อยากจะปรึกษาเพื่อนๆ มานานแล้ว แต่ก็คิดว่าตัวเองสามารถคุมมันได้อยู่ ควบคุมความคิดแปลกแยกของตัวเองได้อยู่
ขอเกริ่นเรื่องนิดนึงนะครับ
ผมเรียนอยู่มหาลัยชื่อดังแถบภาคใต้ เรียนสาขาออกแบบชั้นปีที่ 2 กำลังขึ้นปีที่ 3 สาขานี้จะเรียนทุกด้านในการออกแบบ เช่น ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ดิจิตอลเพนท์ติ้ง(ซึ่งผมฟัน C ไปเรียบร้อย ไม่ชอบวาดภาพเลยย) คอมพิวเตอร์กราฟฟิค แม้กระทั่งวาดภาพ แต่สรุปแล้วไม่เจาะจงสักด้าน พอเด็กจะเก่งอันนี้ เอ้าา! ก็จบภาคเรียน เลยทำให้เด็กที่เรียนสายนี้ส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
หลักสูตรนี้มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย และเมื่อเป็นอย่างนี้ ผู้บริหารเลยตัดสินใจ เทอมหน้า ปี 58 เขาจะเปลี่ยนหลักสูตรใหม่เป็นแบ่ง 2 สาย คือ สายโปรดักชั่น และสายกราฟฟิค ให้เด็กสามารถตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ได้อย่างเต็มที่เหมือนมหา'ลัยแถบ กทม. ที่มีการแยกสาขาวิชาชัดเจน ไม่ใช่เรียนทุกด้านจนไม่ได้สักด้าน และผมก็เป็นหนึ่งในพวกที่ชอบแหกกฏ คือ เปลี่ยนหลักสูตรซะเองเลยตอนเรียนปี 1 โดดเรียนวิชาวาดภาพ แล้วไปทำหนัง บางครั้งก็ไม่เข้าเรียนเลย แต่เอาเวลาไปรับงานได้เงินมาไม่น้อย แถมยังได้ทักษะทำหนังด้วย แต่ทั้งนี้ผมก็ยังส่งงานครบ และอยู่ในเกณฑ์ดี วิชาที่ผมโดดบ่อยเกรดก็ออกมาได้ B+ มหา'ลัยผมกดเกรดมากๆ ด้วยเป็นมหา'ลัยรัฐที่มีชื่อเสียงพอสมควร
เข้าเรื่องเลยละกัน มันมีอยู่ว่า ผมมาเรียนสาขานี้ก็เพราะว่าอยากหาโอกาสในการทำภาพยนตร์ แต่เมื่อได้มาอยู่จริงๆ ผมกลับพบว่า มีวิชาเขียนบท ทำหนัง ทำโฆษณา มีน้อยมาก แค่ 12 หน่วยกิจเมื่อเทียบกับหน่วยกิจทั้งหมด เคยอยากลาออกตั้งแต่อยู่ปี 2 เทอม 1 แต่ผมได้ทุนมาเรียนที่นี่ ลาออกไปเรียนที่อื่นไม่ได้ เพราะไม่มีทุน(จบเรื่องลาออก หรือ ซิ่ว)
ผมเลยพยายามที่จะเรียนไปด้วย และก็พยายามทำหนังที่ตัวเองชอบให้มันออกมาดีทั้งสองด้าน ผมรับงานนอกที่เกี่ยวกับวีดีโอ ตั้งแต่ผมเข้ามาไม่มีพื้นฐานภาพยนตร์เลย แต่ตอนนี้ผมมีมันในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพราะสาขาสอน แต่เพราะผมเรียนจากการรับงาน เรียนจากอ.ใน youtube แต่ผมยังไม่เก่ง ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่ก็ถือว่าโดดเด่นมากๆ และเป็นที่รู้จักของชาวมหา'ลัยและคนภายนอก
จากการโดดเรียนในบางวิชา แล้วไปรับงาน ทำให้ผมมีอุปกรณ์ทำหนังครบ ครบในที่นี้คือ มีประสิทธิภาพพอที่จะรับงานใหญ่ๆ แล้วไม่อายเขาเลยทีเดียว
จบปี 2 เทอม 1 ไปจากการเรียนๆ โดดๆ ผมได้ GPA 2.43 ได้ D วิชากฏหมาย ทีเหลือ C up
มันทำให้ผมรู้สึกว่า การเสียเวลาเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้นำไปทำงานในอนาคต มันก็เหมือนกันนั่งอยู่ในกรอบที่ถูกขีดขึ้น
แต่แล้ววันนึ่ง สุภาษิตไทยก็ทำให้ผมกระจ่าง "การจับปลาสองมือ" ทำให้เราพลาดทั้ง 2 อย่าง
ผมไม่ได้เก่งกาจด้านวีดีโอ ในขณะเดียวกัน ผลการเรียนก็ออกไม่ดี ทีนี้ผมจึงสับสน...
สับสนว่าตัวเองจะตั้งใจเรียน เก็บความฝัน เก็บสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขเอาใว้เท่านี้ก่อน จบ.ปี 4 เมือไหร่ค่อยเอาไปใช้ตอนทำงาน
หรือ จะเรียนให้ได้ 2 กว่าก็เพียงพอแล้ว
ผมเคยถามรุ่นพี่เอกที่จบไป ถามว่า
ผม : พี่เวลาไปสมัครงานเขาดูอะไรบ้างครับ
พี่ : ก็ดูพอร์ทงานที่ผ่านๆ มา
ผม : แล้วพี่ส่งอะไรให้เขาดูครับ
พี่ : ก็พวกภาพวาด ลายเส้น
ผม : เขาไม่ดูเกรดหลอครับ
พี่ : ไม่ดูนะ
ผม : แล้วพี่สมัครบริษัทอะไรครับ
พี่ : บริษัทออกแบบเกม พี่ก็ออกแบบพวกตัวละครในเกมไรงี้
ผม : แล้วพี่ไม่ส่งพอร์ทงานวิชาเรียนอื่นๆ ที่อุตส่าตั้งหน้าตั้งตาเสียเวลา ทำงานหามรุ่งหามค่ำไปให้เขาดูบ้างหลอครับ
พี่ : ไม่เลย
(ทีจริงพี่เขาตอบเยอะกว่านี้ แต่ผมย่อเอาแต่ใจความสำคัญมา)
อาจารย์ในสาขาของผมเองหลายต่อหลายคน ทั้งหมดมีอยู่ 5 คนเองครับ แต่เป็นอาจารย์เก่งๆ ทั้งนั้น ผมรัก และเคารพท่านมากๆ ถึงผมจะดื้อก็เถอะ
อาจารย์ท่านนึงบอกว่า เรียนสาขานี้น่ะ ทำวิชาที่ตนเองชอบให้สุดติ่ง ส่วนวิชาอื่นเอาแค่พอผ่าน C หรือ C+ ก็พอ
อาจารย์อีกท่านนึงบอก คุณจะไม่ทำงานส่ง จะทำอย่างไรก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องคุมตัวเองเรียนจนจบ
อาจารย์อีกท่านนึงบอกว่า คุณไม่ค่อยเข้าเรียนเลยนะ เข้าเรียนบ้าง อย่าส่งแต่งาน แล้วแกก็ยิ้มให้ผมเหมือนพ่อยิ้มให้ลูกเลย
ผมเลยเห็นถึงความตั้งใจของอาจารย์ว่าท่านอยากให้เราได้ดี และผมก็สังเกตุเห็นสิ่งสิ่งนึง อาจารย์อยากให้เราหาตัวเองให้เจอ และทำมันให้สุดติ่ง
แหกกรอบ โดดเรียน อาจารย์ไม่เคยด่า ไม่เคยห้าม แค่เตือนๆ...เพราะท่านเข้าใจเรา ผมคิดงั้น
แต่มาถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่รู้จะไปในทางไหนดี ผมควรจะเรียนให้ให้ออกมาดีทุกๆ วิชา แล้วสุดท้ายไม่ได้เอามันไปใช้เลย บางทีผมก็แอบเสียดายเวลา
ที่ผมให้มันไป เสียดายสุขภาพที่ไม่หลับไม่นาน นั่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ(สาขาผมไม่มีสอบ มีแต่งาน งาน งาน และงาน)
ผมควรเอาเวลาพวกนี้มาทำหนังดีกว่าไหม มาพัฒนาฝีมือด้านวิชวลเอฟเฟคที่ผมชอบ และทำมันออกมาได้ดีตลอด
ผมมานั่งคิดก็พักใหญ่ ว่า 1 ปีการศึกษา ผมได้ทำหนังกี่เรื่อง ผมได้ทำหนังแค่ ................2 เรื่อง................
เป็นคุณคุณจะเสียใจไหมล่ะ 1 ปีผ่านไป อายุคุณ 21 คุณได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองชอบ แค่ 2 % ของชีวิตประจำวัน
ความคิดแปลกๆ ของผมยังไม่จบเพียงเท่านี้ ผมยังคิดอีกกว่า ถ้าผมจบออกไปผมจะทำงานกับค่ายหนังเพื่อตั้งหลักสักปี สองปี
เมื่อเก็บเกี่ยวทั้งเงิน และประสบการณ์มากพอ ผมจะเริ่มทำบริษัทของตัวเองเล็กๆ หรือ ทำเฮ้าส์ด้านวิชวลเอฟเฟคไปเลย
ผมทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยตั้งแต่ ป.6 จนปี 2 ก็ยังติดนิสัยเห็นเวลาเป็นสิ่งมีค่า และเงินที่ได้มาต้องซื้อในสิ่งที่สามารถทำเงินเพิ่ม
ถึงตอนนี้ทั้งหมดที่พิมพ์มา เหมือนจะอวดตัวเอง ก็ขออภัยด้วยครับ แค่อยากให้เพื่อนๆ เข้ามาอ่าน และคอมเม้นตรงไปตรงมา ผมรับได้หมด
ผู้ที่เคยเป็นแบบผม เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ อยากได้คำติเตือน ผมจะได้รู้ตัว ว่าความคิดผมตอนนี้ มันดี หรือ ไม่ควรยังไง
ขอขอบคุณที่อ่านจนจบ ^^ ขอบคุณครับ
ผมรู้สึก "สับสนในการเรียน" ปรับตัวอย่างไรดี
ขอเกริ่นเรื่องนิดนึงนะครับ
ผมเรียนอยู่มหาลัยชื่อดังแถบภาคใต้ เรียนสาขาออกแบบชั้นปีที่ 2 กำลังขึ้นปีที่ 3 สาขานี้จะเรียนทุกด้านในการออกแบบ เช่น ออกแบบบรรจุภัณฑ์ ดิจิตอลเพนท์ติ้ง(ซึ่งผมฟัน C ไปเรียบร้อย ไม่ชอบวาดภาพเลยย) คอมพิวเตอร์กราฟฟิค แม้กระทั่งวาดภาพ แต่สรุปแล้วไม่เจาะจงสักด้าน พอเด็กจะเก่งอันนี้ เอ้าา! ก็จบภาคเรียน เลยทำให้เด็กที่เรียนสายนี้ส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร
หลักสูตรนี้มันมีทั้งข้อดี และข้อเสีย และเมื่อเป็นอย่างนี้ ผู้บริหารเลยตัดสินใจ เทอมหน้า ปี 58 เขาจะเปลี่ยนหลักสูตรใหม่เป็นแบ่ง 2 สาย คือ สายโปรดักชั่น และสายกราฟฟิค ให้เด็กสามารถตั้งใจกับสิ่งที่ตัวเองชอบจริงๆ ได้อย่างเต็มที่เหมือนมหา'ลัยแถบ กทม. ที่มีการแยกสาขาวิชาชัดเจน ไม่ใช่เรียนทุกด้านจนไม่ได้สักด้าน และผมก็เป็นหนึ่งในพวกที่ชอบแหกกฏ คือ เปลี่ยนหลักสูตรซะเองเลยตอนเรียนปี 1 โดดเรียนวิชาวาดภาพ แล้วไปทำหนัง บางครั้งก็ไม่เข้าเรียนเลย แต่เอาเวลาไปรับงานได้เงินมาไม่น้อย แถมยังได้ทักษะทำหนังด้วย แต่ทั้งนี้ผมก็ยังส่งงานครบ และอยู่ในเกณฑ์ดี วิชาที่ผมโดดบ่อยเกรดก็ออกมาได้ B+ มหา'ลัยผมกดเกรดมากๆ ด้วยเป็นมหา'ลัยรัฐที่มีชื่อเสียงพอสมควร
เข้าเรื่องเลยละกัน มันมีอยู่ว่า ผมมาเรียนสาขานี้ก็เพราะว่าอยากหาโอกาสในการทำภาพยนตร์ แต่เมื่อได้มาอยู่จริงๆ ผมกลับพบว่า มีวิชาเขียนบท ทำหนัง ทำโฆษณา มีน้อยมาก แค่ 12 หน่วยกิจเมื่อเทียบกับหน่วยกิจทั้งหมด เคยอยากลาออกตั้งแต่อยู่ปี 2 เทอม 1 แต่ผมได้ทุนมาเรียนที่นี่ ลาออกไปเรียนที่อื่นไม่ได้ เพราะไม่มีทุน(จบเรื่องลาออก หรือ ซิ่ว)
ผมเลยพยายามที่จะเรียนไปด้วย และก็พยายามทำหนังที่ตัวเองชอบให้มันออกมาดีทั้งสองด้าน ผมรับงานนอกที่เกี่ยวกับวีดีโอ ตั้งแต่ผมเข้ามาไม่มีพื้นฐานภาพยนตร์เลย แต่ตอนนี้ผมมีมันในระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพราะสาขาสอน แต่เพราะผมเรียนจากการรับงาน เรียนจากอ.ใน youtube แต่ผมยังไม่เก่ง ถ้าเทียบกับคนอื่นๆ แต่ก็ถือว่าโดดเด่นมากๆ และเป็นที่รู้จักของชาวมหา'ลัยและคนภายนอก
จากการโดดเรียนในบางวิชา แล้วไปรับงาน ทำให้ผมมีอุปกรณ์ทำหนังครบ ครบในที่นี้คือ มีประสิทธิภาพพอที่จะรับงานใหญ่ๆ แล้วไม่อายเขาเลยทีเดียว
จบปี 2 เทอม 1 ไปจากการเรียนๆ โดดๆ ผมได้ GPA 2.43 ได้ D วิชากฏหมาย ทีเหลือ C up
มันทำให้ผมรู้สึกว่า การเสียเวลาเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้นำไปทำงานในอนาคต มันก็เหมือนกันนั่งอยู่ในกรอบที่ถูกขีดขึ้น
แต่แล้ววันนึ่ง สุภาษิตไทยก็ทำให้ผมกระจ่าง "การจับปลาสองมือ" ทำให้เราพลาดทั้ง 2 อย่าง
ผมไม่ได้เก่งกาจด้านวีดีโอ ในขณะเดียวกัน ผลการเรียนก็ออกไม่ดี ทีนี้ผมจึงสับสน...
สับสนว่าตัวเองจะตั้งใจเรียน เก็บความฝัน เก็บสิ่งที่ตัวเองทำแล้วมีความสุขเอาใว้เท่านี้ก่อน จบ.ปี 4 เมือไหร่ค่อยเอาไปใช้ตอนทำงาน
หรือ จะเรียนให้ได้ 2 กว่าก็เพียงพอแล้ว
ผมเคยถามรุ่นพี่เอกที่จบไป ถามว่า
ผม : พี่เวลาไปสมัครงานเขาดูอะไรบ้างครับ
พี่ : ก็ดูพอร์ทงานที่ผ่านๆ มา
ผม : แล้วพี่ส่งอะไรให้เขาดูครับ
พี่ : ก็พวกภาพวาด ลายเส้น
ผม : เขาไม่ดูเกรดหลอครับ
พี่ : ไม่ดูนะ
ผม : แล้วพี่สมัครบริษัทอะไรครับ
พี่ : บริษัทออกแบบเกม พี่ก็ออกแบบพวกตัวละครในเกมไรงี้
ผม : แล้วพี่ไม่ส่งพอร์ทงานวิชาเรียนอื่นๆ ที่อุตส่าตั้งหน้าตั้งตาเสียเวลา ทำงานหามรุ่งหามค่ำไปให้เขาดูบ้างหลอครับ
พี่ : ไม่เลย
(ทีจริงพี่เขาตอบเยอะกว่านี้ แต่ผมย่อเอาแต่ใจความสำคัญมา)
อาจารย์ในสาขาของผมเองหลายต่อหลายคน ทั้งหมดมีอยู่ 5 คนเองครับ แต่เป็นอาจารย์เก่งๆ ทั้งนั้น ผมรัก และเคารพท่านมากๆ ถึงผมจะดื้อก็เถอะ
อาจารย์ท่านนึงบอกว่า เรียนสาขานี้น่ะ ทำวิชาที่ตนเองชอบให้สุดติ่ง ส่วนวิชาอื่นเอาแค่พอผ่าน C หรือ C+ ก็พอ
อาจารย์อีกท่านนึงบอก คุณจะไม่ทำงานส่ง จะทำอย่างไรก็ได้ แต่ยังไงก็ต้องคุมตัวเองเรียนจนจบ
อาจารย์อีกท่านนึงบอกว่า คุณไม่ค่อยเข้าเรียนเลยนะ เข้าเรียนบ้าง อย่าส่งแต่งาน แล้วแกก็ยิ้มให้ผมเหมือนพ่อยิ้มให้ลูกเลย
ผมเลยเห็นถึงความตั้งใจของอาจารย์ว่าท่านอยากให้เราได้ดี และผมก็สังเกตุเห็นสิ่งสิ่งนึง อาจารย์อยากให้เราหาตัวเองให้เจอ และทำมันให้สุดติ่ง
แหกกรอบ โดดเรียน อาจารย์ไม่เคยด่า ไม่เคยห้าม แค่เตือนๆ...เพราะท่านเข้าใจเรา ผมคิดงั้น
แต่มาถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่าผมไม่รู้จะไปในทางไหนดี ผมควรจะเรียนให้ให้ออกมาดีทุกๆ วิชา แล้วสุดท้ายไม่ได้เอามันไปใช้เลย บางทีผมก็แอบเสียดายเวลา
ที่ผมให้มันไป เสียดายสุขภาพที่ไม่หลับไม่นาน นั่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ(สาขาผมไม่มีสอบ มีแต่งาน งาน งาน และงาน)
ผมควรเอาเวลาพวกนี้มาทำหนังดีกว่าไหม มาพัฒนาฝีมือด้านวิชวลเอฟเฟคที่ผมชอบ และทำมันออกมาได้ดีตลอด
ผมมานั่งคิดก็พักใหญ่ ว่า 1 ปีการศึกษา ผมได้ทำหนังกี่เรื่อง ผมได้ทำหนังแค่ ................2 เรื่อง................
เป็นคุณคุณจะเสียใจไหมล่ะ 1 ปีผ่านไป อายุคุณ 21 คุณได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองชอบ แค่ 2 % ของชีวิตประจำวัน
ความคิดแปลกๆ ของผมยังไม่จบเพียงเท่านี้ ผมยังคิดอีกกว่า ถ้าผมจบออกไปผมจะทำงานกับค่ายหนังเพื่อตั้งหลักสักปี สองปี
เมื่อเก็บเกี่ยวทั้งเงิน และประสบการณ์มากพอ ผมจะเริ่มทำบริษัทของตัวเองเล็กๆ หรือ ทำเฮ้าส์ด้านวิชวลเอฟเฟคไปเลย
ผมทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยตั้งแต่ ป.6 จนปี 2 ก็ยังติดนิสัยเห็นเวลาเป็นสิ่งมีค่า และเงินที่ได้มาต้องซื้อในสิ่งที่สามารถทำเงินเพิ่ม
ถึงตอนนี้ทั้งหมดที่พิมพ์มา เหมือนจะอวดตัวเอง ก็ขออภัยด้วยครับ แค่อยากให้เพื่อนๆ เข้ามาอ่าน และคอมเม้นตรงไปตรงมา ผมรับได้หมด
ผู้ที่เคยเป็นแบบผม เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ อยากได้คำติเตือน ผมจะได้รู้ตัว ว่าความคิดผมตอนนี้ มันดี หรือ ไม่ควรยังไง
ขอขอบคุณที่อ่านจนจบ ^^ ขอบคุณครับ