เรื่องราวระหว่างผมกับเธอ

สวัสดี ผมจะมาแชร์ประสบการณ์ของผมและเธอ
ผมหวังว่าเธอจะเข้ามาเห็นกระทู้นี้ เพราะเธอก็เป็นคนชอบอ่านกระทู้ในพันทิพเหมือนกัน ผมตั้งใจสร้างกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเธอ

...เรื่องราวของเราเกิดขึ้นตอนผมอยู่ม.6 เธอเป็นรุ่นน้องของผมในโรงเรียน เราห่างกัน4ปี ในตอนนั้นผมมีแฟนอยู่แล้วแต่ผมก็ได้พบเธอครั้งแรกตอนคาบพักกลางวัน ผมเห็นเธอตอนเธอเดินเล่นกับเพื่อนผ่านหน้าผมไป แว่บแรกที่ผมเห็นเธอผมรู้สึกชอบด้วยหน้าตาที่สดใสน่ารักร่าเริงเป็นคนที่เฮฮาสนุกสนาน ทำให้ผมรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้แมร่งโดนวะ! ผมจึงหันไปบอกกับเพื่อนข้างๆผมว่า "ก่อนจะจบม.6กูต้องรู้จักน้องคนนี้ให้ได้" มันเป็นเหมือนคำพูดลอยที่กึ่งๆเป็นสัญญากับตัวเองว่าต้องทำให้ได้ และในที่สุด ผมก็ได้รู้จักกับเธอ  เธอเป็นเพื่อนกับรุ่นน้องคนนึงที่ผมรู้จักและเราก็ได้พูดคุยและแซวเล่นกันแบบเกรียนๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกลับบ้านกันไป และในคืนนั้นผมก็ได้ทักแชทเฟสเธอไป และนั้นก็คือจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเรา จากวันนั้นเราก็คุยกันมาโดยตลอด คุยกันทุกเรื่องทุกอย่างที่จะหยิบมาคุยได้ แซวกันไปมาและแอบหยอดกันด้วย มีทั้งการให้คำปรึกษาเรื่องต่างๆนาๆ คำปลอบใจ อะไรหลายๆอย่าง เราคุยกันจนเราสนิทกันมาก แต่ตอนนั้นเราก็ไม่ได้ขยับความสัมพันธ์กันเราคุยกันโดยฉันท์สัมพันธ์คือ พี่น้อง และด้วยความที่เธอเป็นรุ่นน้องผม เธอก็ปลื้มรุ่นพี่ซึ่งก็เป็นเพื่อนของผมเอง ในใจผมก็รู้สึกโหวงเหวงแปลกๆ เพราะเธอปลื้มเพื่อนของเรา ไม่ใช่เรา แต่ผมก็ทำไรไม่ได้ เพราะช่วงเวลานั้นผมเองก็มีแฟนอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้คิดอะไรมากมาย จนวันที่ผมใกล้จบม.6แล้ว ในวันที่ม.6 มีการเรียนการสอนวันสุดท้าย เธอได้ทำของขวัญชิ้นพิเศษมาให้เพื่อนของผมคนที่เธอปลื้ม ซึ่งผมรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดนั้น ยอมรับว่าในใจรู้สึกเฟลมากทั้งที่ตัวเองก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอก ผมว่าเธอแมร่งโดนแมร่งใช่ว่ะ และผมรุ้ตัวเองดีว่าผมชอบเธอมาโดยตลอด แต่ผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย จนผมก็จบไป ด้วยเหตุที่ผมกลัวเพื่อนกับเธอจะไปคบกัน ผมก็ไปถามเพื่อนของผมว่า "ชอบน้องเค้าป่ะว่ะ" ซึ่งเพื่อนผมก็บอกมาว่าก็ไม่ได้รู้สึกอะไร มันชอบสเปคคนที่โตกว่าหรือเท่าๆกัน เมื่อผมได้ฟังก็รู้สึกดีขึ้น และเพื่อนผมก็รู้ว่าผมคุยกับน้องคนนี้และดูออกว่าผมชอบ ผมเลยบอกกับเพื่อนไปว่า "คนนี้กูขอเหอะ กูชอบของกูจริงๆว่ะ" เพื่อนก็เออออเรื่องของเหอะ ผมก็รู้สึกโล่งใจ จนวันที่ผมจบ ม.6 เข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิต ผมกับแฟนก็ได้เลิกกันด้วยเหตุผลบางประการ แต่ผมก็ยังคงคุยกับเธอตลอด เธอก็รู้ว่าเลิกกันเธอก็คอยปลอบใจ คอยพูดคุยอยู่เคียงข้างกันตลอด ผมเคยง้อแฟนเก่าของผม เธอก็คอยช่วยเหลือสนับสนุนผม แต่ผลลัพธ์ออกมาก็คือไม่สำเร็จ เธอก็ยังอยู่คุยและปลอบใจผมตลอด หรือในวันที่เธอคุยกับใครแล้วผิดหวังกลับมาผมก็ค่อยอยู่เคียงข้างเธอปลอบใจเธอ เป็นห่วงเธอเสมอ เราสองคนดูแลกันปลอบโยนกันตลอดในวันที่อีกฝ่ายท้อแท้หรือเสียใจ โดยไม่ทิ้งกันไปไหน จนเวลาผ่านไปหลายปี ทุกครั้งที่ผมอ่อนแอหรือเธอท้อใจเราต่างก็คอยสนับสนุนดูแลกันและกันเสมอ ผมจึงกลับมาคิดย้อนกลับไปว่าเราเองก็ชอบเธอมานานแล้ว แล้วเราก็รัจักกันมานาน ดูแลกันตลอดทุกๆเรื่อง คุยย้อหลอกเล่นกันทุกครั้ง ผมจึงตัดสินใจจะขอจีบเธอ ซึ่งก่อนหน้านั้นผมก็คิดมากมายเลยว่าเธอจะโอเครึเปล่าเธอจะตกลงมั่ย หรือถ้าผมบอกเธอไปแล้วเธอจะเปลี่ยนไปจากเดิมรึเปล่า หรือว่าเราควรเป็นได้แค่นี้ไปตลอด จนวันนึง ผมได้มีโอกาสไปดูหนังกับเธอ เป็นหนังรอบดึก ซึ่งเธอตั้งใจจะไปดูกับเพื่อนอีก2คน แต่เธอก็บอกกับผมว่าคืนนี้จะไปดูหนังกับเพื่อน ผมก็เลยบอกว่า "ดูเรื่องไรอ่ะ ดูด้วยสิ" เธอก็ตอบว่า "ตามจายยเส้" คือตอนนั้นผมก็ไม่คิดว่าผมจะได้ไปดูกับเธอหรอกผมก็บอกเธอว่า "ถ้าไปได้ ก็ปายย" แล้วเธอก็ตอบเชิงกวนๆว่า "ก็มาเดดด้" ถึงขั้นนี้แล้วผมก็ยังไม่คิดว่าได้ไปด้วยอยู่ดี เพราะวันนั้นผมต้องไปช่วยเพื่อนถ่ายงานกว่าจะเสร็จก็ค่ำแล้ว ผมก็บอกกับเธอไปว่าอย่างงี้ๆนะ ซึ่งเธอก็บอกว่าเดี๋ยวรอ ตอนนั้นผมรู้สึก เห้ยย!! จริงดิ จะได้ดูด้วยจริงๆหรอว่ะ ผมก็พยายามช่วยเพื่อนอย่างเต็มที่เพื่อที่จะเสร็จงานไวๆ เมื่อเสร้จงานผมก็ทักไปบอกเธอว่า เสร็จแล้วดูหนังเป็นไงสนุกป่ะ ด้วยเหตุที่ว่าผมทำงานจนค่ำมืด ผมก็คิดว่าเธอคงไปดูกับเพื่อนจนจบแล้ว แต่ที่ไหนได้เธอตอบมาว่า "หนุกบ้าไรล้ะ ยังไม่ได้ดูเลย" ผมก็เลยตอบว่า "เอ้า ยังไม่ไปดูกันอีกหรอ" เธอตอบกลับมาว่า "ก็รออยู่เนี้ยไง ก็บอกให้รอหนิ" เมื่อผมได้เห็นดังนั้นผมก็รีบอย่างมากและถามกับเธอว่าแล้วไปกันยังไงล่ะ เธอบอกกับผมว่านั่งแท๊กซี่มั้ง ผมเลยบอกว่างั้นเดี๋ยวรอเรากลับบ้านเอารถก่อนละไปรับ เธอก็ตกลง จากนั้นผมก็รีบทำทุกอย่าง ไปเอารถไปรับเธอและเพื่อนของเธอและไปดูหนังกัน ผมจำไม่ได้ว่ารอบกี่โมงแต่น่าจะประมาณ21.00-22.00 น. โดยเรื่องที่เราดูกันคือเรื่อง "ฟัด จัง โตะ" ซึ่งหลังจากที่เราดูกันเสร็จแล้วผมก็ขับรถไปส่งเธอที่บ้านเพื่อนของเธอเพราะเธอค้างบ้านเพื่อนคืนนั้น โดยก่อนกลับเราก็ได้แวะ แมคโดนัล กันเป็นมื้อดึกก่อนนอนแล้วจึงไปส่งเธอที่บ้าน และหลังจากวันนั้น 6-7 วันได้ ผมก็ตัดสินใจบอกกับเธอว่า "ผมขอจีบเธอนะ" เธอก็บอกกับผมว่า "ห้ะ!! จริงดิ ล้อเล่นป่ะเนี้ย" ผมเลยตอบเธอไป "เรื่องแบบนี้ล้อเล่นกันได้ที่ไหนล้ะ ที่มาบอกก่อนเพราะกลัวว่าเธอจะไม่โอเค" ผมบอกกับเธอไปเช่นนั้นเพราะที่ผมกลัวก็คือกลัวเธอจะไม่โอเคกับสิ่งที่กำลังจะเกิด แต่เธอก็บอกกับผมมาว่า "ถ้าเป็นผม ก็โอเคอยู่แล้ว" มันทำให้วันนั้นเป็นวันที่สุดวิเศษทำให้ผมฝันดีไปทั้งคืน และผมก็เริ่มต้นการจีบอย่างเป็นทางการ โดยการคุยของเราก็ไม่ได้เปลี่ยนไปนะ ยังคุยกันเหมือนเดิมเหมือนที่เคยคุยมาก่อนหน้านี้ แต่มันทำให้รอยยิ้มบนใบหน้ามีเพิ่มมากขึ้นเพราะเรารับรู้ถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้อย่างเข้าใจว่าเค้าคิดยังไงกับเรา และทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีมาตลอด เราให้ของขวัญวาเลนไทร์กันและกัน เที่ยวสงกรานด้วยกันต่างๆ แต่แล้วเรื่องราวมันก็พลิกผันกลับกัน อาจเพราะความไม่ชัดเจนในสถานะเพราะผมยังไม่ได้ขอเธอเป็นแฟนอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทำให้มันยังมีช่องโหว่ในความไม่ชัดเจนอยู่นั้นเอง ทำให้ยังมีคนมาตอมจีบเธอและเป็นคู่แข่งกับผม ด้วยส่วนตัวผมเป็นคนคิดมากและขี้ระแวง และผมก็ไม่ได้ถามเธอไปอย่างตรงไปตรงมานั้นเองทำให้ผมทำตัวและทำอะไรลงไปในสิ่งที่พลิกผันเราไป โดยผมเกิดการระแวง กลัวว่าเธอจะไปชอบคนอื่น และผมก็ได้ถามเธอไปในสิ่งที่ไม่ควรถามว่า "เธอมีอีกคน ใช่มั่ย?" ซึ่งมันไม่เป็นความจริงใดๆเลย และหลังจากวันนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป คงเพราะผมเองที่ถามอะไรออกไปทำร้ายความรุ้สึกเธอซึ่งเธอเป็นคนที่อ่อนไหวมากเรื่องความรู้สึก จึงทำให้เราคุยกันน้อยลงวันๆนึงที่เคยคุยกันเป็นร้อยบรรทัดกลับเหลือเพียงวันละ2-3ประโยคเท่านั้น ผมซึ่งรู้ตัวว่าเป็นคนทำผิดทุกอย่างก็พยายามจะแก้ไขแต่มันก็ไม่สำเร็จ จนวันนึงผมทนอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ผมจึงตัดสินใจไปพบกับเธอเพื่อต้องการเคลียปัญหาระหว่างเราให้จบลงแล้วกลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม แต่แล้วผมต้องเศร้าหนักเพราะเธอบอกกับผมว่า "เรากลับไปเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมดีกว่ามั่ย?" มันเป็นประโยคที่ธรรมดามาก ผมจุกพูดไม่ออกได้แต่ฝืนยิ้มรับกรรมกับความผิดพลาดของด้วยเองที่ทำลายตัวเองลง ผมพยายามขอร้องเธอ ขอโอกาสเธอ แต่มันก็ไม่เป็นผล และประโยคส่งท้ายในวันนั้นที่เธอบอกผมคือ "ไม่ร้องนะ แล้วก็อย่าไปเมาที่ไหนด้วย" มันเป็นประโยคบอกลาที่แฝงความห่วงใยมาด้วย ซึ่งผมก็ได้แต่ยิ้มรับและตอบไปว่า "อื้ออ ได้เลยย" และหลังจากวันนั้นผมและเธอก็คุยกันน้อยลงเรื่อยๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่