กระทู้นี้ผมตั้งใจเขียนให้เห็นถึงจุดแรกสุด ของคนที่เริ่มต้นทำธุรกิจ โดยแทบไม่มีทุน เป็นการที่บุคคลคนหนึ่งใช้สมองล้วนๆ เลยก็ว่าได้ครับ
เพราะการเริ่มลงทุนมีสองแบบ
1. คนมีทุนเดิมมาอยุ่แล้ว
2. ใช้สมองเพื่อแลกทุน
และผมคือประเภทที่สอง ที่เป็นประเภทสองไม่ได้เพราะผมอวดฉลาดนะครับ แต่ทางบ้านผมล้มละลาย และไม่มีใครสามารถดึงเงินมาเป็นทุนให้ผมได้ครับ
ซึ่งผมจำได้ว่า วันนั้นผมมีทุนติดตัวแค่ 500 บาท และจนถึงวันนี้ ผมปั้นแบรนด์ได้เป็นของตัวเอง จดเครื่องหมายการค้าไปแล้ว โดยใช้เงินทุนทั้งสิ้น 5000 กว่าบาท ไม่รวมกำไรที่ได้เข้ามาเพื่อต่อทุนนะครับ (คนส่วนมากเข้าใจว่า การทำธุรกิจต้องใช้ทุนมากเป็นหมื่นเป็นแสน) แต่สำหรับใครบางคนเขาประหยัดทุนมาก เซฟทุกอย่างและไม่ยอมปล่อยให้เงินไหลออกโดยใช่เหตุ ไม่เชื่อลองดูการวิเคราะห์ของ กท ด้านล่างดุนะครับ
(กระทุ้ผมเองเมื่อ 4เดือนที่แล้ว ได้เข้ามาขอความคิดเห็นจากชาวพันทิป)
ลองเข้าไปดู กท นี้ครับ >>>>>
http://pantip.com/topic/33119051
ทุกคนจะเห็น 5 ข้อแรกครับ จากลิ้งค์ ที่ผมกำลังเริ่มที่จะทำแต่ติดปัยหาพวกนี้ ซึ่งคนจะปั้นแบรนด์ทุกคนเจอแน่นอนครับ ปัญหา 5 ข้อ
1. ชื่อแบรนด์ และ Story คิดได้ยัง ชื่อแบรนด์ (แนะนำนะครับใช้ศัพท์แปลกๆ อย่าเหมือนผม ด้วยความไม่มีประสบการณ์ตั้งไปแบบตามความชอบ สุดท้ายตีตลาดยากเพราะชื่อซ้ำกันเยอะ)
2. บรรจุภัณฑ์ และแพคเกจ อันนี้ขึ้นอยุ่กับ ไอเดียร์และความกว้างขวางของเราเองครับ ว่าเราจะมีความสามารถสรรค์หาและประติดประต่อได้ขนาดไหน
(ดูอย่างผม ตอนแรกที่ผมเลือกแบบไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ได้ขวดตลาดมากๆครับ)
3. เรื่องฉลาก นี้เราควรคิดให้ดี ให้รอบคอบนะครับ ฉลาก ทำแล้วถ้าไม่โอเค เสียเลย และการทำฉลากสินค้า มีขั้นต่ำแน่นอนครับ (ชนั้นเลือกให้เข้ากับบรรจุภัณฑ์สักนิดและรัดกุมเป็นพิเศษ ก่อนที่จะเสียของยกลัง)
4."แน่นอนเมื่อเราเริ่มผลิตนั่นหมายถึงต้นทุนที่ต้องใช้จำนวนมาก เราจึงอยากจะทำขวดทดลองแจกก่อน ยังไม่อยากขายขวดจริง เราอยากลองแจกให้ทดลองใช้ดูก่อน แล้วสั่งเป็นออเดอร์มาแทน เราจะได้ไม่ต้องสต็อกของ"<<<<<ข้อความจากลิ้งค์ ในข้อ 4 นี้ที่ผมเคยเขียนถูกต้องแล้วครับ เราจะทำอย่างไร โดยเสียทุนน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจบอก อย่างเช่นข้อความนี้ผมตั้งใจจริงๆที่จะต้องเซฟทุน เลยต้องดูการตอบรับของลุกค้าเสียก่อน ค่อยเริ่มผลิต
5. เรื่องราคา ราคาที่เราตั้งอาจจะดูไม่ค่อยเป็นโจทย์ยากสักเท่าไร แต่ก็สำคัญไม่แพ้ 4 ข้อที่ผ่านมา แต่ในระยะเริ่มแรกให้ฟรีได้ให้เถอะครับ มันเป็นส่วนนึงในการซื้อใจลูกค้า (อดทนอย่าโลภ หว่านเมล็ดไปให้ทั่ว เพื่อรอผลเติบโตทั่วผืนดิน)
6. (เพิ่มเติมครับ) เรื่องนี้ผมจะไม่พูดถึง แต่มันเป็นส่วนหนึงของการเริ่มต้น นั่นคือ สูตรผลิตภัณฑ์นั้นๆ (ซึ่งผมผลิต และปรุงแต่งเอง วิจัยเอง และถามบุคคลมีความรุ้ด้านเคมี จาก ม. ดังๆเพื่อขอคำปรึกษาอยุ่ตลอด)
7. หลังจากทำทุกอย่างลงตัวแล้ว ก็เหมือนเรามีอาวุธประจำกายแล้วนะ ต่อไปเราจะใช้อาวุธนั้นอย่างไร เป็นเรื่องของการตลาดครับ ใช้สมอง และสมองเท่านั้นจะทำให้เรายืนได้ เรื่องการตลาด ผมขอไม่พูดถึงครับมันอยุ่ที่รายบุคคลแล้วว่าจะทำอย่างไร ?
7.1. ตลาดที่จะวางขาย และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ (อย่าลืมคิดครับสำคัญมาก) สำหรับผมทำใน อินเตอร์เน็ตครับ เลยไม่ต้องลงทุน
และทั้งหมดนี้คือ การเริ่มต้นธุรกิจที่แท้จริงครับ สำหรับใครที่อยากปั้นแบรนด์ตัวเอง ต้องผ่าน 5 ข้อนี้แน่นอน แต่ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่งครับ
"ถ้าสินค้าเราดีจริง ยังไงก็ไม่มีวันอดตาย" คิดการตลาดนิดนึง แพคเกจดูดีหน่อย และให้ใจลูกค้าไม่โลภและเอาเปรียบ ยังไงก็กินอิ่มครับ
ตอนนี้ผมคิดว่ามีบางท่านอยากเห็น ผลิตภัณฑ์ผมแล้วใช่ไหมครับ งั้นผมขอเอาออกมาบางส่วนนะครับ
1. ส่วนของหน้าร้าน ชื่อแบรนด์ และStory
หน้าร้านครับ
2.
ส่วนอันนี้คือ แพคเกจครับ ตอนนี้มีอยุ่ 4 ขนาดแล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
3. ลองดูฉลากนะครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
4. แพคเกจขวดทดลอง ซึ่งผลก็ออกมาตรงกับสิ่งที่เคยคิดไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
5. เรื่องสูตร เพิ่มเติมครับ ความลับๆ แต่เรื่องสูตรของผมทดลองเอง ทำเองครับ ไม่ได้ไปรับใครเขามา เอาไว้เป็นโจทย์อีกข้อนะครับ
ในส่วนของผมบางส่วนก็ขอเอามาให้ดูเพียงเท่านี้ละกันครับ หวังว่าคงจะเป็นแนวทางและประโยชน์สำหรับคนอีกจำนวนมากเลยที่กำลังคิด หรือฝันที่จะอยาก มีแบรนด์เป็นของตัวเอง "จงอย่าเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวของเราเอง" คิดว่าชนะเราก็จะชนะ ลำพังตัวผมมาพร้อมความมั่นใจที่สูงมาก ชนั้น จงอย่าขาดสิ่งนี้ และจงใช้มันทะเยอทะยานขึ้นฟ้า ถึงแม้มันจะตกลงมาเจ็บในเวลาที่ผิดหวัง แต่ไม่มีใครตกลงมาแล้วตายเลยหรอกครับ ถ้าไม่ตายก็พุ่งขึ้นไปใหม่
สุดท้ายนี้ ขอตัวไปทำงานต่อแล้วครับ ยังมีปัญหาใหม่ๆมาให้วุ่นใจได้เสมอ
การเริ่มต้นทำธุรกิจ จากวันนั้นเมื่อ 4เดือนที่แล้วถึงวันนี้
เพราะการเริ่มลงทุนมีสองแบบ
1. คนมีทุนเดิมมาอยุ่แล้ว
2. ใช้สมองเพื่อแลกทุน
และผมคือประเภทที่สอง ที่เป็นประเภทสองไม่ได้เพราะผมอวดฉลาดนะครับ แต่ทางบ้านผมล้มละลาย และไม่มีใครสามารถดึงเงินมาเป็นทุนให้ผมได้ครับ
ซึ่งผมจำได้ว่า วันนั้นผมมีทุนติดตัวแค่ 500 บาท และจนถึงวันนี้ ผมปั้นแบรนด์ได้เป็นของตัวเอง จดเครื่องหมายการค้าไปแล้ว โดยใช้เงินทุนทั้งสิ้น 5000 กว่าบาท ไม่รวมกำไรที่ได้เข้ามาเพื่อต่อทุนนะครับ (คนส่วนมากเข้าใจว่า การทำธุรกิจต้องใช้ทุนมากเป็นหมื่นเป็นแสน) แต่สำหรับใครบางคนเขาประหยัดทุนมาก เซฟทุกอย่างและไม่ยอมปล่อยให้เงินไหลออกโดยใช่เหตุ ไม่เชื่อลองดูการวิเคราะห์ของ กท ด้านล่างดุนะครับ
(กระทุ้ผมเองเมื่อ 4เดือนที่แล้ว ได้เข้ามาขอความคิดเห็นจากชาวพันทิป)
ลองเข้าไปดู กท นี้ครับ >>>>>http://pantip.com/topic/33119051
ทุกคนจะเห็น 5 ข้อแรกครับ จากลิ้งค์ ที่ผมกำลังเริ่มที่จะทำแต่ติดปัยหาพวกนี้ ซึ่งคนจะปั้นแบรนด์ทุกคนเจอแน่นอนครับ ปัญหา 5 ข้อ
1. ชื่อแบรนด์ และ Story คิดได้ยัง ชื่อแบรนด์ (แนะนำนะครับใช้ศัพท์แปลกๆ อย่าเหมือนผม ด้วยความไม่มีประสบการณ์ตั้งไปแบบตามความชอบ สุดท้ายตีตลาดยากเพราะชื่อซ้ำกันเยอะ)
2. บรรจุภัณฑ์ และแพคเกจ อันนี้ขึ้นอยุ่กับ ไอเดียร์และความกว้างขวางของเราเองครับ ว่าเราจะมีความสามารถสรรค์หาและประติดประต่อได้ขนาดไหน
(ดูอย่างผม ตอนแรกที่ผมเลือกแบบไม่มีประสบการณ์อะไรเลย ได้ขวดตลาดมากๆครับ)
3. เรื่องฉลาก นี้เราควรคิดให้ดี ให้รอบคอบนะครับ ฉลาก ทำแล้วถ้าไม่โอเค เสียเลย และการทำฉลากสินค้า มีขั้นต่ำแน่นอนครับ (ชนั้นเลือกให้เข้ากับบรรจุภัณฑ์สักนิดและรัดกุมเป็นพิเศษ ก่อนที่จะเสียของยกลัง)
4."แน่นอนเมื่อเราเริ่มผลิตนั่นหมายถึงต้นทุนที่ต้องใช้จำนวนมาก เราจึงอยากจะทำขวดทดลองแจกก่อน ยังไม่อยากขายขวดจริง เราอยากลองแจกให้ทดลองใช้ดูก่อน แล้วสั่งเป็นออเดอร์มาแทน เราจะได้ไม่ต้องสต็อกของ"<<<<<ข้อความจากลิ้งค์ ในข้อ 4 นี้ที่ผมเคยเขียนถูกต้องแล้วครับ เราจะทำอย่างไร โดยเสียทุนน้อยที่สุด นั่นคือสิ่งที่ผมตั้งใจบอก อย่างเช่นข้อความนี้ผมตั้งใจจริงๆที่จะต้องเซฟทุน เลยต้องดูการตอบรับของลุกค้าเสียก่อน ค่อยเริ่มผลิต
5. เรื่องราคา ราคาที่เราตั้งอาจจะดูไม่ค่อยเป็นโจทย์ยากสักเท่าไร แต่ก็สำคัญไม่แพ้ 4 ข้อที่ผ่านมา แต่ในระยะเริ่มแรกให้ฟรีได้ให้เถอะครับ มันเป็นส่วนนึงในการซื้อใจลูกค้า (อดทนอย่าโลภ หว่านเมล็ดไปให้ทั่ว เพื่อรอผลเติบโตทั่วผืนดิน)
6. (เพิ่มเติมครับ) เรื่องนี้ผมจะไม่พูดถึง แต่มันเป็นส่วนหนึงของการเริ่มต้น นั่นคือ สูตรผลิตภัณฑ์นั้นๆ (ซึ่งผมผลิต และปรุงแต่งเอง วิจัยเอง และถามบุคคลมีความรุ้ด้านเคมี จาก ม. ดังๆเพื่อขอคำปรึกษาอยุ่ตลอด)
7. หลังจากทำทุกอย่างลงตัวแล้ว ก็เหมือนเรามีอาวุธประจำกายแล้วนะ ต่อไปเราจะใช้อาวุธนั้นอย่างไร เป็นเรื่องของการตลาดครับ ใช้สมอง และสมองเท่านั้นจะทำให้เรายืนได้ เรื่องการตลาด ผมขอไม่พูดถึงครับมันอยุ่ที่รายบุคคลแล้วว่าจะทำอย่างไร ?
7.1. ตลาดที่จะวางขาย และกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ (อย่าลืมคิดครับสำคัญมาก) สำหรับผมทำใน อินเตอร์เน็ตครับ เลยไม่ต้องลงทุน
และทั้งหมดนี้คือ การเริ่มต้นธุรกิจที่แท้จริงครับ สำหรับใครที่อยากปั้นแบรนด์ตัวเอง ต้องผ่าน 5 ข้อนี้แน่นอน แต่ผมอยากจะบอกอย่างหนึ่งครับ
"ถ้าสินค้าเราดีจริง ยังไงก็ไม่มีวันอดตาย" คิดการตลาดนิดนึง แพคเกจดูดีหน่อย และให้ใจลูกค้าไม่โลภและเอาเปรียบ ยังไงก็กินอิ่มครับ
ตอนนี้ผมคิดว่ามีบางท่านอยากเห็น ผลิตภัณฑ์ผมแล้วใช่ไหมครับ งั้นผมขอเอาออกมาบางส่วนนะครับ
1. ส่วนของหน้าร้าน ชื่อแบรนด์ และStory หน้าร้านครับ
2. ส่วนอันนี้คือ แพคเกจครับ ตอนนี้มีอยุ่ 4 ขนาดแล้ว
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
3. ลองดูฉลากนะครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
4. แพคเกจขวดทดลอง ซึ่งผลก็ออกมาตรงกับสิ่งที่เคยคิดไว้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
5. เรื่องสูตร เพิ่มเติมครับ ความลับๆ แต่เรื่องสูตรของผมทดลองเอง ทำเองครับ ไม่ได้ไปรับใครเขามา เอาไว้เป็นโจทย์อีกข้อนะครับ
ในส่วนของผมบางส่วนก็ขอเอามาให้ดูเพียงเท่านี้ละกันครับ หวังว่าคงจะเป็นแนวทางและประโยชน์สำหรับคนอีกจำนวนมากเลยที่กำลังคิด หรือฝันที่จะอยาก มีแบรนด์เป็นของตัวเอง "จงอย่าเชื่อคนอื่นมากกว่าตัวของเราเอง" คิดว่าชนะเราก็จะชนะ ลำพังตัวผมมาพร้อมความมั่นใจที่สูงมาก ชนั้น จงอย่าขาดสิ่งนี้ และจงใช้มันทะเยอทะยานขึ้นฟ้า ถึงแม้มันจะตกลงมาเจ็บในเวลาที่ผิดหวัง แต่ไม่มีใครตกลงมาแล้วตายเลยหรอกครับ ถ้าไม่ตายก็พุ่งขึ้นไปใหม่
สุดท้ายนี้ ขอตัวไปทำงานต่อแล้วครับ ยังมีปัญหาใหม่ๆมาให้วุ่นใจได้เสมอ