“เฮือก” ทริสทันอ้าปากหอบเอาอากาศเข้าไปเต็มปอด
เขาลืมตาขึ้นพบกับท้องฟ้าสว่าง หญ้าสีเขียวระบัดใบใต้กายเขา มองเห็นภาพเลือนรางของหมู่ไม้ที่เส้นขอบฟ้า นี่คือทุ่งหญ้าทมิฬ
“คริส ท่านคริส ตื่น เรามาถึงแล้ว” เขาเขย่าร่างในเกราะเหล็กเบาๆ
“จม จมแล้ว ว้ากกกก” คริสร้อง เขากระเด้งลุกขึ้นนั่ง ซึ่งเป็นเรื่องประทับใจเมื่ออยู่ในเกราะเหล็กน้ำหนักเท่าทริสทัน “โอ้ เอิ่ม... เซอร์เฮยส์ เราอยู่ที่ไหน” เขาเชิดหน้าที่ไม่มีหนวดใส่ทริสทัน พยายามกู้หน้าเต็มที่
ทริสทันสำรวจดูสักครู่ก็พบว่าเขาทั้งสองอยู่ในเกราะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาวุธประดับข้างกาย แม้จะเปียกโชก แต่พวกเขาก็อยู่บนหญ้า ไม่ใกล้แหล่งน้ำเลย
“ที่นี่คือทุ่งหญ้าทมิฬแล้ว” ทริสทันบอกเขา แม้คริสจะรู้เรื่องภูมิศาสตร์มากกว่า แต่ทริสทันรู้ว่าเพอร์ซิโฟเนคงไม่ส่งพวกเขาไปที่อื่น
ทริสทันก็ยังไม่ไว้ใจเพอร์ซิโฟเนอยู่ดี นางให้พรพวกเขาง่ายๆ รักษาคำสาปและส่งเขาถูกที่ นางแม่มดคนนั้นมีจุดประสงค์อะไร เขาไม่เชื่อว่าแค่ละครตลกและหนวดสามารถพาไปสู่การจบสิ้นของสงครามกินร มันไม่ใช่ราคาที่เท่าเทียมกันเลย
พวกเขาลุกขึ้นและเดินไปตามทุ่งหญ้ากว้าง มองหาฝูงกวางทมิฬ
“กวางทมิฬจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ” คริสว่าอย่างนั้น ทริสทันก็คงไม่ขัดหมีในการล่ากวาง
พวกเขาเดินลงเขาไปเรื่อยๆ จะมีน้ำอยู่ที่ต่ำ ข้อนี้ทริสทันผู้ไม่เคยล่าสัตว์ยังรู้ดี เขามองผืนหญ้าสีเขียวขจีด้วยสายตากระตือรือร้น เผื่อจะพบกับฝูงกวาง
ทริสทันยังไม่แน่ใจเลยว่าเขาจะสามารถพรากชีวิตบริสุทธิ์เพื่อเงินทองได้จริงหรือ กวางทมิฬเหล่านี้ไม่เคยมีเรื่องเจ็บแค้นใดๆ กับเขา แต่ถ้าเขาต้องการเงินทองจากอาณาจักรของเอนอรา
“ข้านึกออกแล้ว” คริสพูดขึ้น “ถ้าเราขี่กวางทมิฬผ่านป่ากลับไปที่อาณาจักร เนื้อของมันจะไม่เสีย”
“แต่ป่านั้นรกและทึบมากนะ” ทริสทันแย้ง
“กวางพวกนี้แข็งแรงมาก มันคงเปิดป่าเป็นทางเลยล่ะ นั่นไง”
คริสเห็นฝูงมันก่อน ทริสทันมองตามไปก็เห็นพวกมัน จากไกลๆ มันช่างดูไร้พิษสง เขาดำสนิทของมันเป็นประกายในแสงแดดราวกับทำจากเพชร ขนของมันแวววาว
แต่เมื่อเข้าไปยิ่งใกล้ ความสวยงามก็ยิ่งชัดเจนเช่นเดียวกับความอันตราย ตัวของมันใหญ่มาก ความคมกริบของเขา ขน และกีบเท้าเริ่มชัดเจน
“เราจะจับมันยังไงดี” ทริสทันถามคริส
“ข้ามีเชือก” คริสตอบ ตบอกที่มีเกราะของเขาเบาๆ “เราก็เอาเชือกคล้องกวางสักตัว แล้วขึ้นไปขี่หลังมัน หลังจากนั้นเราก็ควบคุมมันให้วิ่งผ่านป่า
“คาปอยได้ยินท่าน” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นในผืนหญ้าข้างทริสทัน มันเบาและไพเราะพวกเขาสองคนต้องหยุดนิ่งฟัง “ท่านจะขโมยสิ่งสำคัญที่สุดของคาปอย คาปอยย่อมไม่ยอม”
หญ้าเขียวนั้นแตกหน่ออย่างรวดเร็วกลายเป็นริบบิ้นเหนียวสีเขียว มันเอื้อมมายึดข้อมือข้อเท้าของทั้งสองไว้ คริสนั้นมีเกราะ จึงทำให้ขยับตัวได้ช้าและถูกดึกจนนอนแนบพื้นเป็นแพนเค้ก ทริสทันขยับหลบ หากไม่ทัน เชือกหญ้าก็ม้วนพันข้อเท้าของเขาแล้วพลิกเขาหงายหลัง พันข้อมือและข้อเท้าของเขาเช่นกัน
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์” เสียงอื่นๆ ร้องประสานขึ้นรอบตัวเขา “คาปอยไม่ชอบมนุษย์”
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ เราต้องมายืดให้สุด”
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ ดึงแขนขามันให้หลุด”
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ เอาหญ้าตัดคอหัวกุด”
เหล่าเด็กตัวเล็กๆ สีเขียว นุ่งใบไม้ กระโดดโลดเต้นมาจากไหนไม่รู้ ยิ้มยิงฟันคมๆ ใส่เขา รอบตัวพวกมันมีหมอกสีเขียวที่ดูเหมือนเวทมนต์รายล้อม
“ว้ากกก” คริสร้อง เขาดิ้นจนด้ายที่ข้อมือขาด แล้วพยายามลุกขึ้นนั่ง “ทริส หนีไป คาปอยมันจะกินมนุษย์ที่มันคิดว่าเป็นจ่าฝูงเท่านั้น”
ทริสทันประทับใจ แต่ก็อดคิดอย่างฉุนๆ ไม่ได้ ว่าเขาก็ดูเป็นจ่าฝูงเหมือนกันนะ
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ พวกเราบอกว่าให้หยุด” สิ้นคำร้อง หญ้าจำนวนมากก็เลื้อยเข้าไปใต้เสื้อเกราะทองของอสูรทองคำ
“เจ้าจะทำ...” คริสร้องได้เท่านั้นเขาก็ต้องงอตัว “อ๊าก ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ โอ๊ย นี่มันอะ ฮ่าๆๆ หยะ ฮ่าๆ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
หญ้าคงเข้าเสื้อเกราะ เลื้อยพันไปในรอบส่วนต่างๆ ที่อ่อนแอที่สุดของนักรบหนุ่มเสียแล้ว
“อ๊า ฮ่าๆ หยุด แฮ่ก ฮ่าๆ ช่วย... ฮ่าๆ... ด้วย”
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าชายนักรบหนุ่มผู้มีดาบยักษ์อันไร้ประโยชน์อยู่ข้างหลังก็นอนตาเหลือก หายใจหอบถี่ น้ำลายย้อย มีหญ้าพันข้อมือข้อเท้ายึดไว้แน่นเหมือนเดิม
“ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะ เราอยากระงับสงครามกินร” ทริสทันใช้วิธีที่ต่างออกไป “เจ้าไม่ชอบกินรหรอกใช่ไหม”
“เราคาปอยเป็นกินอย เหมือนกินอย” พวกมันพูด ออกเสียงคำว่ากินรต่างออกไป “คาปอยมีถิ่นของคาปอย กินอยเป็นญาติคาปอย”
เหมือนสัตว์กลุ่มนี้จะมีใจเดียวกัน จึงพูดพร้อมกันแม้จะเคลื่อนไหวไม่ตรงกันสักที
“ถ้ากินรตัวอื่นๆ จะมาแย่งอาหารของคาปอยล่ะ” ทริสทันถาม
“เราคาปอยจะบิด เราจะบิด เราจะบิด” ขาดคำนั้น หญ้าที่ปลายเท้าเขาก็เลื่อนจนเอวของเขาบิดไป แต่มันก็ยังบิดร่างของเขาต่อจนแทบเป็นเกลียว
“โอ๊ย” ทริสทันร้อง แต่พยายามไม่แสดงความเจ็บปวดออกมามากกว่านั้น เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากของเขา “แต่เรากำลังช่วยคาปอย ช่วยกันกินรตัวอื่นเข้ามานะ เราต้องใช้กวาง แค่สองตัว”
“ตัวเดียว” มันบิดแรงขึ้น
“อึก... ก็ได้ ต... ตัวเดียว ปล่อยพวกเราที”
เหล่าคาปอยยืนนิ่งเหมือนพิจารณา แล้วหญ้าก็คืบคลานของจากร่างของทริสทันและคริส “ได้ตัวเดียวนะ” คาปอยบอก แล้วพวกมันก็จมหายไปในทะเลสีเขียว
“ไปกันเถอะ” คริสบอก ดึงเชือกออกมาจากเสื้อเกราะ “ใช้การทูตแก้ปัญหาได้ดีนี่ ทริส”
ล่ากวางทมิฬ เรื่องสั้นสี่ตอนจบ ตอนสุดท้าย เอนอราแห่งอาณาจักรมนุษย์
เขาลืมตาขึ้นพบกับท้องฟ้าสว่าง หญ้าสีเขียวระบัดใบใต้กายเขา มองเห็นภาพเลือนรางของหมู่ไม้ที่เส้นขอบฟ้า นี่คือทุ่งหญ้าทมิฬ
“คริส ท่านคริส ตื่น เรามาถึงแล้ว” เขาเขย่าร่างในเกราะเหล็กเบาๆ
“จม จมแล้ว ว้ากกกก” คริสร้อง เขากระเด้งลุกขึ้นนั่ง ซึ่งเป็นเรื่องประทับใจเมื่ออยู่ในเกราะเหล็กน้ำหนักเท่าทริสทัน “โอ้ เอิ่ม... เซอร์เฮยส์ เราอยู่ที่ไหน” เขาเชิดหน้าที่ไม่มีหนวดใส่ทริสทัน พยายามกู้หน้าเต็มที่
ทริสทันสำรวจดูสักครู่ก็พบว่าเขาทั้งสองอยู่ในเกราะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาวุธประดับข้างกาย แม้จะเปียกโชก แต่พวกเขาก็อยู่บนหญ้า ไม่ใกล้แหล่งน้ำเลย
“ที่นี่คือทุ่งหญ้าทมิฬแล้ว” ทริสทันบอกเขา แม้คริสจะรู้เรื่องภูมิศาสตร์มากกว่า แต่ทริสทันรู้ว่าเพอร์ซิโฟเนคงไม่ส่งพวกเขาไปที่อื่น
ทริสทันก็ยังไม่ไว้ใจเพอร์ซิโฟเนอยู่ดี นางให้พรพวกเขาง่ายๆ รักษาคำสาปและส่งเขาถูกที่ นางแม่มดคนนั้นมีจุดประสงค์อะไร เขาไม่เชื่อว่าแค่ละครตลกและหนวดสามารถพาไปสู่การจบสิ้นของสงครามกินร มันไม่ใช่ราคาที่เท่าเทียมกันเลย
พวกเขาลุกขึ้นและเดินไปตามทุ่งหญ้ากว้าง มองหาฝูงกวางทมิฬ
“กวางทมิฬจะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ” คริสว่าอย่างนั้น ทริสทันก็คงไม่ขัดหมีในการล่ากวาง
พวกเขาเดินลงเขาไปเรื่อยๆ จะมีน้ำอยู่ที่ต่ำ ข้อนี้ทริสทันผู้ไม่เคยล่าสัตว์ยังรู้ดี เขามองผืนหญ้าสีเขียวขจีด้วยสายตากระตือรือร้น เผื่อจะพบกับฝูงกวาง
ทริสทันยังไม่แน่ใจเลยว่าเขาจะสามารถพรากชีวิตบริสุทธิ์เพื่อเงินทองได้จริงหรือ กวางทมิฬเหล่านี้ไม่เคยมีเรื่องเจ็บแค้นใดๆ กับเขา แต่ถ้าเขาต้องการเงินทองจากอาณาจักรของเอนอรา
“ข้านึกออกแล้ว” คริสพูดขึ้น “ถ้าเราขี่กวางทมิฬผ่านป่ากลับไปที่อาณาจักร เนื้อของมันจะไม่เสีย”
“แต่ป่านั้นรกและทึบมากนะ” ทริสทันแย้ง
“กวางพวกนี้แข็งแรงมาก มันคงเปิดป่าเป็นทางเลยล่ะ นั่นไง”
คริสเห็นฝูงมันก่อน ทริสทันมองตามไปก็เห็นพวกมัน จากไกลๆ มันช่างดูไร้พิษสง เขาดำสนิทของมันเป็นประกายในแสงแดดราวกับทำจากเพชร ขนของมันแวววาว
แต่เมื่อเข้าไปยิ่งใกล้ ความสวยงามก็ยิ่งชัดเจนเช่นเดียวกับความอันตราย ตัวของมันใหญ่มาก ความคมกริบของเขา ขน และกีบเท้าเริ่มชัดเจน
“เราจะจับมันยังไงดี” ทริสทันถามคริส
“ข้ามีเชือก” คริสตอบ ตบอกที่มีเกราะของเขาเบาๆ “เราก็เอาเชือกคล้องกวางสักตัว แล้วขึ้นไปขี่หลังมัน หลังจากนั้นเราก็ควบคุมมันให้วิ่งผ่านป่า
“คาปอยได้ยินท่าน” เสียงเล็กๆ ดังขึ้นในผืนหญ้าข้างทริสทัน มันเบาและไพเราะพวกเขาสองคนต้องหยุดนิ่งฟัง “ท่านจะขโมยสิ่งสำคัญที่สุดของคาปอย คาปอยย่อมไม่ยอม”
หญ้าเขียวนั้นแตกหน่ออย่างรวดเร็วกลายเป็นริบบิ้นเหนียวสีเขียว มันเอื้อมมายึดข้อมือข้อเท้าของทั้งสองไว้ คริสนั้นมีเกราะ จึงทำให้ขยับตัวได้ช้าและถูกดึกจนนอนแนบพื้นเป็นแพนเค้ก ทริสทันขยับหลบ หากไม่ทัน เชือกหญ้าก็ม้วนพันข้อเท้าของเขาแล้วพลิกเขาหงายหลัง พันข้อมือและข้อเท้าของเขาเช่นกัน
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์” เสียงอื่นๆ ร้องประสานขึ้นรอบตัวเขา “คาปอยไม่ชอบมนุษย์”
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ เราต้องมายืดให้สุด”
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ ดึงแขนขามันให้หลุด”
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ เอาหญ้าตัดคอหัวกุด”
เหล่าเด็กตัวเล็กๆ สีเขียว นุ่งใบไม้ กระโดดโลดเต้นมาจากไหนไม่รู้ ยิ้มยิงฟันคมๆ ใส่เขา รอบตัวพวกมันมีหมอกสีเขียวที่ดูเหมือนเวทมนต์รายล้อม
“ว้ากกก” คริสร้อง เขาดิ้นจนด้ายที่ข้อมือขาด แล้วพยายามลุกขึ้นนั่ง “ทริส หนีไป คาปอยมันจะกินมนุษย์ที่มันคิดว่าเป็นจ่าฝูงเท่านั้น”
ทริสทันประทับใจ แต่ก็อดคิดอย่างฉุนๆ ไม่ได้ ว่าเขาก็ดูเป็นจ่าฝูงเหมือนกันนะ
“มนุษย์ มนุษย์ มนุษย์ พวกเราบอกว่าให้หยุด” สิ้นคำร้อง หญ้าจำนวนมากก็เลื้อยเข้าไปใต้เสื้อเกราะทองของอสูรทองคำ
“เจ้าจะทำ...” คริสร้องได้เท่านั้นเขาก็ต้องงอตัว “อ๊าก ฮ่าๆๆ ฮ่าๆๆ โอ๊ย นี่มันอะ ฮ่าๆๆ หยะ ฮ่าๆ หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
หญ้าคงเข้าเสื้อเกราะ เลื้อยพันไปในรอบส่วนต่างๆ ที่อ่อนแอที่สุดของนักรบหนุ่มเสียแล้ว
“อ๊า ฮ่าๆ หยุด แฮ่ก ฮ่าๆ ช่วย... ฮ่าๆ... ด้วย”
ไม่กี่นาทีต่อมา เจ้าชายนักรบหนุ่มผู้มีดาบยักษ์อันไร้ประโยชน์อยู่ข้างหลังก็นอนตาเหลือก หายใจหอบถี่ น้ำลายย้อย มีหญ้าพันข้อมือข้อเท้ายึดไว้แน่นเหมือนเดิม
“ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะ เราอยากระงับสงครามกินร” ทริสทันใช้วิธีที่ต่างออกไป “เจ้าไม่ชอบกินรหรอกใช่ไหม”
“เราคาปอยเป็นกินอย เหมือนกินอย” พวกมันพูด ออกเสียงคำว่ากินรต่างออกไป “คาปอยมีถิ่นของคาปอย กินอยเป็นญาติคาปอย”
เหมือนสัตว์กลุ่มนี้จะมีใจเดียวกัน จึงพูดพร้อมกันแม้จะเคลื่อนไหวไม่ตรงกันสักที
“ถ้ากินรตัวอื่นๆ จะมาแย่งอาหารของคาปอยล่ะ” ทริสทันถาม
“เราคาปอยจะบิด เราจะบิด เราจะบิด” ขาดคำนั้น หญ้าที่ปลายเท้าเขาก็เลื่อนจนเอวของเขาบิดไป แต่มันก็ยังบิดร่างของเขาต่อจนแทบเป็นเกลียว
“โอ๊ย” ทริสทันร้อง แต่พยายามไม่แสดงความเจ็บปวดออกมามากกว่านั้น เหงื่อไหลซึมเต็มหน้าผากของเขา “แต่เรากำลังช่วยคาปอย ช่วยกันกินรตัวอื่นเข้ามานะ เราต้องใช้กวาง แค่สองตัว”
“ตัวเดียว” มันบิดแรงขึ้น
“อึก... ก็ได้ ต... ตัวเดียว ปล่อยพวกเราที”
เหล่าคาปอยยืนนิ่งเหมือนพิจารณา แล้วหญ้าก็คืบคลานของจากร่างของทริสทันและคริส “ได้ตัวเดียวนะ” คาปอยบอก แล้วพวกมันก็จมหายไปในทะเลสีเขียว
“ไปกันเถอะ” คริสบอก ดึงเชือกออกมาจากเสื้อเกราะ “ใช้การทูตแก้ปัญหาได้ดีนี่ ทริส”