สับขาหลอก-สอดไส้ กับดักรธน. บ่วงที่หนีไม่พ้น คอลัมน์ คลื่นคิดข่าว โดย ศศินภา วัฒนวรรณรัตน์
ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ
ของคณะ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งผ่าน
การอภิปรายจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
ทำให้นักการ เมืองทั้งหลาย ตลอดจนนักวิชาการ หรือแม้แต่ สปช.
แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยในหลายมาตรา ขนาด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาปัตย์ และสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.
ปฏิรูปด้านการเมือง ยังเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างให้เกิด
เผด็จการรัฐสภา โดยเฉพาะในมาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายก
รัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญติ (พ.ร.บ.) หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง
ของร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาได้ ซึ่งหาก ส.ส.ไม่ได้เข้าชื่อเพื่อยื่นขอ
อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ภายใน 48 ชั่วโมง
ให้ถือว่ากฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาจึงเป็นข้อ
กังวลถ้าหากมีการ เสนอกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมาย
นิรโทษกรรมแบบสุดซอย โดยไม่มี ส.ส.เข้าชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายกฯ กฎหมายดังกล่าวก็จะผ่านฉลุย เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับเดียว
กันกำหนดให้ หากนายกฯถูกสภามีมติไม่ไว้วางใจ สภานั้นจะต้องพ้นไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะกล้าไม่ไว้วางใจนายกฯ
อย่างไรก็ตาม กมธ.ยกร่างฯ ระบุไว้ในเจตนารมณ์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า
เป็นบทบัญญัติที่เพิมขึ้นใหม่ เพื่อเป็นมาตรการสร้างเสริมเสถียรภาพให้แก่รัฐบาล
กรณีรัฐบาลเสนอกฎหมายที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญ และมีแนวโน้มว่าจะ
ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา รัฐบาลสามารถแถลงให้ยุติการพิจารณา หากไม่มี
การเสนอญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลภายใน 48 ชั่วโมง ให้ถือว่ากฎหมายดังกล่าว
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภา
และ ยังมีอีกหลายมาตราที่ยังมีข้อกังวลสงสัย โดยเฉพาะในมาตรา 111 (8) ที่วงใน
ว่ากันว่ามีการตกลงแล้วว่าจะไม่ตัดสิทธินักการเมืองบ้านเลขที่ 111-109 เพราะ
หลายคนเป็นมือเป็นไม้ให้กับรัฐบาลได้อย่างดี สุดท้ายมือที่มองไม่เห็นสั่งจับยัดเข้าไปใหม่
โดยมาตรา 111 (8) ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วย
กฎหมายว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้ง
ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม
ซึ่งในเจตนารมณ์ของ กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามอนุมาตรานี้
ต้องปรากฏอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าผู้นั้น
เป็นผู้กระทำการ ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต
หรือไม่เที่ยงธรรม
ทั้งนี้ ไม่หมายรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดตามกฎหมายแต่มิได้เป็นผู้กระทำการดังกล่าว
และลักษณะต้องห้ามตามอนุมาตรานี้ รวมถึงผู้ชึ่งได้กระทำการอันมีลักษณะต้องห้าม
ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศบังคับใช้
จึงจำเป็นที่จะต้องตีความว่า บุคคลในบ้านเลขที่ 111-109 จะเข้าข่ายที่ไม่สามารถลง
สมัครรับเลือกตั้ง ได้หรือไม่ เพราะการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้ เกิด
จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย
มัชฌิมาธิปไตย
ดังนั้น คำว่า "ห้ามไม่ให้ผู้ต้องคำพิพากษา" ชัดเจนว่า คนจำนวน 220 ที่เคยถูกตัดสิทธิ
ทางการเมือง 5 ปีมาแล้วหมดสิทธิ เพราะเป็น "ผู้ซึ่งต้องคำพิพากษา" แม้เจตนารมณ์จะระบุว่า "ไม่หมายรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดตามกฎหมายแต่มิได้เป็นผู้กระทำการ" แต่เจตนารมณ์
ไม่ใช่กฎหมาย รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อประกาศใช้จริง ใครจะเป็นคน
ตีความเพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน
ส่วนมาตรา 111 (15) ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิ
ในการดำรงตำแหน่งทางการ เมืองหรือในการดำรงตำแหน่งอื่น แม้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ประธาน กมธ.ยกร่างฯ จะยืนยันว่าเป็นการล้อมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550
แต่ทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ในมาตรา 109 (14) และ 2550 ในมาตรา 102 (14) ระบุชัดเจนว่า "ห้ามไม่ให้ผู้เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง"
จึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในมาตรา 111 (15) เพราะในมาตรา 111 (15)
บอกแต่เพียงว่า
ห้ามมิให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง โดยไม่ระบุว่าถูกใครถอดถอนเหมือน
ที่เคยถูกระบุในฉบับอื่นๆ
นั่นเป็น เพราะ คนเพียงคนเดียวที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนให้เหมือนฉบับปี 2540 และปี 2550 มาตรา 111 (15) ก็จะไม่เข้า
ข่ายขัดขวาง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่ได้ถูก
วุฒิสภาถอดถอน แต่เป็นการถอดถอนโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกตั้งขึ้นโดย
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาจากการรัฐประหาร
แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุเช่นนั้น นั่นก็เท่ากับว่า "คนเพียงคนเดียว" ที่ถูกรัฐธรรมนูญซึ่ง
เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตัดสิทธิทางการเมืองคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
มาตรานี้เห็นชัด โดยไม่ต้องตีความ!!!
มติชนรายวัน
วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430544243
ถ้า...ตามรัฐธรรมนูญ 58 อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพียงคนเดียว เพื่อนๆ คิดอย่างไร ? ../sao..เหลือ..noi
ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องสำหรับร่างรัฐธรรมนูญ
ของคณะ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งผ่าน
การอภิปรายจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)
ทำให้นักการ เมืองทั้งหลาย ตลอดจนนักวิชาการ หรือแม้แต่ สปช.
แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยในหลายมาตรา ขนาด อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาปัตย์ และสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.
ปฏิรูปด้านการเมือง ยังเห็นว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างให้เกิด
เผด็จการรัฐสภา โดยเฉพาะในมาตรา 182 ที่ให้อำนาจนายก
รัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญติ (พ.ร.บ.) หรือส่วนใดส่วนหนึ่ง
ของร่าง พ.ร.บ.เข้าสู่สภาได้ ซึ่งหาก ส.ส.ไม่ได้เข้าชื่อเพื่อยื่นขอ
อภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ ภายใน 48 ชั่วโมง
ให้ถือว่ากฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาจึงเป็นข้อ
กังวลถ้าหากมีการ เสนอกฎหมาย อย่างเช่น กฎหมาย
นิรโทษกรรมแบบสุดซอย โดยไม่มี ส.ส.เข้าชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายกฯ กฎหมายดังกล่าวก็จะผ่านฉลุย เพราะในรัฐธรรมนูญฉบับเดียว
กันกำหนดให้ หากนายกฯถูกสภามีมติไม่ไว้วางใจ สภานั้นจะต้องพ้นไปด้วย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ใครจะกล้าไม่ไว้วางใจนายกฯ
อย่างไรก็ตาม กมธ.ยกร่างฯ ระบุไว้ในเจตนารมณ์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า
เป็นบทบัญญัติที่เพิมขึ้นใหม่ เพื่อเป็นมาตรการสร้างเสริมเสถียรภาพให้แก่รัฐบาล
กรณีรัฐบาลเสนอกฎหมายที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นนโยบายสำคัญ และมีแนวโน้มว่าจะ
ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา รัฐบาลสามารถแถลงให้ยุติการพิจารณา หากไม่มี
การเสนอญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลภายใน 48 ชั่วโมง ให้ถือว่ากฎหมายดังกล่าว
หรือส่วนใดส่วนหนึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภา
และ ยังมีอีกหลายมาตราที่ยังมีข้อกังวลสงสัย โดยเฉพาะในมาตรา 111 (8) ที่วงใน
ว่ากันว่ามีการตกลงแล้วว่าจะไม่ตัดสิทธินักการเมืองบ้านเลขที่ 111-109 เพราะ
หลายคนเป็นมือเป็นไม้ให้กับรัฐบาลได้อย่างดี สุดท้ายมือที่มองไม่เห็นสั่งจับยัดเข้าไปใหม่
โดยมาตรา 111 (8) ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งที่ชอบด้วย
กฎหมายว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้ง
ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม
ซึ่งในเจตนารมณ์ของ กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า บุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตามอนุมาตรานี้
ต้องปรากฏอย่างชัดเจนว่า เป็นผู้ที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่าผู้นั้น
เป็นผู้กระทำการ ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต
หรือไม่เที่ยงธรรม
ทั้งนี้ ไม่หมายรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดตามกฎหมายแต่มิได้เป็นผู้กระทำการดังกล่าว
และลักษณะต้องห้ามตามอนุมาตรานี้ รวมถึงผู้ชึ่งได้กระทำการอันมีลักษณะต้องห้าม
ในวันที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศบังคับใช้
จึงจำเป็นที่จะต้องตีความว่า บุคคลในบ้านเลขที่ 111-109 จะเข้าข่ายที่ไม่สามารถลง
สมัครรับเลือกตั้ง ได้หรือไม่ เพราะการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้ เกิด
จากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย
มัชฌิมาธิปไตย
ดังนั้น คำว่า "ห้ามไม่ให้ผู้ต้องคำพิพากษา" ชัดเจนว่า คนจำนวน 220 ที่เคยถูกตัดสิทธิ
ทางการเมือง 5 ปีมาแล้วหมดสิทธิ เพราะเป็น "ผู้ซึ่งต้องคำพิพากษา" แม้เจตนารมณ์จะระบุว่า "ไม่หมายรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดตามกฎหมายแต่มิได้เป็นผู้กระทำการ" แต่เจตนารมณ์
ไม่ใช่กฎหมาย รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของประเทศ เมื่อประกาศใช้จริง ใครจะเป็นคน
ตีความเพราะกฎหมายเขียนไว้ชัดเจน
ส่วนมาตรา 111 (15) ที่ระบุว่า ห้ามมิให้ผู้ถูกถอดถอนจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิ
ในการดำรงตำแหน่งทางการ เมืองหรือในการดำรงตำแหน่งอื่น แม้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
ประธาน กมธ.ยกร่างฯ จะยืนยันว่าเป็นการล้อมาจากรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550
แต่ทั้งรัฐธรรมนูญ 2540 ในมาตรา 109 (14) และ 2550 ในมาตรา 102 (14) ระบุชัดเจนว่า "ห้ามไม่ให้ผู้เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง"
จึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ในมาตรา 111 (15) เพราะในมาตรา 111 (15)
บอกแต่เพียงว่า ห้ามมิให้ผู้ที่เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่ง โดยไม่ระบุว่าถูกใครถอดถอนเหมือน
ที่เคยถูกระบุในฉบับอื่นๆ
นั่นเป็น เพราะ คนเพียงคนเดียวที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่งคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนให้เหมือนฉบับปี 2540 และปี 2550 มาตรา 111 (15) ก็จะไม่เข้า
ข่ายขัดขวาง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่ได้ถูก
วุฒิสภาถอดถอน แต่เป็นการถอดถอนโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ถูกตั้งขึ้นโดย
คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มาจากการรัฐประหาร
แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ระบุเช่นนั้น นั่นก็เท่ากับว่า "คนเพียงคนเดียว" ที่ถูกรัฐธรรมนูญซึ่ง
เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศตัดสิทธิทางการเมืองคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
มาตรานี้เห็นชัด โดยไม่ต้องตีความ!!!
มติชนรายวัน
วันที่ 02 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1430544243