เที่ยงคืนเศษ ของคืนวันที่ 30 เม.ย. 2558
หน้าห้างกลางเมืองย่านสุขุมวิท (ใกล้ BTS พร้อมพงษ์)
หลังจากพบปะเพื่อนฝูงในวันก่อนช่วงหยุดยาว กินข้าวกัน ดูหนัง ถ่ายรูป ตามประสาคนทำงาน ก็ได้เวลากลับบ้าน
ตอนนั้นรถไฟฟ้าปิดให้บริการแล้ว
ผมจึงไปยืนรอแท็กซี่บริเวณเยื้องกับหน้าห้างเล็กน้อย
มีผู้คนรอแท็กซี่มากมาย ไม่น้อยกว่าสิบราย บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็เป็นคู่ บ้างก็เป็นกลุ่ม
แท็กซี่บนถนนตรงหน้า วิ่งมาเป็นระยะอย่างไม่ขาด แต่ผ่านไปราวห้านาที ก็ไม่มีคันไหนเลยที่หยุดรับคนที่ยืนรอ ทั้งที่เปิดไฟ "ว่าง"
ประมาณสิบนาทีผ่านไป
แท็กซี่ "ว่าง" ผ่านไปคันแล้วคันเล่า ผู้โดยสารก็ยังได้แต่ยืนรอ รอ และรอต่อไป
(จะเรียกว่าผู้โดยสารก็คงยังไม่ได้ เพราะจากที่เห็นตอนนั้น ไม่มีใครได้ขึ้นไปโดยสารเลย)
ผมเพิ่มทางเลือกให้กับตัวเอง
โดยพยายาม "Grab" แท็กซี่ ผ่านแอพพลิเคชั่นตัวหนึ่งบนมือถือ
หน้าจอแสดง แท็กซี่จำนวน 115 คัน อยู่ในละแวกนั้น ผมใจชื้น คงมีสักคันแวะมารับเราได้
...แต่เปล่าเลย ไม่มีสักคันเดียวที่ตอบรับ แม้ว่าผมจะกดส่งข้อมูลไปเป็นสิบครั้งก็ตาม
เห็นท่าจะไร้อนาคต
อาจเป็นเพราะทำเล จึงไม่มีแท็กซี่จอดรับ ผมจึงตัดสินใจออกเดิน
ผมเดินไปพลาง โบกไปพลาง แท็กซี่ "ว่าง" ส่วนใหญ่ ไม่สนใจโดยสิ้นเชิง บางคันเห็นเราโบกปั๊บถึงกับวิ่งออกขวาไปเลย
มีบางส่วนที่ชะลอมาใกล้ๆ แต่ก็ออกวิ่งไปแทบจะในทันทีเหมือนดั่งจะเย้ยกัน
และส่วนน้อยที่หยุด ให้เราบอกสถานที่ปลายทาง (ซึ่งเป็นแถบชานเมือง) แล้วก็ปฏิเสธอย่างไม่ใยดี
ที่น่าแค้นใจที่สุด คือ มีอยู่คันหนึ่งวิ่งผ่านผมไป
ทันใดนั้น มีฝรั่งต่างชาติเดินออกมาจากซอยเบื้องหน้าผม
แท็กซี่ปรี่เข้าเทียบโดยพลัน
ดูจากอากัปกิริยาการสื่อสารซึ่งกินเวลาพักหนึ่ง นั่นไม่ใช่แค่การอธิบายเส้นทางผ่านความแตกต่างทางภาษา
การยกไม้ยกมือเป็นตัวเลขแบบนั้น...
มันคือการต่อรองราคา!
ผมเดินต่อไป และโบกไปเรื่อยๆ
ในที่สุด ผมก็ถึงแยกอโศก (ระยะทางที่เดิน = 1 สถานี BTS ถ้วน)
ผมมองหาทำเลใหม่ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของสี่แยก มีคนยืนรออยู่ไม่น้อย
ผมเลือกมุมอีกฝั่งหนึ่งซึ่งตรงข้ามกัน
แล้วปรากฏการณ์เดิมก็เกิดขึ้น
แท็กซี่ "ว่าง" หลายคันวิ่งผ่าน บางคันชะลอแล้วจากไป อีกส่วนหนึ่งหยุดรถแต่ปฏิเสธ
จนกระทั่งแท็กซี่ไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยผ่านไป แท็กซี่คันหนึ่งก็หยุด ผมเปิดประตูถาม แล้วคนขับก็ส่ายหน้าโดยไม่ใช้แม้แต่คำพูด
ในที่สุด ผมก็หมดความอดทน
ผมปิดประตูอย่างแรง กระแทกใส่รถแท็กซี่คันนั้น!!
คนขับไม่ออกรถ เหมือนจะชั่งใจ อยากลงมาตอบโต้
เวลาอันน่าอึดอัดดำเนินอยู่สักครึ่งนาทีได้ แล้วเขาก็ออกรถไป
ผมยอมรับว่าโมโหมาก แต่ก็รู้สึกผิดที่หยาบคายและทำอะไรไม่รับผิดชอบโดยใช้อารมณ์ไปแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังรู้สึกว่า การที่คนขับแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารโดยไม่มีเหตุอันควร ก็เป็นการกระทำที่หยาบคายและไร้ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน
สุดท้าย หลังจากนั้นไม่นานมากนัก ก็มีแท็กซี่คันหนึ่ง ยอมพาผมไปส่ง
ขอบคุณมากคร้าบ
สรุปรวมเวลาที่ใช้ในการเรียกแท็กซี่ครั้งนี้ ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า
อันที่จริง จากการใช้บริการรถแท็กซี่มาหลายปี
ผมพบว่า คนขับแท็กซี่ดีๆมีอยู่ไม่น้อย
แต่คืนนั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนขับแท็กซี่ดีๆหายไปไหนหมด เพราะแทบจะไม่ได้เจอเลยจริงๆ
ในเมื่อคนขับแท็กซี่ประกอบอาชีพนี้ก็เพื่อหาเลี้ยงตนเอง รวมถึงครอบครัวด้วยสำหรับหลายๆคน
และผู้โดยสารก็พร้อมจะจ่ายค่าโดยสารให้ (ไม่ได้ไปขอนั่งฟรีสักหน่อย)
ราคาตามมิเตอร์ก็ปรับขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง
แล้วทำไมถึงไม่รับผู้โดยสารล่ะครับ?
คนขับแท็กซี่เหล่านี้ต้องการอะไร?
การวนอยู่แต่บริเวณใกล้ๆ ไม่ก็หาลูกค้าชาวต่างชาติในราคาเหมา (ทั้งๆที่เป็นแท็กซี่มิเตอร์) โดยต้องแข่งขันกับผู้ร่วมอาชีพนับร้อยนับพันนั้นคุ้มค่าหรือ?
หากปฏิเสธผู้โดยสารโดยอ้างว่าจุดหมายอยู่ไกล
เมื่อเทียบกันกับการต้องวิ่งรถเปล่าวนไปวนมาแล้ว
ถ้ารับผู้โดยสาร ก็ได้ค่าโดยสาร 200-300 บาท จากนั้นค่อยไปหาลูกค้าต่อข้างหน้า จะไม่ดีกว่าหรอกหรือครับ?
ครั้งหน้า หากผมเจอแท็กซี่ปฏิเสธ ผมจะไม่ปิดประตูรถกระแทกอีกแล้วล่ะครับ
แต่ผมจะถามเขาดีๆครับ ว่า
"เหตุผลที่ไม่ไปส่งผม คืออะไรครับ?"
#ถ้าไม่รับ จะขับทำไม
คืนนั้น ผมยืนโบกแท็กซี่
หน้าห้างกลางเมืองย่านสุขุมวิท (ใกล้ BTS พร้อมพงษ์)
หลังจากพบปะเพื่อนฝูงในวันก่อนช่วงหยุดยาว กินข้าวกัน ดูหนัง ถ่ายรูป ตามประสาคนทำงาน ก็ได้เวลากลับบ้าน
ตอนนั้นรถไฟฟ้าปิดให้บริการแล้ว
ผมจึงไปยืนรอแท็กซี่บริเวณเยื้องกับหน้าห้างเล็กน้อย
มีผู้คนรอแท็กซี่มากมาย ไม่น้อยกว่าสิบราย บ้างก็มาคนเดียว บ้างก็เป็นคู่ บ้างก็เป็นกลุ่ม
แท็กซี่บนถนนตรงหน้า วิ่งมาเป็นระยะอย่างไม่ขาด แต่ผ่านไปราวห้านาที ก็ไม่มีคันไหนเลยที่หยุดรับคนที่ยืนรอ ทั้งที่เปิดไฟ "ว่าง"
ประมาณสิบนาทีผ่านไป
แท็กซี่ "ว่าง" ผ่านไปคันแล้วคันเล่า ผู้โดยสารก็ยังได้แต่ยืนรอ รอ และรอต่อไป
(จะเรียกว่าผู้โดยสารก็คงยังไม่ได้ เพราะจากที่เห็นตอนนั้น ไม่มีใครได้ขึ้นไปโดยสารเลย)
ผมเพิ่มทางเลือกให้กับตัวเอง
โดยพยายาม "Grab" แท็กซี่ ผ่านแอพพลิเคชั่นตัวหนึ่งบนมือถือ
หน้าจอแสดง แท็กซี่จำนวน 115 คัน อยู่ในละแวกนั้น ผมใจชื้น คงมีสักคันแวะมารับเราได้
...แต่เปล่าเลย ไม่มีสักคันเดียวที่ตอบรับ แม้ว่าผมจะกดส่งข้อมูลไปเป็นสิบครั้งก็ตาม
เห็นท่าจะไร้อนาคต
อาจเป็นเพราะทำเล จึงไม่มีแท็กซี่จอดรับ ผมจึงตัดสินใจออกเดิน
ผมเดินไปพลาง โบกไปพลาง แท็กซี่ "ว่าง" ส่วนใหญ่ ไม่สนใจโดยสิ้นเชิง บางคันเห็นเราโบกปั๊บถึงกับวิ่งออกขวาไปเลย
มีบางส่วนที่ชะลอมาใกล้ๆ แต่ก็ออกวิ่งไปแทบจะในทันทีเหมือนดั่งจะเย้ยกัน
และส่วนน้อยที่หยุด ให้เราบอกสถานที่ปลายทาง (ซึ่งเป็นแถบชานเมือง) แล้วก็ปฏิเสธอย่างไม่ใยดี
ที่น่าแค้นใจที่สุด คือ มีอยู่คันหนึ่งวิ่งผ่านผมไป
ทันใดนั้น มีฝรั่งต่างชาติเดินออกมาจากซอยเบื้องหน้าผม
แท็กซี่ปรี่เข้าเทียบโดยพลัน
ดูจากอากัปกิริยาการสื่อสารซึ่งกินเวลาพักหนึ่ง นั่นไม่ใช่แค่การอธิบายเส้นทางผ่านความแตกต่างทางภาษา
การยกไม้ยกมือเป็นตัวเลขแบบนั้น...
มันคือการต่อรองราคา!
ผมเดินต่อไป และโบกไปเรื่อยๆ
ในที่สุด ผมก็ถึงแยกอโศก (ระยะทางที่เดิน = 1 สถานี BTS ถ้วน)
ผมมองหาทำเลใหม่ ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของสี่แยก มีคนยืนรออยู่ไม่น้อย
ผมเลือกมุมอีกฝั่งหนึ่งซึ่งตรงข้ามกัน
แล้วปรากฏการณ์เดิมก็เกิดขึ้น
แท็กซี่ "ว่าง" หลายคันวิ่งผ่าน บางคันชะลอแล้วจากไป อีกส่วนหนึ่งหยุดรถแต่ปฏิเสธ
จนกระทั่งแท็กซี่ไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยผ่านไป แท็กซี่คันหนึ่งก็หยุด ผมเปิดประตูถาม แล้วคนขับก็ส่ายหน้าโดยไม่ใช้แม้แต่คำพูด
ในที่สุด ผมก็หมดความอดทน
ผมปิดประตูอย่างแรง กระแทกใส่รถแท็กซี่คันนั้น!!
คนขับไม่ออกรถ เหมือนจะชั่งใจ อยากลงมาตอบโต้
เวลาอันน่าอึดอัดดำเนินอยู่สักครึ่งนาทีได้ แล้วเขาก็ออกรถไป
ผมยอมรับว่าโมโหมาก แต่ก็รู้สึกผิดที่หยาบคายและทำอะไรไม่รับผิดชอบโดยใช้อารมณ์ไปแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังรู้สึกว่า การที่คนขับแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารโดยไม่มีเหตุอันควร ก็เป็นการกระทำที่หยาบคายและไร้ความรับผิดชอบไม่ต่างกัน
สุดท้าย หลังจากนั้นไม่นานมากนัก ก็มีแท็กซี่คันหนึ่ง ยอมพาผมไปส่ง
ขอบคุณมากคร้าบ
สรุปรวมเวลาที่ใช้ในการเรียกแท็กซี่ครั้งนี้ ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า
อันที่จริง จากการใช้บริการรถแท็กซี่มาหลายปี
ผมพบว่า คนขับแท็กซี่ดีๆมีอยู่ไม่น้อย
แต่คืนนั้น ผมก็ไม่เข้าใจว่าคนขับแท็กซี่ดีๆหายไปไหนหมด เพราะแทบจะไม่ได้เจอเลยจริงๆ
ในเมื่อคนขับแท็กซี่ประกอบอาชีพนี้ก็เพื่อหาเลี้ยงตนเอง รวมถึงครอบครัวด้วยสำหรับหลายๆคน
และผู้โดยสารก็พร้อมจะจ่ายค่าโดยสารให้ (ไม่ได้ไปขอนั่งฟรีสักหน่อย)
ราคาตามมิเตอร์ก็ปรับขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง
แล้วทำไมถึงไม่รับผู้โดยสารล่ะครับ?
คนขับแท็กซี่เหล่านี้ต้องการอะไร?
การวนอยู่แต่บริเวณใกล้ๆ ไม่ก็หาลูกค้าชาวต่างชาติในราคาเหมา (ทั้งๆที่เป็นแท็กซี่มิเตอร์) โดยต้องแข่งขันกับผู้ร่วมอาชีพนับร้อยนับพันนั้นคุ้มค่าหรือ?
หากปฏิเสธผู้โดยสารโดยอ้างว่าจุดหมายอยู่ไกล
เมื่อเทียบกันกับการต้องวิ่งรถเปล่าวนไปวนมาแล้ว
ถ้ารับผู้โดยสาร ก็ได้ค่าโดยสาร 200-300 บาท จากนั้นค่อยไปหาลูกค้าต่อข้างหน้า จะไม่ดีกว่าหรอกหรือครับ?
ครั้งหน้า หากผมเจอแท็กซี่ปฏิเสธ ผมจะไม่ปิดประตูรถกระแทกอีกแล้วล่ะครับ
แต่ผมจะถามเขาดีๆครับ ว่า
"เหตุผลที่ไม่ไปส่งผม คืออะไรครับ?"
#ถ้าไม่รับ จะขับทำไม