ธรรมมะของพระพุทธเจ้า คือธรรมชาติของสรรพสิ่ง ที่พระพุทธเจ้ารู้แจ้ง แล้วนำมาสอน

กระทู้คำถาม
ข้อความข้างต้น ผิดตรงไหนบ้าง หรือผิดหมด ???
Facepalm
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 10
ภิกษุทั้งหลาย ! เราจักแสดงซึ่งปฏิจจสมุปบาท แก่พวกเธอทั้งหลาย.
พวกเธอทั้งหลาย จงฟังซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั้น, จงทำในใจให้สำเร็จประโยชน์, เราจักกล่าวบัดนี้..

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็ปฏิจจสมุปบาท(คือธรรมอันเป็นธรรมชาติอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น) เป็นอย่างไรเล่า ?

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี.
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี.

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุที่พระคถาคตทั้งหลาย จะบังเกิดขึ้นก็ตาม จะไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม
ธรรมธาตุนั้น ย่อมตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว ; คือความตั้งอยู่แห่งธรรมดา,
คือความเป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, คือความที่เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.

ตถาคต ย่อมรู้พร้อมเฉพาะ ย่อมถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งธรรมธาตุนั้น; ครั้นรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ถึงพร้อมเฉพาะแล้ว,
ย่อมบอก ย่อมแสดง ย่อมบัญญัติ ย่อมตั้งขึ้นไว้ ย่อมเปิดเผย ย่อมจำแนกแจกแจง ย่อมทำให้เป็นเหมือนการหงายของที่คว่ำ ;

และได้กล่าวแล้วในบัดนี้ว่า..

ภิกษุทั้งหลาย ! ท่านทั้งหลายจงมาดู :
เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะย่อมมี, เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติย่อมมี,
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพย่อมมี, เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานย่อมมี,
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาย่อมมี, เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาย่อมมี,
เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะย่อมมี, เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะย่อมมี,
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปย่อมมี, เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณย่อมมี,
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี, เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายย่อมมี,

ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุดังนี้แล :
ธรรมธาตุใด ในกรณีนั้นอันเป็น ตถตา คือ ความเป็นอย่างนั้น, เป็น อวิตถตา คือ ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น,
เป็น อนัญญถตา คือ ความไม่เป็นไปโดยประการอื่น, เป็น อิทัปปัจจยตา คือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ;
ภิกษุทั้งหลาย  ! ธรรมนี้เราเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท.

http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=16&A=590&Z=641
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่