
I want to be a BacPacker Ep.3 เขื่อนเชี่ยวหลาน 2015 * (ตอน ลมซ่อนรัก)
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบลู ทุกคนตอนนี้ก็เป็นการเดินทางครั้งที่ 3 แล้วในห้องบลูของผม ในคอนเซ็ปเดิม " I want to be a Backpacker " นั่นเอง
คราวนี้เราจะไปกันที่ " เขื่อนเชี่ยวหลาน" เขื่อนรัชประภา" กุ้ยหลินเมืองไทย" เขื่อนเขาสก" อะไรอีกดีหรืออีกเชื่อผมเรียกมันเองว่า "หุบเขาอวตาร " เพราะเมื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองแล้วก็ต้องบอกว่า มันสวยงามมากจริงๆ **** สรุปค่าใช้จ่ายอยู่บรรทัดสุดท้ายของรีวิวจ้า****
ฝาก 2 ทริปแรกก่อนเด้อ Ep1. วังเวียง 2015
http://pantip.com/topic/33137082
Ep2. แนะนำการเดินทางด้วยรถโดยสาร เกาะแสมสาร
http://pantip.com/topic/33303147
ก่อนเราจะเดินทางไปเราก็ต้องหาข้อมูล สถานที่ที่เราจะไปกันก่อน (อันนี้ผมไปถามมาจากเจ้าหน้าที่ ที่นั่นเพิ่มเติม) ก่อนไปผมก็รู้แค่ว่า มันสวย และมันอยู่สุราษ แค่นั้นแหละครับ 555+
เขื่อนรัชประภา เริ่มก่อสร้างจริงๆ เมื่อตอน ปี 2525 เปิดใช้งานตอนปี 2530 สำหรับหลายท่านที่สงสัยว่า น้ำในเขื่อนมาจากไหน น้ำในเขื่อนนั้น มาจากน้ำฝนส่วนหนึ่งและน้ำจาก แม่น้ำและภูเขาสูงต่างๆ ในจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งก็คือ กระบี่ ภูเก็ต และอีกจังหวัดนึงผมจำไม่ได้ ซึ่งตามหลักแล้ว สายน้ำต่างๆเหล่านี้ก็จะไหลลงสู่ทะเล แต่ก็มีการทำประตูเขื่อนกั้นเอาไว้ ก็ได้ถือกำเนิดเขื่อนแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งเดิมเขื่อนแห่งนี้ก็มี ป่าไม้และพืชพรรณจำนวนมาก เพราะโดยลักษณะของตัวพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็บ หุบเขานั่นเอง ซึ่งก็มีทั้งคนและสัตว์อยู่อาศัยจำนวนมาก สัตว์หลายชนิดก็ได้สูญพันธ์และตายลงไปเป็นจำนวนมากเหมือนกัน เมื่อเริ่มสร้างเขื่อน สำหรับปัญหาของการทำลายระบบนิเวศ หรืออะไรต่างๆ เราก็ไม่ขอลงไปในลายละเอียดมากนัก
เพราะแน่นอนว่าหากมีเขื่อนเกิดขึ้นมาที่ใดในโลกใบนี้ ก็ย่อมมีการสูญเสียเกิดขึ้นตามมา แต่มันก็อยู่ที่ว่า เขื่อนแห่งนั้นได้ทำประโยชน์ตอบแทนกลับมาให้กับประชาชนหรือพื้นที่แถวนั้นได้มากน้อย เท่ากับการที่ได้ทำลายป่าไปหรือไม่ ผมเองก็เป็นคนโลกสวยคนนึง แต่ก็ไม่ได้สวยมากนักหรอก แต่ก็รักป่า รักน้ำ รักปลา รักซากุระ นะ แต่ในเมื่อเขื่อนมันเกิดขึ้นมาแล้ว....แล้วก็แล้ว.... ก็เลยไปละกัน 555+
ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณที่สร้างเขื่อน ตอนนี้ก็มารับอาชีพเป็นคนขับเรือ รับส่งนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ ได้ดีเลยทีเดียว เพราะตอนนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน โดยส่วนใหญ่แล้วแพร ที่พักจะเต็มตลอดหากไม่จองล่วงหน้า.. เนื้อที่ของเขื่อนก็ประมาณ 1 แสนไร่เศษๆ เล็กนิดเดียวเอง ผมเดินสองชั่วโมงก็ทั่วแล้วล่ะ (ทุ๊ยยย) ... เอาล่ะข้อมูลเบื้องต้นก็พอสมควรแล้ว หนุ่มอีสานเดินทางงกันเลยย *
! ที่ฮ็อตฮิตอีกประการหนึ่งของ แพนางไพร ณ เขื่อนรัชชประภาคือ มีละครดังมาถ่ายทำซึ่งก็คือ ละครเรื่อง ลมซ่อนรัก " ของพระเอกหนุ่มรูปงามคล้ายกับผม ก็คือ ณเดช คุ้กกี้มั้ยจ๊ะ นั่นเอง ส่วนตัวไม่เคยดูหรอกครับเรื่องนี้ แต่เขาว่ามา ก็ว่าไป
การเดินทางในปีนี้ 2015 นับว่าราคาถูกลงพอสมควรนับตั้งแต่มี Thai Lion Air นี่ขอโฆษณาให้เขาซะหน่อยเพราะว่า ค่าตั๋วที่ประหยัดมาก + กับเครื่องก็ใหญ่ แล้วก็ดีเลย์น้อยมาก ถ้าฝนไม่ตกหนักจริงๆ ก็ตรงเวลาตลอด เที่ยวบินก็เยอะ เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 500-800 บาทตลอดหากจองล่วงหน้า แค่ 2 อาทิตย์ก็ยังได้ราคานี้เลย น้ำหนักก็ให้ฟรี 15 กิโลโหลด 7 โลขึ้นเครื่องก็ถือว่าเยี่ยมม
เนื่องจากผมเดินทางมาจากที่ราบสูง ก็จึงต้องมาสองต่อค่าเดินทางก็อาจจะมากกว่าชาว กทม. ซักหน่อย ผมนั่งเครื่องเช้าจาก อุดรธานี มาลงที่ กทม แล้วก็ต่อเครื่องจาก กทม ไปลงที่สุราษ การเดินทางด้วยเครื่องบินคงไม่ลงลายอะเอียดอะไร เพราะคิดว่าทุกคนคงเคยขึ้นเครื่องบินกันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าใครไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ก็ลองเดินมาดูก็ได้ 7-8 วันก็น่าจะถึงชิวๆ
:::: ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทริปนี้จะคำนวนให้ตอนสุดท้าย พร้อมทั้ง เครดิตต่างๆ ส่วนใครอยากได้เบอร์จองอะไรก็ตามที่มันไม่ได้เขียนไว้แล้วคิดว่าผมน่าจะมี ลอง PM มานะครับ
Day 1.
15.20 โดยประมาณเดินทางมาถึง สุราษธานี เป็นครั้งแรกของหนุ่มอีสานอย่างผม และแน่นอนว่าอยากจะไปลองมากๆเลยซึ่ง ที่นี่เขาขื้นชื่อว่าเป็นเมือง "หอยใหญ่" ภาพในหัวนี่มีแต่ หอย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ลอยมาเต็มไปหมด 555+ แต่เนื่องจากว่าหาข้อมูลมาโดยสังเขป ซึ่งถ้าไม่มีรถส่วนตัว การจะไปหาหอยใหญ่กิน ในร้านที่ใช่ ราคาที่ชอบ มันลำบากมาก โปรแกรมหอยใหญ่จึงอด นั่งแทะหอยกระป๋องเอาละกัน
เมื่อเราลงเครื่องบินก็จะมีรถโดยสารของ บริษัท " พันทิพย์ ทัวร์ " ให้บริการเข้าเมือง สนามบินห่างจากเมืองราวๆ 20 กว่ากิโล ได้ ค่าโดยสารก็คนละ 100 บาทสามารถแจ้งได้เลยว่าเราจะไปลงตรงไหน ก็แล้วแต่ว่าเราจองที่พักตัวเมืองไว้ที่ไหน ส่วนผมนั้นก็ภูมิใจนำเสนอที่พักที่ผมพึ่งไปเอาหลังแนบมา ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมาก แล้วก็สะอาด ราคาก็เหมาะสมเลยทีเดียว (ถ้าใครจะลงไหนก็แจ้งพนักงานเก็บตั๋วได้เลย เขาจะบอกสถานที่ลงแล้วก็บอกการเดินทางต่อไปที่นั้นๆได้) ของผมนั้นมาลงสุดสายเลย (แต่ระหว่างทางรถผ่านหน้าโรงแรมด้วยผมตะโกนบอกคนขับไม่ทัน) เลยต้องมาลงที่บริษัทที่ตลาดเกษตร 1 ซึ่งก็ห่างจาก โรงแรมไปไม่มากนักไม่น่าจะเกิน 400 เมตร เนื่องจากของมาเยอะด้วยก็เลยต้อง ขึ้นรถกะป๊อมา ราคาคนละ 20 บาท จะใกล้หรือไกล ก็ 20 บาทท
มาถึงโรงแรม แอบสะพรึงว่าข้างๆมันดูเก่าๆ นิดหน่อย แต่ส่วนตัวล็อบบี้ก็ดูดีใช้ได้ แต่พอเข้าห้องเท่านั้นแหละ แนบรูปมาให้ชม สำหรับราคาแค่ 690 บาท นับว่าดีกว่าที่อื่นๆ เป็นสิบเท่าที่เคยไปพักมาเลยทีเดียว สำหรับผมได้เตียงคู่เพราะเตียงเดี่ยวมันเต็มหมดแล้ว ในห้องแบ่งเป็นสองโซน โซนนอนกับ อีกโซนห้องน้ำแต่งตัว ตู้เย็น
เข้าที่พักเรียบร้อย เก็บของเข้าที่ เราก็จะออกหาเดินตุนเสบียงสำหรับไปที่แพ แล้วก็เดินเล่นในตัวเมืองซะหน่อย วันที่ผมมาถึงผมตั้งใจจะเดินทางมาในวัน เสาร์ เพราะ วันเสาร์ ที่สุราษจะมีถนนคนเดิน ริมแม่น้ำศรีตาปี พอดี ซึ่งมันก็อยู่ห่างจากโรงแรมแค่แยกเดียว ใกล้มาก โรงแรมจะอยู่ใกล้กับ ห้าง ซุปเปอร์มาเก็ต คิวรถ ตลาดศาลเจ้า ธนาคารมากมาย เรียกได้ว่าครบ ทั้งหมดสามารถเดินไปได้ ใกล้นิดเดียว ของกินต่างๆก็มากมาย
!! สาเหตุที่เราต้องตุนเสบียงไปที่แรเพราะว่า อาหารที่แพนั้นก็จะมีราคาเป็นสองเท่าของในเมือง เช่น ถ้าท่านเคยเกินข้าวจานละ 35 บาท ที่นั่นก็จะ 70 ถ้าท่านเคยกินโค้ก 15 โค้กก็จะ 30 ขนมอะไรต่างๆ ราคาจะประมาณนี้ ก็ไม่ถือว่าแพงมากจนน่าเกลียดเพราะ ความไกลของแพจากฝั่ง + บรรยากาศสวยๆ และรสชาติอาหาร ก็นับว่า รับได้ ปล.ราคานี้สำหรับแพนางไพรที่ผมไปพัก ที่อื่นไม่ทราบเด้อ
เวลาประมาณ 16.30 น. ก็เริ่มหิววข้าวม๊ากกก เนื่องจากไม่ค่อยได้กินอะไร ที่สนามบิน เพราะว่ามันแพงนั่นเอง 555+ เริ่มย่างเท้าออกจากห้อง เป้าหมายแรกคือ ตลาดศาลเจ้า ที่ขึ้นชื่อเรื่องของกิน เดินไปประมาณ 300 เมตรได้ละมั้ง ก็จะไปถึงตลาดศาลเจ้า ไปชมบรรยากาศและอาหารกันเลย
อย่างแรกที่กินก่อนเลยคือ ทอดมันกับหนังปลา อร่อยมากครับ อร่อยจนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่รู้เพราะมันอร่อยมากหรือเพราะหิวมากก ร้านนี้คนต่อคิวเยอะมาก ทอดขึ้นปุ๊ปหมดปั๊ป ไอ้ผมก็ลืมถ่ายชื่อร้านมาแต่เอาเป็นว่า เท่าที่ผมเห็นมีร้านเดียวที่ขายทอดมันปลาล่ะครับ
ได้มาแล้วก็เดินไปกินไปเรื่อยๆ ก็อยากกินข้าวแล้วครับ เหลือบไปเห็นร้านข้าวมันไก่ ที่สะดุดเพราะว่า คนเยอะมาก ทั้งซื้อใส่ห่อ ทั้งนั่งกินในร้าน ผมยืนรออยู่เกือบ 15 นาทีกว่าจะได้โต๊ะนั่งก็ลองกินดู ไอ้ผมมันคอเข้ามันไก่อยู่แล้ว ถ้าใครอยากรู้ว่าข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดในโลกอยู่ไหน คำตอบคือ ที่อุดร ครับ ถามคนอุดรได้ ร้านข้าวมันไก่ลุงต้อย หรือตอนนี้เป็นลูกแกทำแล้ว เค้าอาจจะเรียกข้าวมันไก่พี่โต้ง ก็ได้อยู่ที่ไหนคนอุดรส่วนใหญ่รู้จักหมดแหละครับ ผมก็อยากรู้ว่าไอ้ร้านนี้คนแม่ม เยอะ

มันจะสู้ร้านลุงต้อยผมได้ไหม
คนเยอะ
หน้าตาเป็นแบบนี้
เมื่อกินเสร็จ ขอวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา รสชาติน้ำจิ้มก็อร่อยดีแต่ว่า ก็คล้ายๆกับ น้ำจิ้มทั่วไป คือออกเปรี้ยวนำ ส่วนไก่กับเครื่องใน อร่อยดีครับ ไม่เหนียว ไก่เด้งดี แต่ว่าข้าวเนี่ย แข็งเหมือนกับว่าไม่สุก ไม่รู้เพราะคนเยอะรึป่าวเลยต้องรีบทำมาขาย สำหรับโดยรวมมันก็อร่อยดีนะครับ แต่ถ้าจะเทียบกับลุงต้อยผม ผมบอกเลยว่า ไม่ได้เวอร์ ถ้าลุงต้อยมี 50 คะแนน ร้านนี้ผมให้แค่ 20 ก็พอ 555+ ถ้าใครไม่เชื่อลองมากินดูนะครับ กินแค่รสชาตินะครับ อยา่ไปดูร้านเค้าสำหรับร้านลุงต้อย
กินอิ่มแล้วก็ออกเดินต่อ ไปเจอเข้ากับแมลงท้องถิ่นที่เพื่อนบอกว่า มาสุราษต้องลองกิน แมลงตัวนี้
มันก็คือแมลงพลัด ส่วนตัวผมไม่ใช่คอแมลงซะด้วย เต็มที่ที่กินก็แค่พวก ดักแด้ รถด่วน แต่เห็นเพื่อนแนะนำมาก็ต้องลองซะหน่อย
รสชาติก็อร่อยดีครับ ผมว่ามันก็มันๆ คล้ายๆ ดักแด้บ้านผมเลย
เมื่อเราทานข้าวเดินถนนคนเดินซึ่งมันก็ไม่ต่างจากบ้านผมมากมายนัก (ผิดหวัง ทำไมไม่รู้ 55 ) แล้วก็จะมืดแล้วก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปถ่ายอะไรไว้ ถนนคนเดินก็ไม่ไกลจากตลาดศาลเจ้า เดินไปอีกซอยสองซอยก็ถึงแล้ว
ทีนี้เราก็ไปหาเดินซื้อเสบียงกัน โดยใกล้ๆจะมีซุปเปอร์มาเก็ต จำชื่อไม่ได้ละ เราก็เข้าไปจัดการซื้อของกินเล่น ขนม มาม่า อะไรต่างๆ ที่เราคิดอยากจะกิน เพราะอย่าลืมว่า บนแพ มีขายแต่น้อยชนิด และราคาแพง เรานำไปกินได้ ไม่มีการว่าอะไร ที่สำคัญถ้าใครชอบ ดื่มเหล้า ดื่มเบีย อย่าลืมหากระติกน้ำแข็ง หรือโฟม ไว้ไปแช่ของกันด้วยเน้อ
ข้อสังเกตุ : เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับหนุ่มอีสานเมืองหลวงแห่งเซเว่นของผมเป็นอย่างมาก เพราะที่อุดรธานี ของผมนั้น ล้มไปตรงไหนก็พบเจอแต่ เซเว่น ๆ ๆๆ ๆๆๆ ๆ ๆ ๆ เว่น

ทุกหัวมุมถนน แต่ว่าที่ตัวเมืองสุราษ นับตั้งแต่ผม นั่งรถจากสนามบิน จนถึง โรงแรม เดินเล่น ถนนในเมือง บริเวณแถวนั้น ซึ่งแทบจะกลางเมือง ผมไม่เจอเซเว่นเลยซักเจ้าเดียว เออไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือว่าชาตินิยมก็ไม่ทราบได้ แต่ก็แปลกๆดี (มันก็สื่อให้เห็นว่าถึงไม่มีเซเว่น เราก็ไม่เดือดร้อนนี่เนอะ )
นี่เลยเสบียงผมม กว่าจะหาโฟมได้ก็เล่นเอาเหงื่อแตกเลยทีเดียว
ก็จบวันแรกด้วย ภารกิจเพียงเท่านี้ปิดไฟนอนพรุ่งนี้ไปเขื่อนแล้วจ้าา ธรรมชาติที่สวยงามกำลังรอเราอยู่
[CR][SR] I want to be a BackPacker EP.3 เขื่อนเชี่ยวหลาน 2015 * (ตอน ลมซ่อนรัก)
I want to be a BacPacker Ep.3 เขื่อนเชี่ยวหลาน 2015 * (ตอน ลมซ่อนรัก)
สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบลู ทุกคนตอนนี้ก็เป็นการเดินทางครั้งที่ 3 แล้วในห้องบลูของผม ในคอนเซ็ปเดิม " I want to be a Backpacker " นั่นเอง
คราวนี้เราจะไปกันที่ " เขื่อนเชี่ยวหลาน" เขื่อนรัชประภา" กุ้ยหลินเมืองไทย" เขื่อนเขาสก" อะไรอีกดีหรืออีกเชื่อผมเรียกมันเองว่า "หุบเขาอวตาร " เพราะเมื่อไปเห็นด้วยตาตัวเองแล้วก็ต้องบอกว่า มันสวยงามมากจริงๆ **** สรุปค่าใช้จ่ายอยู่บรรทัดสุดท้ายของรีวิวจ้า****
ฝาก 2 ทริปแรกก่อนเด้อ Ep1. วังเวียง 2015 http://pantip.com/topic/33137082
Ep2. แนะนำการเดินทางด้วยรถโดยสาร เกาะแสมสาร http://pantip.com/topic/33303147
ก่อนเราจะเดินทางไปเราก็ต้องหาข้อมูล สถานที่ที่เราจะไปกันก่อน (อันนี้ผมไปถามมาจากเจ้าหน้าที่ ที่นั่นเพิ่มเติม) ก่อนไปผมก็รู้แค่ว่า มันสวย และมันอยู่สุราษ แค่นั้นแหละครับ 555+
เขื่อนรัชประภา เริ่มก่อสร้างจริงๆ เมื่อตอน ปี 2525 เปิดใช้งานตอนปี 2530 สำหรับหลายท่านที่สงสัยว่า น้ำในเขื่อนมาจากไหน น้ำในเขื่อนนั้น มาจากน้ำฝนส่วนหนึ่งและน้ำจาก แม่น้ำและภูเขาสูงต่างๆ ในจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งก็คือ กระบี่ ภูเก็ต และอีกจังหวัดนึงผมจำไม่ได้ ซึ่งตามหลักแล้ว สายน้ำต่างๆเหล่านี้ก็จะไหลลงสู่ทะเล แต่ก็มีการทำประตูเขื่อนกั้นเอาไว้ ก็ได้ถือกำเนิดเขื่อนแห่งนี้ขึ้นมา ซึ่งเดิมเขื่อนแห่งนี้ก็มี ป่าไม้และพืชพรรณจำนวนมาก เพราะโดยลักษณะของตัวพื้นที่ เรียกได้ว่าเป็บ หุบเขานั่นเอง ซึ่งก็มีทั้งคนและสัตว์อยู่อาศัยจำนวนมาก สัตว์หลายชนิดก็ได้สูญพันธ์และตายลงไปเป็นจำนวนมากเหมือนกัน เมื่อเริ่มสร้างเขื่อน สำหรับปัญหาของการทำลายระบบนิเวศ หรืออะไรต่างๆ เราก็ไม่ขอลงไปในลายละเอียดมากนัก
เพราะแน่นอนว่าหากมีเขื่อนเกิดขึ้นมาที่ใดในโลกใบนี้ ก็ย่อมมีการสูญเสียเกิดขึ้นตามมา แต่มันก็อยู่ที่ว่า เขื่อนแห่งนั้นได้ทำประโยชน์ตอบแทนกลับมาให้กับประชาชนหรือพื้นที่แถวนั้นได้มากน้อย เท่ากับการที่ได้ทำลายป่าไปหรือไม่ ผมเองก็เป็นคนโลกสวยคนนึง แต่ก็ไม่ได้สวยมากนักหรอก แต่ก็รักป่า รักน้ำ รักปลา รักซากุระ นะ แต่ในเมื่อเขื่อนมันเกิดขึ้นมาแล้ว....แล้วก็แล้ว.... ก็เลยไปละกัน 555+
ชาวบ้านที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณที่สร้างเขื่อน ตอนนี้ก็มารับอาชีพเป็นคนขับเรือ รับส่งนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ ได้ดีเลยทีเดียว เพราะตอนนี้มีนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน โดยส่วนใหญ่แล้วแพร ที่พักจะเต็มตลอดหากไม่จองล่วงหน้า.. เนื้อที่ของเขื่อนก็ประมาณ 1 แสนไร่เศษๆ เล็กนิดเดียวเอง ผมเดินสองชั่วโมงก็ทั่วแล้วล่ะ (ทุ๊ยยย) ... เอาล่ะข้อมูลเบื้องต้นก็พอสมควรแล้ว หนุ่มอีสานเดินทางงกันเลยย *
! ที่ฮ็อตฮิตอีกประการหนึ่งของ แพนางไพร ณ เขื่อนรัชชประภาคือ มีละครดังมาถ่ายทำซึ่งก็คือ ละครเรื่อง ลมซ่อนรัก " ของพระเอกหนุ่มรูปงามคล้ายกับผม ก็คือ ณเดช คุ้กกี้มั้ยจ๊ะ นั่นเอง ส่วนตัวไม่เคยดูหรอกครับเรื่องนี้ แต่เขาว่ามา ก็ว่าไป
การเดินทางในปีนี้ 2015 นับว่าราคาถูกลงพอสมควรนับตั้งแต่มี Thai Lion Air นี่ขอโฆษณาให้เขาซะหน่อยเพราะว่า ค่าตั๋วที่ประหยัดมาก + กับเครื่องก็ใหญ่ แล้วก็ดีเลย์น้อยมาก ถ้าฝนไม่ตกหนักจริงๆ ก็ตรงเวลาตลอด เที่ยวบินก็เยอะ เฉลี่ยราคาอยู่ที่ 500-800 บาทตลอดหากจองล่วงหน้า แค่ 2 อาทิตย์ก็ยังได้ราคานี้เลย น้ำหนักก็ให้ฟรี 15 กิโลโหลด 7 โลขึ้นเครื่องก็ถือว่าเยี่ยมม
เนื่องจากผมเดินทางมาจากที่ราบสูง ก็จึงต้องมาสองต่อค่าเดินทางก็อาจจะมากกว่าชาว กทม. ซักหน่อย ผมนั่งเครื่องเช้าจาก อุดรธานี มาลงที่ กทม แล้วก็ต่อเครื่องจาก กทม ไปลงที่สุราษ การเดินทางด้วยเครื่องบินคงไม่ลงลายอะเอียดอะไร เพราะคิดว่าทุกคนคงเคยขึ้นเครื่องบินกันอยู่แล้ว ซึ่งถ้าใครไม่เคยขึ้นเครื่องบิน ก็ลองเดินมาดูก็ได้ 7-8 วันก็น่าจะถึงชิวๆ
:::: ค่าใช้จ่ายทั้งหมดทริปนี้จะคำนวนให้ตอนสุดท้าย พร้อมทั้ง เครดิตต่างๆ ส่วนใครอยากได้เบอร์จองอะไรก็ตามที่มันไม่ได้เขียนไว้แล้วคิดว่าผมน่าจะมี ลอง PM มานะครับ
Day 1.
15.20 โดยประมาณเดินทางมาถึง สุราษธานี เป็นครั้งแรกของหนุ่มอีสานอย่างผม และแน่นอนว่าอยากจะไปลองมากๆเลยซึ่ง ที่นี่เขาขื้นชื่อว่าเป็นเมือง "หอยใหญ่" ภาพในหัวนี่มีแต่ หอย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ลอยมาเต็มไปหมด 555+ แต่เนื่องจากว่าหาข้อมูลมาโดยสังเขป ซึ่งถ้าไม่มีรถส่วนตัว การจะไปหาหอยใหญ่กิน ในร้านที่ใช่ ราคาที่ชอบ มันลำบากมาก โปรแกรมหอยใหญ่จึงอด นั่งแทะหอยกระป๋องเอาละกัน
เมื่อเราลงเครื่องบินก็จะมีรถโดยสารของ บริษัท " พันทิพย์ ทัวร์ " ให้บริการเข้าเมือง สนามบินห่างจากเมืองราวๆ 20 กว่ากิโล ได้ ค่าโดยสารก็คนละ 100 บาทสามารถแจ้งได้เลยว่าเราจะไปลงตรงไหน ก็แล้วแต่ว่าเราจองที่พักตัวเมืองไว้ที่ไหน ส่วนผมนั้นก็ภูมิใจนำเสนอที่พักที่ผมพึ่งไปเอาหลังแนบมา ซึ่งเป็นทำเลที่ดีมาก แล้วก็สะอาด ราคาก็เหมาะสมเลยทีเดียว (ถ้าใครจะลงไหนก็แจ้งพนักงานเก็บตั๋วได้เลย เขาจะบอกสถานที่ลงแล้วก็บอกการเดินทางต่อไปที่นั้นๆได้) ของผมนั้นมาลงสุดสายเลย (แต่ระหว่างทางรถผ่านหน้าโรงแรมด้วยผมตะโกนบอกคนขับไม่ทัน) เลยต้องมาลงที่บริษัทที่ตลาดเกษตร 1 ซึ่งก็ห่างจาก โรงแรมไปไม่มากนักไม่น่าจะเกิน 400 เมตร เนื่องจากของมาเยอะด้วยก็เลยต้อง ขึ้นรถกะป๊อมา ราคาคนละ 20 บาท จะใกล้หรือไกล ก็ 20 บาทท
มาถึงโรงแรม แอบสะพรึงว่าข้างๆมันดูเก่าๆ นิดหน่อย แต่ส่วนตัวล็อบบี้ก็ดูดีใช้ได้ แต่พอเข้าห้องเท่านั้นแหละ แนบรูปมาให้ชม สำหรับราคาแค่ 690 บาท นับว่าดีกว่าที่อื่นๆ เป็นสิบเท่าที่เคยไปพักมาเลยทีเดียว สำหรับผมได้เตียงคู่เพราะเตียงเดี่ยวมันเต็มหมดแล้ว ในห้องแบ่งเป็นสองโซน โซนนอนกับ อีกโซนห้องน้ำแต่งตัว ตู้เย็น
เข้าที่พักเรียบร้อย เก็บของเข้าที่ เราก็จะออกหาเดินตุนเสบียงสำหรับไปที่แพ แล้วก็เดินเล่นในตัวเมืองซะหน่อย วันที่ผมมาถึงผมตั้งใจจะเดินทางมาในวัน เสาร์ เพราะ วันเสาร์ ที่สุราษจะมีถนนคนเดิน ริมแม่น้ำศรีตาปี พอดี ซึ่งมันก็อยู่ห่างจากโรงแรมแค่แยกเดียว ใกล้มาก โรงแรมจะอยู่ใกล้กับ ห้าง ซุปเปอร์มาเก็ต คิวรถ ตลาดศาลเจ้า ธนาคารมากมาย เรียกได้ว่าครบ ทั้งหมดสามารถเดินไปได้ ใกล้นิดเดียว ของกินต่างๆก็มากมาย
!! สาเหตุที่เราต้องตุนเสบียงไปที่แรเพราะว่า อาหารที่แพนั้นก็จะมีราคาเป็นสองเท่าของในเมือง เช่น ถ้าท่านเคยเกินข้าวจานละ 35 บาท ที่นั่นก็จะ 70 ถ้าท่านเคยกินโค้ก 15 โค้กก็จะ 30 ขนมอะไรต่างๆ ราคาจะประมาณนี้ ก็ไม่ถือว่าแพงมากจนน่าเกลียดเพราะ ความไกลของแพจากฝั่ง + บรรยากาศสวยๆ และรสชาติอาหาร ก็นับว่า รับได้ ปล.ราคานี้สำหรับแพนางไพรที่ผมไปพัก ที่อื่นไม่ทราบเด้อ
เวลาประมาณ 16.30 น. ก็เริ่มหิววข้าวม๊ากกก เนื่องจากไม่ค่อยได้กินอะไร ที่สนามบิน เพราะว่ามันแพงนั่นเอง 555+ เริ่มย่างเท้าออกจากห้อง เป้าหมายแรกคือ ตลาดศาลเจ้า ที่ขึ้นชื่อเรื่องของกิน เดินไปประมาณ 300 เมตรได้ละมั้ง ก็จะไปถึงตลาดศาลเจ้า ไปชมบรรยากาศและอาหารกันเลย
อย่างแรกที่กินก่อนเลยคือ ทอดมันกับหนังปลา อร่อยมากครับ อร่อยจนน้ำหูน้ำตาไหล ไม่รู้เพราะมันอร่อยมากหรือเพราะหิวมากก ร้านนี้คนต่อคิวเยอะมาก ทอดขึ้นปุ๊ปหมดปั๊ป ไอ้ผมก็ลืมถ่ายชื่อร้านมาแต่เอาเป็นว่า เท่าที่ผมเห็นมีร้านเดียวที่ขายทอดมันปลาล่ะครับ
ได้มาแล้วก็เดินไปกินไปเรื่อยๆ ก็อยากกินข้าวแล้วครับ เหลือบไปเห็นร้านข้าวมันไก่ ที่สะดุดเพราะว่า คนเยอะมาก ทั้งซื้อใส่ห่อ ทั้งนั่งกินในร้าน ผมยืนรออยู่เกือบ 15 นาทีกว่าจะได้โต๊ะนั่งก็ลองกินดู ไอ้ผมมันคอเข้ามันไก่อยู่แล้ว ถ้าใครอยากรู้ว่าข้าวมันไก่ที่อร่อยที่สุดในโลกอยู่ไหน คำตอบคือ ที่อุดร ครับ ถามคนอุดรได้ ร้านข้าวมันไก่ลุงต้อย หรือตอนนี้เป็นลูกแกทำแล้ว เค้าอาจจะเรียกข้าวมันไก่พี่โต้ง ก็ได้อยู่ที่ไหนคนอุดรส่วนใหญ่รู้จักหมดแหละครับ ผมก็อยากรู้ว่าไอ้ร้านนี้คนแม่ม เยอะ
คนเยอะ
หน้าตาเป็นแบบนี้
เมื่อกินเสร็จ ขอวิจารณ์แบบตรงไปตรงมา รสชาติน้ำจิ้มก็อร่อยดีแต่ว่า ก็คล้ายๆกับ น้ำจิ้มทั่วไป คือออกเปรี้ยวนำ ส่วนไก่กับเครื่องใน อร่อยดีครับ ไม่เหนียว ไก่เด้งดี แต่ว่าข้าวเนี่ย แข็งเหมือนกับว่าไม่สุก ไม่รู้เพราะคนเยอะรึป่าวเลยต้องรีบทำมาขาย สำหรับโดยรวมมันก็อร่อยดีนะครับ แต่ถ้าจะเทียบกับลุงต้อยผม ผมบอกเลยว่า ไม่ได้เวอร์ ถ้าลุงต้อยมี 50 คะแนน ร้านนี้ผมให้แค่ 20 ก็พอ 555+ ถ้าใครไม่เชื่อลองมากินดูนะครับ กินแค่รสชาตินะครับ อยา่ไปดูร้านเค้าสำหรับร้านลุงต้อย
กินอิ่มแล้วก็ออกเดินต่อ ไปเจอเข้ากับแมลงท้องถิ่นที่เพื่อนบอกว่า มาสุราษต้องลองกิน แมลงตัวนี้
มันก็คือแมลงพลัด ส่วนตัวผมไม่ใช่คอแมลงซะด้วย เต็มที่ที่กินก็แค่พวก ดักแด้ รถด่วน แต่เห็นเพื่อนแนะนำมาก็ต้องลองซะหน่อย
รสชาติก็อร่อยดีครับ ผมว่ามันก็มันๆ คล้ายๆ ดักแด้บ้านผมเลย
เมื่อเราทานข้าวเดินถนนคนเดินซึ่งมันก็ไม่ต่างจากบ้านผมมากมายนัก (ผิดหวัง ทำไมไม่รู้ 55 ) แล้วก็จะมืดแล้วก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปถ่ายอะไรไว้ ถนนคนเดินก็ไม่ไกลจากตลาดศาลเจ้า เดินไปอีกซอยสองซอยก็ถึงแล้ว
ทีนี้เราก็ไปหาเดินซื้อเสบียงกัน โดยใกล้ๆจะมีซุปเปอร์มาเก็ต จำชื่อไม่ได้ละ เราก็เข้าไปจัดการซื้อของกินเล่น ขนม มาม่า อะไรต่างๆ ที่เราคิดอยากจะกิน เพราะอย่าลืมว่า บนแพ มีขายแต่น้อยชนิด และราคาแพง เรานำไปกินได้ ไม่มีการว่าอะไร ที่สำคัญถ้าใครชอบ ดื่มเหล้า ดื่มเบีย อย่าลืมหากระติกน้ำแข็ง หรือโฟม ไว้ไปแช่ของกันด้วยเน้อ
ข้อสังเกตุ : เป็นที่น่าแปลกใจสำหรับหนุ่มอีสานเมืองหลวงแห่งเซเว่นของผมเป็นอย่างมาก เพราะที่อุดรธานี ของผมนั้น ล้มไปตรงไหนก็พบเจอแต่ เซเว่น ๆ ๆๆ ๆๆๆ ๆ ๆ ๆ เว่น
นี่เลยเสบียงผมม กว่าจะหาโฟมได้ก็เล่นเอาเหงื่อแตกเลยทีเดียว
ก็จบวันแรกด้วย ภารกิจเพียงเท่านี้ปิดไฟนอนพรุ่งนี้ไปเขื่อนแล้วจ้าา ธรรมชาติที่สวยงามกำลังรอเราอยู่
**SR - Sponsored Review : ผู้เขียนรีวิวนี้ไม่ได้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง แต่มีผู้สนับสนุนสินค้าหรือบริการนี้ให้แก่ผู้เขียนรีวิว โดยที่ผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนอื่นใดในการเขียนรีวิว