[CR] เที่ยวเชียงคาน บันทึกการเดินทางแสนทรหดกับเชียงคานที่เปลี่ยนไป

เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปเที่ยวเชียงคานอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อ 5 ปีก่อนนั้นได้ไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกัน ซึ่งเอาจริงๆ นั้น สถานที่ท่องเที่ยวในเชียงคานนั้นเราก็รู้แบบ งูๆ ปลาๆ เอาตามหลักสำคัญนั้นเมื่อก่อนนั้น เราไปสัมผัสลมหนาวและนั่งจิบเบียร์เย็นๆ ตั้งแต่หัววันเท่านั้นเอง การเดินทางไปยัง เชียงคาน เมื่อก่อนนั้น เราและเพื่อนๆ ขับรถไปกันเองจึงไม่มีข้อมูลมากนัก บวกกับว่าเมื่อครั้งปีใหม่ที่ผ่านมาทางบ้านได้จองตั๋วเครื่องบินให้แบบงงๆ เพราะต้องไปติดต่องานที่แถบภาคอีสาน เราจึงถือโอกาสไปเยี่ยมเชียงคานอีกครั้ง แบบไม่ได้ตั้งตัวพร้อมคุณแฟนที่ซื้อตั๋วแบบนาทีสุดท้ายค่ะ



เริ่ม การเดินทาง ไป เชียงคาน
เรานั่งเครื่องมาลงยังท่าอากาศยานจังหวัดอุดรธานี หลังจากที่พบกับลูกค้าของแม่และเซ็นส่งเอกสารเรียบร้อย เราก็เริ่มหาหนทางไปเชียงคานกันค่ะ ตอนแรกคิดว่าน่าจะมีสองแถวเข้าไปในเมือง แต่ไม่มีนะคะต้องออกไปด้านหน้าเท่านั้น และต้องต่อรถไปอีกหลายต่อเพื่อไปที่สถานีขนส่งจังหวัดอุดรธานี (ท่ารถใหม่)เพื่อจะต่อรถไปที่ขนส่งจังหวัดเลย ตอนนี้มีสองตัวเลือกคือ

นั่งรถตู้ราคา 80 บาทต่อคนและจะออกก็ต่อเมื่อรถเต็ม

หรือรถลิโม่ 200 บาทต่อเที่ยว รถใหม่ สะอาดและคนขับใจดี

เราจึงเลือกลิโม่แทนเพราะไม่อยากรอและกระเป๋าค่อนข้างใหญ่ค่ะ ขับรถไปประมาณ 10-15 นาทีเดินเข้าไปที่สถานีขนส่งจะมีผู้ชายหน้าตาหน้ากลัว ถามว่า “ลูกจะไปไหนจ้ะ” ตอนแรกๆ ก็กลัวๆ นะคะ แตจริงๆ แล้วลุงๆ พวกนี้เค้าใจดีค่ะ พูดเพราะ ให้เราบอกไปเลยค่ะ ว่า “จะไปเลย เพื่อต่อรถไป เชียงคาน ” ไม่ว่าจะเป็นวินไหนก็จะมาส่งหรือชี้นำเราให้ถึงที่



ค่ารถจาก อุดรธานี ไป เลย ราคาคนละ 100 บาทขาดตัว

รถจะออกทุกๆ 30 นาทีค่ะคนไม่เต็มก็ออกค่ะ แต่ถ้าใครหิวหรืออยากเข้าห้องน้ำให้รีบเข้าก่อนเลยนะคะ เพราะรถทัวร์นี้จะไม่จอดตามปั้มหรือถ้าจอดก็จะจอดไม่นานเท่าไร ฉะนั้นอย่าอั้นเอาไว้หรือทนหิวตลอดทางเลยค่ะ อ่อ…แต่ถ้าเกิดหิวระหว่างทางก็จะมีลุงๆ ป้าๆ ขึ้นมาขายของบนรถบ่อยๆ เรียกว่า อยู่เมืองไทยไม่อดค่ะ รถขับแบบหวานเย็นไม่รีบไม่ร้อน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งจนถึงสถานีขนส่งจังหวัดเลย แต่ยังค่ะ มันยังไม่จบเราจะต้องต่อรถสองแถวสีฟ้าไปอีกประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ค่ะ



ความเห็นส่วนตัว หากเพื่อนๆ อยากที่จะมาเที่ยว เชียงคาน นั่งรถทัวร์มาจะดีกว่าค่ะ เพราะต่อเดียวไม่ต้องหารถ เราจ่ายแพงแถมเหนื่อยมากๆ อีกด้วยเพราะรถทัวร์จะมาส่งถึงหน้าเชียงคานเลยไม่ต้องเดินไกล


ถึง เชียงคาน แล้ว
เมื่อรถสองแถวที่ต้องยอมรับว่าจอดทุกๆ 5-10 นาทีมาจอดที่ป้ายสุดท้าย จะมีสามล้อรออยู่ หากข้าวของไม่เยอะหรือไม่ขี้เกียจเดินก็ไม่ต้องใช้บริการหรอกค่ะ เพราะใกล้ๆ เองเดินไปไม่ถึง 3 นาทีก็ถึงถนนคนเดินของ เชียงคาน แล้ว เนื่องจากเราไปถึงตอนมืดและไม่ได้จองที่พักเอาไว้ จึงลองเดินหาไปรอบๆ ค่ะ ซึ่งเชียงคานเริ่มเปลี่ยนไปเพราะไม่ค่อยมีบ้านแบบโฮมสเตย์เท่าไรแล้ว มันกลายเป็นโรงแรมขนาดกระทัดรัดที่สะดวกสบายมากขึ้นกว่าแต่ก่อนเยอะ ราคาโดยประมาณ 500- 1500 บาทต่อคืน มากสุดก็จะประมาณ 2 พันบาทค่ะ (ช่วงปีใหม่) ไม่ต้องห่วงเรามีที่พักแน่นอน ที่พักในเชียงคานในฝั่งที่ติดแม่น้ำและอยู่ในช่วงถนนคนเดินจะค่อนข้างราคาสูงกว่า ที่พักฝั่งหัวถนนหรือที่อยู่ในซอยค่ะ จบลงที่คืนนั้นเราได้ที่พัก 2 คืน คืนละ 800 บาทพร้อมอาหารเช้าค่ะ และมือค่ำจบลงที่การเดินหาของกินตามร้านที่ตั้งอยู่ข้างทาง พร้อมกับเบียร์ลาวเย็นๆ คนละ 2 ขวดค่ะ



หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเราไม่ได้มีเวลาที่จะเดินชมตลาดยามค่ะคืนมากนัก ขอตัวหลับก่อน เพื่อที่จะตื่นเช้ามาใส่บาตรข้าวเหนียวซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ตี 5 นิดๆ ค่ะ ไม่ต้องจัดหาเองเพราะจะมีชาวบ้านหุงหาอาหารและข้าวเหนียวใส่กระติ๊บตั้งขายเอาไว้แล้วแต่ว่าจะจัดชุดเล็กหรือชุดใหญ่ ด้วยอาการงัวเงียจึงไม่ได้เก็บภาพมาฝาก แต่หลังจากนั้นเราก็ไปหาของกินต่อ เพราะเชียงคานเนี่ยมีชื่อเสียงนักเกี่ยวกับเรื่องของกิน ที่ไม่ควรพลาดนั่นคือ โจ๊กข้นๆ ที่ไม่ค่อยจะมีน้ำ เป็นโจ๊กแบบแห้ง ข้าวเม็ดอวบๆ เล็กๆ แต่เครื่องเต็ม แนะนำค่ะ เพราะมันไม่เหมือนโจ๊กในกรุงเทพแน่นอน ราคาแค่ 35 บาทเท่านั้น แต่ต่อไปเรื่อยๆ เราจะเห้นร้านคาเฟ่เล้กๆ น่ารัก ที่มีเครื่องชงกาแฟแบบร้านใหญ่ๆ แทบทุกร้านไปเลือกจิบกาแฟกันให้เต็มที่ ราคาไม่เกิน 50 บาทแต่รสชาติเลิศหรูอลังการ นุ่มและหอมหรุ่นกลิ่นกาแฟไม่แพ้ร้านหรูๆ แน่นอน อ้อ…อย่าลืมเอาหนังสือเล่มโปรดไปอ่านพร้อมกับชมบรรยากาศริมฝั่งโขงไปพรางๆ กับการพูดคุยกับเพื่อนใหม่ๆ ที่ เชียงคาน


บ่ายนิดๆ เราตัดสินใจที่จะไปเยี่ยมชมแก่งชื่อดังของจังหวัดเลย นั่นคือ แก่งคุดคู้ โดยเช่าจักรยานปั่นไปชม แต่หารู้ไม่ว่ามันไกลจาก ตลาดคนเดินเชียงคานมาก เนื่องจากเป็นวันปีใหม่จักรยานดีๆ โดยเช่าไปหมดแล้ว จึงได้จักรยานปั่นไปซื้อกับข้าวมาแทน ขอแนะนำนะคะ เนื่องจากแก่งคุดคู้ มีระยะทางถึง 4.5 กิโลเมตร หากไม่เช่ามอเตอร์ไซต์ก็ควรที่จะหาจักรยานดีๆ แบบมีเกียร์เพราะสงสารคนที่ไปด้วยมาก เราชอบปั่นจักรยานอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยมีปัญหา แต่อีกคนคือทั้งตัวใหญ่บวกความสูงจึงลำบากแถมปวดเข่าเอาการเลยทีเดียว เมื่อเราไปถึงแก่งคุดคู้โดยที่รอบข้างเราแอบหยุดพักตามวัดวาต่างๆ ตลอดทางเรา ภาคอีสานมีวัดวามากมายและศิลปะที่ผสมผสานกันอย่างลงตัวของทั้งอีสานและศิลปะแบบลาวริมแม่น้ำโขง เมื่อไปถึงต้องตะลึงเพราะ มีร้านอาหารเยอะมาก แก่งคุดคู้จะอยู่ทางซ้ายมือสุดทางเดินเมื่อคุณมาถึง หากคุณไม่ใช่บริการล่องเรือเพื่อไปชมความสวยงามของก้อนหินที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่กั้นกระแสน้ำมหาศาลในแม่น้ำโขง ก็สามารถเดินชมความสวยงามของริมแม่น้ำโขงได้ จริงๆ นึกว่ามันจะมีอะไรมากกว่านั้นแต่ แค่มาชื่นชมธรรมชาติค่ะ (ฮ่าๆ) อ้อ..เมื่อมาถึงแก่งคุดคู้อย่างลืมที่จะชิม ปูทอดกรอบกับกุ้งทอดเป็นแพๆ ที่มีชื่อเสียงของเขานะคะ ซื้อที่ละน้อยๆ ก็พอ เดินหาร้านอร่อยๆ ไปเรื่อยๆ และของฝากที่คาดว่าน่าจะมีคนซื้อเยอะๆ คือ มะพร้าวแก้วค่ะ

ตลอดสองข้างทางเมื่อปั่นจักรยานกลับมายังถนนคนเดิน จะเห็นชาวบ้านสองฝั่งทักทายอยู่ตลอดไปเหงาค่ะ รวมถึงนักปั่นจักรยานที่จะสามารถเห็นได้ทุกๆ 5 นาทีเลยทีเดียว เมื่อเรากลับมาถึงถนนคนเดินตอนอาการหิวโซเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ไปหยุดกันอยู่ที่ ฮ่องเต้ซุป ขอบอกว่าต้องลองซุปของเขาจริงๆ ไปกันสองคน กินไปสามถ้วย แถมซาลาเปา อะเก๋าอีกต่างหาก แต่ร้านนี้จะได้ไปตั้งแต่หัววันหน่อยนะคะ เพราะหมดเร็วมาก


ก่อนที่อาทิตย์จะตกลับขอบฟ้าไม่กี่ชั่วโมง เรามานั่งกันต่อเพื่อจิบเบียร์เบาๆ ท่ามกลางลมหนาวกว่า 14 องศาตอนบ่ายสี่โมงเย็นร้านแบบบริการตัวเอง ชื่อว่า “ปล่อยแสง” เบียร์ลีโอเย็นๆ ขวดใหญ่ในราคา 70 บาท นั่งชมความงามของริมฝั่งแม่น้ำโขง ทักทายนักท่องเที่ยวที่ปั่นจักรยานริมฝั่งโขงที่มีทางเล็กลาดปูนเอาไว้ เริ่มมึนๆ ก็เดินไปหาทัวร์ที่จะพาเราไปดูภูทอก ในยามเช้าเพื่อชมทะเลหมอก ราคาไม่ขอระบุนะคะ เพราะจำไม่ค่อยได้ แต่สามารถถามที่โรงแรมได้เลยค่ะ การรับส่งจะเป็นรถสามล้อ มารับที่หน้าโรงแรมตั้งแต่ไก่ยังไม่ตื่น


ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนที่คิดว่าหน้าหนาวนั้น คุณจะไม่หนาวเท่าไรและอากาศจะเท่าๆ กับที่เชียงคาน ไม่จริงนะคะ เอาเสื้อผ้าหนาๆ ไปค่ะ ใส่สัก สองชั้นเป็นอย่างน้อย เพราะมันหนาวจริงๆ เรียกว่า ควันออกปากเลยทีเดียว

เมื่อเรามาถึงทางขึ้นจะมีข้าวโพดต้มร้อน หรือ กาแฟร้อน (แบบพร้อมชง) เอาไว้จำหน่าย พร้อมกับน้ำดื่มและของกินจุกจิกเอาไว้ให้ได้ซื้อหากันด้วย หลังจากนั้นเราจะต้องนั่งรถสองแถวต่อขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง หนทางค่อนข้างหวาดเสียวเล็กน้อยแต่ก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้นไม่เบา สำหรับคนที่อยากจะจับจองพื้นที่สำหรับถ่ายภาพสวยๆ ที่ภูทอกนั้นควรที่จะมาแต่เช้า เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมาพร้อมๆ กันและจุดที่วิวดีๆ จะมีผู้คนจับจองอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง เมื่อเวลาย่างเข้า 8 โมงหน่อยๆ เราก็ตัดสินใจที่จะกลับไปที่โรงแรมเพื่อจะออกเดินทางไปต่อยังจังหวัดอื่นๆ แต่ก็ไม่ลืมที่จะเข้าไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในวัดบริเวณถนนคนเดินกันค่ะ นั่นคือ วันศรีคุนเมือง วัดท่าคกและวัดมหาธาตุ เพื่อเป็นศิริมงคลต่อชีวิตและขอพรเพื่อการเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยค่ะ


เรียกว่าได้เก็บความประทับใจกลับไปไม่มากก็น้อย แม้เชียงคานจะเปลี่ยนไปมากแต่ก็ยังคงวิถีของชาวเชียงคานเอาไว้และสามารถผสมผสานกับการเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว หากคุณต้องการที่จะชมความเป็นชาวเชียงคาน สามารถเช่าจักรยานเพียงวันละ 50 บาทเท่านั้นเพื่อปั่นไปรอบๆ ทั้งซอยเล็กซอยน้อย ที่จะมีชาวบ้านคอยยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดี อย่าลืม…ไปชิมอาหารตามซอยเล็กๆ กันด้วยล่ะคะ รับรองว่า ติดใจแน่นอน แอดมินขอจบ อีกหนึ่งบันทึกของ ” การ เที่ยว เชียงคาน บันทึก การเดินทาง แสนทรหดกับ เชียงคาน ที่เปลี่ยนไป” แต่เพียงเท่านี้

หากชอบบทความของเราอย่าลืมแชร์หรือกด Like ใน facebook นะคะ

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ขอบคุณมากนะคะ มีอะไรติชมได้ค่ะ
ชื่อสินค้า:   ท่องเที่ยวไทย
คะแนน:     
**CR - Consumer Review : ผู้เขียนรีวิวนี้เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือเสียค่าบริการเอง ไม่มีผู้สนับสนุนให้สินค้าหรือบริการฟรี และผู้เขียนรีวิวไม่ได้รับสิ่งตอบแทนในการเขียนรีวิว
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  เชียงคาน ภาคอีสาน จังหวัดเลย เที่ยวไทย
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่