลย และที่สำคัญ เรา ไม่เคยจำเลยว่าบ้านเราบ้านเลขที่เท่าไหร่อยู่ที่ไหน(อันนี้ เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรทำ อันดับแรกคุณต้องรู้ว่าคุรอยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่ อยู่ที่ไหน เบอร์โทรลูกๆ หรือญาติสามี เบอร์ไหนให้จดบันทึกใส่มือถือไว้เลย)
เมืองนอก มีข้อเสียที่ทำให้เราอารมณ์เสียสุดๆคือ ญาติไม่สามารถเฝ้าคนป่วยได้ และการเยี่ยมก็เข้าเยี่ยมได 2 เวลา คือ รอบ บ่ายโมง ถึงบ่ายสี่โมง และรอบค่ำคือย 6 โฒงเย็นถึงแค่ 2 ทุ่ม ประตู ก็ ล็อคเปิดเปิดอัตโนมัต จะเข้าเยี่ยมก่อนเวลาก็ไม่ได้ ถ้า เลยเวลาเยี่ยม จะออก ถ้าเกินเวลาก้ต้องเดินไปบอกพยาบาล เราก็จะมองเราแบบสายตาตำหนิ ทำได้อย่างมาก็คือส่งใจให้คนป่วยที่อยู่โรงพยาบาล เราคนเป้นเมีย รออยู่บ้านด้วยใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นกับสามีบ้าง
หลังจากนั้นพี่ชายของแบรี่ก็มารับเรากลับบ้าน เพราะต้องเอาตัวแบรี่เข้าห้องไอซียู พอเช้าอีก 3 วัน ต่อมาพี่ชายก็มารับเราไปเยี่ยมลุงที่โรงพยาบาล เพราะหมอย้ายลแบรี่ออกจากห้องไอซียูแล้ว
ก้าวแรกที่เข้าไปดูเข่าทรุดเลย เพราะร่างของแบรี่มีสายอะไรไม่รู้ ระโยงระยางเต็มตัวไปหมด และท่าทางเพลียมาก จากนั้นพยาบาลก็เข้ามาบอกว่าต้องย้ายแบรี่ไปผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลที่ลีด (LEEDS) เพราะเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางและมีหมอที่เชี่ยวชาญอยู่ที่นั่น
เอาล่ะสิทีนี้ แล้ว ลีด (LEEDS) มันอยู่ที่ไหน แล้วตรูจะไปเยี่ยมผัวอย่างไร ตอนนี้ ถึงกับอึ้งอีกรอบ แต่โชคดีที่ ลูกชายคนโตของแบรี่มารับเราไปเยี่ยมลุงที่โรงพยาบาลที่ลีด (LEEDS)
ก่อนเข้าผ่าตัด หมอจะบอกคนไข้และบอกญาติคนไข้ไว้เลยว่า การผ่าตัด 50/50 ให้ทำใจไว้ เพราะ ถ้าโชคดี คนไข้อาจจะได้กลับมา เพราะอาการแบรี่ตอนนั้นค่อนข้างเพียบหนักแล้ว
เราก็ได้แต่ภาวนา ขอให้แบรี่กลับมาหาเรา จะแลกอะไรในชีวิตเราก็ได้ เรายอมหมดในวินาทีนั้น รู้สึกเคว้งคว้างเหมือนอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ ตอนนั้นเข้าเยี่ยมไม่ได้ เข้าดูอะไรไม่ได้เลย ไปถึงโรงพยาบาล ถามอาการ แล้วพวกเราก็กลับมารอผลการผ่าตัดที่บ้านด้วยใจจะขาด
3 วันต่อมา ลูกชายแบรี่พาเราไปเยี่ยมแบรี่อีกรอบเพราะเขาโทรไปถามอาการพ่อที่โณงพยาบาล ทางนั้นบอกว่า ออกจากห้องไอซียูแล้ว การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เพราะคนไข้ใจสู้มาก มันเป็นปาฎิหารย์มากที่เคสแบบนี้จะรอด (อ้าวหมอ ขอบคุณนะคะ ให้กำลังใจญาติคนไข้มากเลย )
แบรี่ ที่เราเห็จากคนตัวอ้วนน้ำหนักเกือบ 90 กิโล ตอนนี้เห็นแค่ร่างที่หนังหุ้มกระดูก นอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายออกซิเจน มี ท่อต่อออกมาจากร่างกาย และท่อดูดหนองสีข้าซ้ายขวา ดูน่าสงสารมาก พอแบรี่เห็นเราน้ำตาแกไหลเลย เราเข้าไปกอด และเรากระซิบข้างหูแบรี่ว่า "ขอบคุณนะที่รักที่กลับมาหาฉัน" (พูดทั้งน้ำตา)
หลังผ่าตัดแบรี่ต้องสูญเสียไตไป 80 เปอร์เซ็น เหลือไว้ให้ใช้การได้ แค่ 20 เปอร์เซ็น
และผลที่ตามมาหลังจากไตหายไป 80เปอร์เซ็น ก็คือ เป็นเบาหวาน (diabetes) (เมื่อก่อนเข้าใจแค่
ว่า เกี่ยวกับตับ ถึงจะเป็นเบาหวาน)
แบบที่ต้องฉีด อินซูลีน วันละ 2 ครั้ง และต้องเช็ค วัดระดับน้ำตาล เช้าเย็นทุกวัน และอีกหลายๆโรคที่แทรกซ้อนเข้ามา . แถมก่อนหน้าผ่าตัดแบรี่ก็เป็นหอบหืดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้ไม่แข็งแรงเหมือนเดิม. ต้องไปหาหมอ ทุกอาทิตย์เลย
หลังจากผ่าตัดครั้งแรก ถัดมาอีก 3 เดือน ก็เข้าผ่าตัดอีกครั้ง และต่อจากนั้นมา แทบจะทุก 2 หรือ 3 เดือน แบรี่ต้องเข้าออก โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น อาการของแบรี่ ถ้าเกิดขึ้นแกจะช็อค จนต้องเรียกรถพยาบาล มารับ ตลอด จะเป็นแบบนี้ แทบจะทุก 3 เดือนที่ต้องเทียวเช้าเทียวออก และทุกครั้งอาการก็หนักหนาสาหัสเอาการ
หมอบอกว่าอาการของแบรี่สามารถกลับมาได้ตลอด เป็นได้ตลอดให้ทำใจ และที่สำคัญตอนอาการกำเริบ ต้องรีบโทรตามเจ้าหน้าที่ด่วนอย่าให้เกิดอาการช็อคบ่อย เพราะแบรี่อาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลย
เราไม่สามารถปล่อยให้อยู่คนเดียวได้ ต้องคอยควบคุมเรื่องอาหารการกิน และทั้งยาฉีดยากิน ต้องไม่ให้ขาดโดยเด็ดขาด เพราะแกแก่แล้ว 62 ปี และมีโรคแทรกซ้อนหลายโรค ผลพวงมาจากการผ่าตัดใหญ่สองครั้งติดต่อกัน
เราก็ไม่รู้นะว่าตอนเป็นหนุ่ม แกใช้ชีวิตอย่างไร แต่ที่แน่ คงใช้งานร่างกายแบบไม่บันยะบันยัง เพราะตอนแก่มา ร่างกายมาประท้วงด้วยการทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย เป็นสารพัดโรค
จากคนตัวโตๆ น้ำหนักเกือบ 90 กิโล เข้าโรงพยาบาล 3 เดือน กลับออกมาน้ำหนักเหลือ 55 กิโล
------------------------------------------------------
ที่ออกมาเขียน บทความนี้ ก็เพื่ออยากเอาประสบการณ์ชีวิตมาเล่าสูสาวๆฟังว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไร ถ้าเกิดเหตการณ์แบบนี้ขึ้นกับคุณ
ก่อนอื่นเลยต้องตั้งสติ ซึ่งเราไม่มีเลย ช่วงที่แบรี่ข้าโรงบาล เราเครียดมาก ผมบนหัวที่ดำๆนั้น แค่ชั่วข้ามคืน ขาว หมดทั้งหัวเลย ไม่ใช่ขาว จากโคนจรดปลายนะ แต่ ตรงโคนผม พร้อมใจกันขาว ไปหมดเลย เหมือนผมที่ขึ้นใหม่ แล้วมันขาว
ช่วงแรกๆ สติแตก กินไม่ได้นอนไม่หลับติดต่อกัน 3 วันสามคืน ทำอะไรไม่ถูก บางคืนก็เดินวนไปวนมาเหมือนคนบ้า ต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการตั้งสติ เรียกสติของตัวเองกว่า จะเรียกสติสตังค์กลับมาได้
หลังจากตั้งสติได้ ก็มานั่งคิดว่าจะต้องไปเยี่ยมอีลุงที๋โรงพยาบาลยังไงเพราะ ตั้งแต่มาอยู่อังกฤษ เราไม่เคยออกไปไหนมาไหนเองเลย รอแต่ผัวพาออกไปเพราะคิดว่า ไม่มี อะไรจำเป็นต้องไปคนเดียว รอแบรี่พาไปสะดวกกว่า แบบ คิดง่ายเข้าว่า ผล ปรากฎ พอ เกิดเหตุฉุกเฉิน แบบนี้ไปไม่เป็นเลย
จากที่ไปไหนมาไหน มีแต่ผัวพาไป รถของตัวเองจอดไว้ ในโรงรถ (ถึงแม้จะขับรถเป็นจากเมืองไทยมากี่ปีก็ตามต่อให้เก่งแค่ไหน คุณไม่มีสิทธ์ ขับรถโดยเด็ดขาด เพราะ กฎหมายที่นี่แรงมาก คนที่จะโดนคนแรกคือเจ้าของรถ และคนต่อมาก็ตัวคุณเอง อาจจะได้เข้าไปนอนในคุกฝรั่งฟรีก็เป็นได้) มาอยู่นี่หมดสิทธ์ขับเพราะว่าไม่มีใบขับขี่ เพราะมาอยู่ ไม่มีความคิดกระตือรือร้นที่จะอ่านหนังสือและไปสอบเอาใบขับขี่มา เพราะคิดแต่ว่าไม่จำเป็นต้องขับเพราะสามี พาไป คิดแบบมักง่ายฉันโชคดีผัวเอาใจ ว่างั้น
พอเอาเข้าจริงๆ ทำยังไงล่ะ นึกสมน้ำหน้าตัวเอง เลย ว่า ชอบสบาย เลย ต้องมาทุกข์ที่หลัง ต้องมาเริ่มใหม่หมด เริ่มจาก หัดนั่งรถเมลล์ จากบ้านไปโรงพยาบาล ไม่รู้ว่า รถสายไหนเป็นสายไหนก็ถามญาติๆ ของแบรี่ว่าจะไปยังไง
ต้องได้ออกไปหาซื้ออาหารการกินเอาเอง ไม่เคยไปไหนมาไหนคนเดียว ก็ต้องหัด กลัวก็ต้องทำเพราะไม่มีใครจะช่วยเราได้เลย
ตอนที่เริ่มหัดทำอะไรด้วยตัวเองครั้งในต่างแดน กลัวมาก กลัวแทบอยากร้องกรี๊ดๆๆๆ เลย นึกถามตัวเองว่า มาทำบ้าอะไรอยู่ที่ ญาติพี่น้องก็ไม่มี มองไปทางไหน ก็ไม่รู้จักไม่รู้จะหันไปพึ่งใครได้เลย (ไม่รู้ใครเป็นเหมือนเรามั่งที่ ถ้าเริ่มทำอะไรด้วยตัวเองไปไหนมาไหนคนเดียวจะรู้าชสึกกลัวปวดขี้ปวดเหยี่ยวขึ้นมาทันที่ ใจจะหวิวๆเหมือนจะเป็นลม กลัวไปสารพัด)
แต่ก็จำเป็นต้องหัดต้องทำ กลัวก็ ต้องออกไป เพราะแบรี่รออยู่ที่โรงพยาบาล ต้องนั่งรถเมลออกไปหา ปากมีก็ต้องถาม ภาษาแรกๆก็ไม่เป็น ก็ต้องหัด เปิดปาก กล้าพูดกล้าถามฝรั่งแถวนั้น อาหาร ก็จำเป็นต้องออกไปซื้อ เพราะ ไม่งั้นอดตาย จะมานั่งกินแต่น้ำจากก็อกก็คงไม่ไหว ทำไม่เป็นก็ต้องทำ เราเป็นโรคอย่างนึง ไม่ว่าจะอยู่ไทยหรืออยู่เมืองนอก จะกลัวการ พูดคุยกับคนแปลกหน้า ถ้าไม่รู้จักกันจะไม่อยากคุยด้วยเลย ใจมันจะเป็น ตุ้มๆต่อมๆ )
แต่เราโชคดีอยู่อย่างหนึ่งเพราะมีเพื่อนที่ดี ในต่างแดน เป็นน้องคนไทย ที่อยู่อีกเมืองนึง (มิสสาว)และมี น้องที่อยู่ดูไบ(ข้าวเหนียว อินเตอร์) และสวิต(คุณอี๊ด) และอีกอย่างๆเพื่อนๆทุกๆท่านที่คอยให้กำลังใจ คอยช่วยเหลือ ด้วยดีมาโดยตลอด มีแต่ให้กับให้ รู้สึกซาบซึ้งใจเป็นที่สุด ที่อย่างน้อยๆ มิตรภาพ ในต่างแดนจากคนไทยด้วยกัน ก็ยังมีหลงเหลืออยู่
อันนี้ เป็นบทเรียนที่ดีเลยนะคะสาวๆ การที่คุณมาอยู่เมืองนอก คุณอย่าหวังพึ่งแต่สามีของคุณอย่างเดียว ไม่ใช่สามีเอาอกเอาใจ ไปไหนมาไหนก็ ดูแล ประคบประหงมเราเป็นอย่างดีโดย ไม่ให้เรา ช่วยตัวเองได้เลย เป็นผลเสียมากค่ะ อย่าได้ ดีอกดีใจว่าตัวเองโชคดีโดยเด็ดขาด ให้รู้ตัวไว้เลยว่าเงาหัวเริ่มไม่มีแล้ว
การที่มาอยู่เมืองนอก คุณต้องรู้จักเรียนรู้ หัดทำอะไรด้วยตัวเองให้เป็นไวที่สุด หัดไปไหนมาไหนเองคนเดียวได้ ไปหาหมอ ไปซื้อของ หรือไปธุระ พยายามหัดเรียนรู้ ค่อยเป็นค่อยไป เพราะ ต้องมีสักวันที่มันจะมีประโยชน์กับคุณ อย่าเป็นกบอยู่แต่ในกะลาเหมือนอีป้าแก้วนะคะ
ถ้า สามีให้อยู่บ้านเฉยๆ ก็อย่าไปดีใจนะคะสาวๆ อยู่เมืองนอก คุณต้องเริ่มมองหางานทำ งานอะไรก็ได้ อย่าเลือกงาน ขอให้เป็นงาน เป็นพอ เพราะมีประโยชน์ เพราะเราสามารถฝึกภาษา มีเพื่อนเพิ่มขึ้น และ ได้เรียนรู้ ชีวิตนอกบ้าน สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ เพราะอะไรในชีวิตมันก็ไม่แน่นอน
การที่คนที่คุณรัก เกิด เจ็บป่วยกระทันหัน หรือเกิดอะไรขึ้นแบบกระทันหัน สำหรับคนอื่นมันอาจจะไม่หนักหนาสาหัส แต่สำหรับตัวเราเอง มันเหมือนโลกทั้งโลกถล่มทลายมาลงต่อหน้าต่อตา สิ้นหวัง หมดกำลังใจ ทำอะไรไม่ถูก กว่าจะเรียก สติตัวเองกลับมาได้ มันต้องใช้เวลา
หวังว่า เรื่องราวของอีป้า จะพอมีประโยชน์ ให้สาวๆหลายคนที่ กำลังจะย้ายมาอยู่เมืองนอก หรือที่มาอยู่แล้ว แต่ ยังไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเองได้คิดไว้นะคะ
"จำไว้นะคะ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน"
จงทำทุกอย่างที่อยากทำ ไม่ต้องอายที่จะพูดดีทำดี เอาอกเอาใจ หรือแสดงความรักแกกันและกัน จงทำทุกวันให้เหมือนวันแรกที่รักกัน เพราะเวลาเกิดอะไรขึ้นมาคุณจะไม่ได้รู้สึกผิดไปตลอดชีวิต . และจะได้ไม่มานั่งนึกเสียใจในภายหลัง
ป้าแก้ว ยูเค