ผมควรทำอย่างไรครับ

กระทู้สนทนา
ผมชื่อนิค เรียนปริญญาเอกที่อเมริกา อายุ 34 ปี หน้าตาทั่วไป ผิวคล้ำ ชอบอ่านหนังสือ ชอบออกกำลังกาย ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ เป็นคนที่ทำอะไรแล้วมีความพยายามอย่างมากเพื่อให้ประสบความสำเร็จ มุ่งมั่น ตั้งใจ พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เคยสอบ toelf-ibt 9 ครั้งจากคะแนน 45 ถึง 105/120 บางคร้งคนมองว่าผมเป็นคนชอบเอาชนะ แต่ผมอยากทำให้เต็มที่มากกว่า เพราะหลายเรื่องผมก็แพ้ แต่ก็ไม่เสียใจ เพราะทำเต็มที่แล้ว ผมมีข้อเสียหลายอย่างครับที่สำคัญคือ ใจไม่นิ่ง แม้ว่าจะพยายามแก้ไข แต่พอเจอเรื่องผิดหวังมากๆ ข้อเสียข้อนี้ทำให้หลายเรื่องแย่ไปหมดครับ

ตอนกันยาปี 57 ผมได้เริ่มคุยกับอ้นทาง FB ครับ ก็ไม่เคยเจอกันครับ ผมเริ่มจากการสอบถามความรู้เรื่องวิตามินที่อ้นขาย อ้นให้คำตอบดีมากครับ โดยที่ไม่ได้สนใจว่าผมจะซื้อของของเขาหรือไม่ ผมประทับใจ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อวิตามินจากเขาครับ เพราะค่าส่งจากไทยมาเมกามันแพง ผมเลยซื้อจากออสเตรเลียโดยตรง ซึ่งถูกกว่า

ความรู้สึกของผมตอนนั้นคือ ประทับใจน้ำใจอ้นครับ แล้วก็อยากตอบแทนน้ำใจเขา ก็เริ่มคุยกันจริงจังตอน มกราคม 58 ครับ แล้วก็พยายามช่วยอ้นขายวิตามิน ผมทานวิตามินแล้วมันเห็นผลดีมาก ดูดีขึ้น ผิวดีขึ้น ก็เลยกล้าชวนเพื่อนๆ ที่ไทยมาทาน ให้ซื้อกับอ้น ช่วยอ้นขายโดยที่ไม่ได้เอาส่วนแบ่งเลยสักบาทครับ อยากตอบแทนมาก แต่ก็ไม่รู้มันกลายเป็นความรักได้ไงไม่ทราบครับ อาจเพราะว่าความคิดของอ้นที่ตรงกับผมเยอะมาก มองโลกแบบความเป็นจริง แต่อ้นเข้าใจโลกมากกว่าผม จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมช่วยอ้นขายวิตามินเกือบ 50 กระปุกแล้วครับ แล้วก็คิดว่าจะช่วยขายต่อไป

อ้นอายุ 30 ครับ เป็นคนหน้าตาดี มีเสน่ห์ครับ พูดจาดี วางตัวดี มีความคิดที่ดี น้องเขาไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ เหมือนผม ชีวิตตอนเด็กเขาลำบากกว่าผม พ่อแม่เลิกกัน อยู่กับแม่ ทำงานหนัก หาเลี้ยงครอบครัว ตัวน้องเองก็ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ส่งเสียตัวเองเรียน ตอนอายุ 17 แม่ก็มาเสียชีวิตกะทันหันจากโรคหัวใจล้มเหลว น้องแทบไม่ได้ลาแม่เลย แต่เขาก็ยืนได้ ทำงานต่อไปจนทุกวันนี้มีงานที่ดีทำ น้องเขามีความใฝ่ดีไม่เคยเอาเปรียบใคร รักการเรียนรู้ พูดตรง ทะเยอทะยานเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของชีวิต รักในศักดิ์ศรีตัวเอง ชีวิตมีการวางแผนตลอด รอบคอบ สุขุมมากกว่าผม น้องเขามีพื้นฐานชีวิตเหล่านี้คล้ายกับผม แต่ลำบากมากกว่า ผมยังดีที่แม้จะทำงานหนักแต่เด็กๆ ไม่ค่อยได้เที่ยวเหมือนเด็กรุ่นเดียวกัน แต่ผมก็มีแม่ มีพ่อ มีเงินใช้ มีคนส่งเสียผมเรียนที่เมกาในปีแรกๆ ด้วยครับ

พอผมเริ่มชอบอ้น อ้อนก็ตรงไปตรงมาว่า บอกว่ามีแฟนแล้ว ผมรับรู้ครับ แต่ผมก็ไม่เคยเจอใครที่นิสัย ความคิดตรงกันแบบนี้ ผมมองว่า เมื่อผมเจอคนที่ใช่แล้ว ผมไม่สามารถปล่อยน้องไปได้ครับ อยากจะได้เขามาดูแล ตอนปลายเดือน มกรา 58 พอผมมั่นใจว่า น้องคือคนที่ใช่แล้ว ผมก็เลิกคุยกับทุกคนที่ผมคุยอยู่ คุยกับน้องเขาคนเดียว แม้ว่าจะรู้ว่าเขามีแฟนแล้ว แต่ผมก็จะพยายามทำให้เขามั่นใจให้ได้ว่า ผมสามารถดูแลเขาได้

แน่นอนครับ ผมกำลังจะไปแย่งแฟนชาวบ้าน ผมยอมรับแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมก็ไม่เคยแย่งแฟนใคร มีแต่คนอื่นมาแย่งแฟนผมมากกว่า แต่คนนี้ใช่ครับผมปล่อยโอกาสนี้ไปไม่ได้ แน่นอนว่าอนาคตผมอาจจะเจอคนที่ดีกว่านี้ หมอดูที่แม่นๆ บอกผมว่าเมื่อเรียนจบผมจะเจอคนอีกมากที่ดีกว่าน้องเขา และพร้อมจะเข้ามาให้ผมเลือก แต่ผมไม่ได้ต้องการเทวดา ผมแค่ต้องการคนที่ดีพอดีกับผม ผมพอแล้ว ผมก็เลยไม่คุยกับใคร คุยกับน้องเขาคนเดียว ผมคุย chat กับน้องทุกวัน ทั้งวัน ตลอดเวลา เว้นแต่ตอนกลางคืนที่เขาอยู่กับแฟน ผมเข้าใจครับ คราวใดที่เขาอยู่กับแฟน เขาก็กลัวผมจะน้อยใจ ก็พยายามบอกผมเสมอว่า อย่าคิดมาก อย่าน้อยใจ แทบทุกครั้ง ตอนแรกน้องเขาไม่ได้บอกว่าเขาอยู่กับแฟน แต่พอผมจีบน้องมากขึ้น เรารู้จักกันมากขึ้น น้องเขาก็เล่าเรื่องราวของเขามากขึ้น และเรื่องของเขากับแฟนให้ผมฟัง เพราะหวังดีกับผม ให้ผมได้ตัดสินใจเอกว่าจะยังไง

จาก chat กัน น้องเขาก็อนุญาตให้ผมโทรหามากขึ้น ผมโทรหาทุกวันครับ ตั้งแต่ที่น้องอนุญาต เท่ากับว่า chat อย่างเดียวสามเดือน จากนั้น chat and phone ในเดือนที่สี่เป็นค้นมา ผมรู้ว่าน้องแคร์ผมมาก ไว้ใจผมมาก เล่าเรื่องงานปรึกษาหลายอย่าง ซึ่งผมก็ทำอย่างเต็มที่ ผมกำลังจะกลับไทยเดือน พค นี้น้องเขาก็ฝากซื้อของ แต่ผมก็ตั้งใจจะไม่เอาเงินเขาเลย อยากซื้อให้เขา แม้ว่าจะทะเลาะกันเรื่องนี้บ้าง แต่สุดท้าย น้องเขาก็ง้อผมบ้าง ผมขอโทษเขาบ้าง เราทั้งคู่เข้าใจบทบาทครับ ผมเข้าใจน้อง น้องเข้าใจผม น้องเขาก็รู้สึกผิดที่เหมือนจะไม่ซื่อสัตย์กับแฟน ผมก็รู้สึกผิดที่จะไปแย่งแฟนคนอื่น ผมพยายามถอยสองครั้ง แต่ไม่สำเร็จครับ สุดท้ายทุกข์ใจมากกว่าครับ เวลาผมจะถอย น้องก็ไม่เคยบอกเลยว่าให้ผมถอย เขาก็บอกว่าเขาก็อยู่ตรงนี้ ไม่ไปไหน ถ้าผมถอยไป วันไหนกลับมาก็เจออ้นตรงนี้ น้องไม่ได้ให้ความหวังผมนะครับ ผมเข้าใจ ผมรับรู้ว่าเขามองอะไรตรงไปตรงมา เมื่อเขาชอบพูดว่ารักคือความไม่แน่นอน แฟนคนนี้ก็ไม่รู้จะเลิกวันไหน อนาคตไม่รู้เขาบอกไม่ได้ ผมก็จะบอกว่าขอให้ดูผมนานๆ จนมั่นใจแล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเลือกผมหรือไม่

น้องพูดว่าไม่เคยให้ใครเข้ามาจีบตอนมีแฟน แต่กรณีของผมดันหลุดรอดเข้ามา อาจจะเพราะว่าเกิดจากผมอยากขอบคุณน้ำใจเลยช่วยขายวิตามิน แล้วมันก็พัฒนาขึ้น ได้เรียนรู้กันมากขึ้น น้องเขาพูดว่าความรักเป็นเรื่องไม่แน่นอน เขาไม่ค่อยโชคดีเรื่องความรัก โดยหลอกมาเยอะ พูดกับผมเป็นสิบๆ ครั้งว่าความรักคือความไม่แน่นอน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนนั้นน้องเขาเชื่อมั่นว่า ความรักคือความแน่นอน จากคนที่มองรักเป็นเรื่องของอนาคต กลายเป็นความรักเป็นความไม่แน่นแน ทำปัจจุบันให้ดีพอ ไม่มองไกล ทำนองนี้ครับ แล้วอ้นก็บอกผมว่า เขาไม่รังเกียจผม แต่อ้นก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอ้นมีแฟนแล้ว แฟนอ้นก็ไม่ได้ผิดอะไร ถ้าจะเลิกกับแฟนแล้วมาหาผมเพราะผมทำดีให้ แล้ววันนึงเลือกผมแล้วมีคนทำดีกับเขามากกว่าผม น้องก็ต้องไปใช่หรือไม่ คำถามนี้ผมตอบไปว่า ถ้าดีพอแล้ว ดีพอเหมาะแล้วก็ไม่จำเป็นต้องหาอีก เวลาผมพูดจีบอะไรเขา น้องจะพยายามเตือนสติผมว่า เขามีแฟนแล้ว ทำอะไรมากไม่ได้ ผมเป็นคนมองความรักแบบอนาคต ผมอยากมีบ้านอยู่กับเขา รู้และเข้าใจเขาว่าเขาต้องการอะไร อาจจะเพราะว่าพื้นฐานชีวิตคล้ายกันทำให้มันคลิ๊กกันง่าย ผมเดาใจน้องไม่ยากครับ ตอบในสิ่งที่เป็นตัวผม มันก็คือตัวน้องเขา ผมเรียบจบก็กลับไปเป็นอาจารย์เรื่องอนาคตผมแน่นอนมั่นคงทั้งรายได้ และวิชาชีพ น้องเขาก็จะเตือนสติผมเสมอว่า เขามีแฟนแล้ว แต่ทุกครั้งที่ผมรู้สึกน้อยใจ เขาก็จะโทรหาผม แม้ว่าตอนนั้นเขาจะอยู่กับแฟน เขาก็จะหาเวลาโทรหาผมให้ได้ครับ

เหมือนกับว่าอ้นกำลังคบซ้อน เขาก็ดูลังเลใจ เพราะผมก็ใส่เต็มที่เพื่อบอกเขาว่า ผมไม่ได้เล่นๆ ผมอยากคบจริงจัง ไม่ได้แค่ลองเรียนรู้กัน แล้วผมก็เปลี่ยนตัวเองเพื่อน้องเขาหลายอย่าง นิสัยไม่ดีหลายบางอย่างที่ผมอยากแก้ไขและทำไม่สำเร็จมันเบาบางลงไปมาก เมื่อผมตั้งใจจะทำเพื่อน้อง มองมุมดีกฌเป็นการแก้นิสัยแย่ของตนเอง เพราะสุดท้ายคนที่ได้ประโยชน์คือผม ผมก็เลยทำอย่างมีเป้าหมาย ผมกล้าที่จะบอกพี่สาวว่า คนที่ผมชอบเป็นผู้ชาย เพราะผมตั้งใจจะให้ครอบครัวรับรู้ แต่ก็ไม่ได้บอกครับ เพราะน้องเขาบอกว่ามันเร็วไป เรายังไม่ได้เป็นแฟนกัน อ้นขอร้องผมหลายครั้งว่า เขาไม่อยากให้ผมไป แล้วก็อยากให้ผมรักเขาแบบพี่น้องก่อนได้ไหม เรียนรู้กันไปก่อนได้ไหม ผมก็เข้าใจแต่ก็ทำไม่ได้

แฟนอ้นชื่อ อั้ม ครับ ผมทราบโดยบังเอิญ แต่ผมก็หาข้อมูลเพิ่ม เพื่อนผมที่เป็นทำงานที่เดียวกับอั้มยืนยันว่า อั้มเป็นคนดีคนนึง ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร เงียบๆ ใช้ชีวิตเรื่อยๆ เขาคบกับน้องได้เกือบสองปีแล้วครับ แล้วก็วางแผนจะสร้างครอบครัวด้วยกัน ทำธุรกิจเล็กๆ ขายหมาด้วยกัน ซื้อบ้านและจะไปผ่อนบ้านด้วยกัน คือให้น้องย้ายจากอพาร์ทเม้นไปอยู่บ้านด้วยกัน เอาเงินค่าเช่าไปช่วยกันผ่อนบ้าน ผมรู้ครับว่า แฟนเขาก็ไม่ได้ดีน้อยกว่าผม เขาก็จริงใจกับอ้นเหมือนกัน ผมก็ไม่ได้ตั้งใจหลอกอ้นเหมือนกัน ทั้งอั้มและผม ก็ไม่ได้มีใครไม่หวังดี แต่จะต่างกันที่นิสัย และวิธีการใช้ชีวิตครับ

เท่าที่ผมทราบ หลายเรื่องอ้นเลือกที่จะเล่าให้ผมฟังจะขอความช่วยเหลือผม อันนี้ว่าไม่ได้ครับว่า อั้มไม่ดี เพราะนิสัยคนไม่เหมือนกัน คนใช้ชีวิตเรื่อยๆ ไม่ได้แปลว่าไม่ดี แต่ผมมันพวก active ชอบลุยปัญหา มีปัญญาคิดได้หลายอย่าง มันก็เลยช่วยเหลืออ้นได้ แต่หลายเรื่องที่ผมทราบเกี่ยวกับอั้ม ผมก็ไม่เห็นด้วยเลย อย่างที่ผมเล่าไว้ อ้นเลี้ยงตัวเอง ไม่ได้มีสมบัติอะไร เงินเก็บของเขามีค่ามากครับ อั้มในฐานะแฟนถ้าคิดจะชวนอ้นทำอะไรต้องรอบคอบมากๆ เช่นทั้งอ้นและอั้มชอบบางสิ่งเหมือนกัน (ผมก็ชอบครับ) แล้วก็ชวนทำธุรกิจเล็กๆ อั้มเป็นคนชวน ลงทุนกันคนละแสน แต่ลงทุนไปแล้วก็ท่าทางไม่ดี เพราะธุรกิจแบบนั้นต้องมีพื้นที่ รับผิดชอบมาก ใช้เวลามากๆ ทำในอพาร์ทเม้นมันไม่รอด หลายอย่างครับแค่ใจรักอย่างเดียวไม่พอต้องมีความรู้และมีเวลาด้วย เพราะทั้งสองคนทำงานประจำ คนนึงเป็นสจ๊อตเวลาเอาแน่ไม่ได้ อีกคนทำงานบริษัท ผมมองว่านี่เป็นหน้าที่ของอั้มในฐานะคนที่จะเป็นหลักให้อ้น จะทำอะไรต้องรอบคอบมากๆ ถ้าเรื่องแค่นี้ยังคิดไม่รอบคอบ อนาคตมันเสี่ยงครับ จะดูแลอ้นได้ไหม ผมอาจจะคิดมากไป แต่ผมมองว่า ยังไงอั้มก็ต้องไม่ชวนอ้นทำธุรกิจนั้นในสภาวะแบบนี้

ทำไมผมถึงพูดแบบนี้ได้ คือผมเป็นลูกแม่ค้า เข้าใจเรื่องพวกนี้ดีครับแล้วพี่สาวก็เป็นคนใน field ธุรกิจนั้น เขาเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังบ่อยว่าเจ๊งเยอะมาก แข่งกันมาก ใช้เงินเยอะ ต้องมีเวลาเต็มที่ จะรอด ผมเลยพอจะเดาว่าธุรกิจนั้นจะเป็นยังไง อ้นบอกอั้มว่าไม่ลงทุนเพิ่ม เพราะเงินมันจมลงเรื่อยๆ ในขณะที่ไม่มีรายได้เข้ามา เท่ากับว่า ทำงานมาเอาเงินมาลงธุรกิจหมด ใช่ครับตรงกับที่ผมอยากบอกเขา ถ้ามันไปรอด แน่นอนใครๆ ก็อยากจะลงทุนเพิ่ม ถ้าสินค้าขายไม่ได้ แม้ว่าอ้นจะบอกผมว่า เขาทำใจแล้ว แต่ในฐานะที่อั้มเป็นแฟน ไม่ใช่แค่ชอบ รักสิ่งนั้นแล้วมองรายได้สวยๆ ในอากาศ ไปชวนคนไม่มีเงินมากมายอะไรมาลงทุนหมดตัว ผมว่าคิดน้อยมาก  ตัวอั้มเองก็อาจมีความรู้ไม่มากพอ ผมไม่เห็นด้วยเลย

ผมพูดตรงๆกับอ้นไปว่า ไม่ใช่เพราะผมมาจีบ หรือเขาเป็นแฟนเลยคิดร้าย แต่การเป็นแฟนที่ดี ไม่ได้หมายความว่าจะชวนกันทำอะไรร่วมกันไปหมด โอเคครับ ร่วมทุกข์ร่วมสุขเป็นเรื่องปกติ แฟนที่ดีหมายถึงคนสนับสนุนคือจะต้องช่วยคิดว่า อ้นเหมาะกับอะไร แล้วสนับสนุนอย่างนั้น อ้นขายวิตามินได้ดี นอกจากเขาในฐานะแฟนจะหิ้วของมาให้แล้ว ก็ไม่ควรเอากำไร แล้วก็ช่วยหาลูกค้าด้วยถึงจะถูก ไม่ใช่ลงทุนแบบนี้ การลงทุนในสิ่งที่รักไม่ใช่เรื่องที่ดี ต้องลงทุนในสิ่งที่ถนัด เพราะเมื่อเกิดปัญหาเราจะใช้ความถนัดแก้ไขได้ นี่คือประเด็นของผม อีกเรื่องคือก็ไม่ควรลงทุนร่วมกัน เพราะผมมองว่าเมื่อเลิกกันของของเขาก็เป็นของเขาจะได้ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวาย แบ่งกัน ให้เขารับผิดชอบ อ้นเป็นคนยังไงทำไมอั้มถึงไม่รู้นิสัย ผมมั้นใจว่าผมรู้ใจอ้นมากกว่าอั้ม เพราะอ้นพูดกับผมว่า แฟนเขาอาจจะดีสู้ผมไม่ได้ ผมรู้ใจเขา ผมดูแลดี เข้าใจกัน เอาใจใส่ได้ดี แล้วอ้นกับอั้มคบกันสองปีแล้ว ก็มีความจำเจ สุข ทุกข์ป่นกันไป ชีวิตรักเรื่อยๆ

อ้นมีความฝันที่จะเรียนโทที่จุฬาอีกสองปี ผมก็อาสาจะช่วยเขาติว เพราะมันตรงกับสาขาของผมพอดี แล้วเวลาก็จะตรงกันตอนที่ผมจบกลับไทยพอดี อ้นซึ้งใจว่าอาสาจะช่วย ผมก็อยากจะช่วยเพราะมองว่า ช่วยเขามีอนาคตที่ดีขึ้นผมก็ภูมิใจครับ ผมวางแผนว่าจะฝากเงินให้น้องเขาทุกเดือนเป็นเวลาสองปี อ้นจะมีค่าเทอมเรียน ผมอยากออกให้เขาเพื่อยืนยันว่าผมรักเขาจริงๆ ผมไม่ไปไหน ผมพยายามให้อ้นเลือกระหว่างผมกับอั้ม แต่อ้นก็ยังไม่เลือกผม เพราะแฟนเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร เพื่อนผมแนะนำว่าให้อดทน ใช้เวลาชนะใจอ้น เปลี่ยนจากรักที่เป็นความไม่แน่นอนเป็นแน่นอน เรียนโทมันจะเหนื่อยมาก แล้วนิสัยผมก็เต็มที่ทุกอย่างผมอาจจะชนะใจก็ได้ ผมมองว่าผมได้พิสูจน์ตัวเอง ถ้าแพ้ก็ไม่เสียใจ เพราะทำเต็มที่แล้วครับ

เขาทั้งสองคนจะย้ายไปอยู่ด้วยกัน ผมเสียใจมากครับ ผมเล่าเรื่องอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้เข้าข้างตัวเอง เพื่อนๆ ว่ายังไงครับ แนะนำ วิจารณ์ได้ครับ
แสดงความคิดเห็น
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  ปัญหาความรัก
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่