สวัสดีจ้า ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านนะก๊าบบบ นี้เป็นกระทู้แรกของเราเอง อิอิ
เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วช่วงตุลา เราได้มีโอกาส แบกกระเป๋าเดินทางไปญี่ปุ่นเพียงลำพัง
เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆสักกะหน่อย เผื่อมีคนสนใจ
จะได้เอาเมืองๆนี้เป็นอีกนึงทางเลือกในการไปเที่ยวญี่ปุ่นดู โฮะๆ
อันดับแรกเราขอเกริ่นเบาๆหน่อยนะเออ เราอะมีความตั้งใจอยากจะเขียนกระทู้รีวิวท่องเที่ยวมาสักพักแล้ว
แต่พอทิ้งๆไว้สักพักไฟในการเขียนก็มอดลงมอดลง สุดท้ายก็ขี้เกียจจ้าาา ลาก่อนบาย!
จนกระทั่งได้อ่านรีวิวของรุ่นน้องแล้วไปเจอกับประโยคที่ว่า ““Keep charging ahead, and don’t take no for an answer. Expect miraculous solutions to appear”” ข้อความนี้มาจากการ์ดทำนายโชคชะตาของนังที่จับได้ตอนงานปาร์ตี้ WWOOF
(ติดตามอ่านชีวิตของนังในการไป WWOOF ไร่ลาเวนเดอร์ได้ที่นี้ ชีวิตดีอ่าาา ไปไร่ลาเวนเดอร์นางเอกไปอีกกก ห้าๆ
http://pantip.com/topic/33538595 ) เพราะอีข้อความนั้นนั่นแลไฟที่ดับถึงกับลุกโชติช่วงเลยเจ้าประคุณ
งั้นแม่ขอจัดก่อนจะมีใครเอาน้ำสงกรานต์มาราดให้ดับอีกรอบแล้วกันเนอะๆ
ถ้าพูดถึงกระทู้ที่รีวิวเกี่ยวกับญี่ปุ่นนั้นมีเยอะมาก
แต่เมืองที่เราจะพาไปรู้จักนั้นหลายคนอาจจะยังไม่ค่อยได้ยินชื่อสักเท่าไรนั้นคือ “SHIRAHAMA (ชิราฮามะ)" ก๊าบบบ
อันตัวเรานั้นก็ไม่รู้จักจนกระทั่งวันที่เราไปแลก JR PASS ที่ Osaka Staion คุณพระมันมีโปสเตอร์ที่แปะรูปหน้าผาหนึ่งเอาไว้ทั่วสถานีเลยจ้าา
เรายืนอึ้งกับความงามของโปสเตอร์นั้นอยู่พักนึง แล้วก็ตะโกนในใจ (ตะโกนดังเดี๋ยวโดนนายสถานีจับโยน ครุคริๆ) “ข้าจิไปที่นี้ให้ได้”
และเย็นนั้นเราก็ให้เพื่อนเราที่ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วยหาข้อมูล บวกกับความพยายามส่วนตัว
ซึ่งก็บังเอิญมากนังเคยอยากไปแต่เนื่องจากไกลเลยยังไม่ได้มีโอกาสไปสักที และ เราก็มาได้ยินความจริงจากปากเพื่อนเราว่า
“แกๆ อีหน้าผาที่แกอยากไปดูเนี่ย มันเป็นสถานที่ยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในการไป ฆ่าตัวตายวะ!!! The Most popular suicide place”
เหย๊ดดก!!!
สถานที่ๆฉันอยากไปเป็นที่คนชอบไปฆ่าตัวตายหราเนี่ยยย ในเมื่อใจมันเรียกร้อง
เอาวะ มันต้องลองไปดูสักหน่อยมันเป็นยังไงคนญี่ปุ่นถึงอยากไปโดดหน้าผาอีนี้กัน
ปล.ถ้าจะไปเมืองนี้โดย JR West Pass ต้องเป็น Wide Area ด้วยนะจ๊ะ
หลังจากการสืบค้นข้อมูลกันพอหอมปากหอมคอก็ได้ข้อมูลมาว่า Shirahama เป็นเมืองนี้อยู่ในจังหวัดที่มีชื่อว่า Wakayama
โดยอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด คนญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในฐานะเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำพุร้อนแบบติดชายฝั่งทะเล
และเป็นแห่งสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในการมาพักร้อนด้วยเช่นกัน สำหรับการเดินทาง
มันมีทั้งแบบรถบัส เครื่องบินจาก Haneda มาลงที่สนามบิน Nanki-Shirahama Airport เนื่องจากข้าพเจ้าพักอยู่ที่ Osaka อยู่แล้ว
ก็ขอเลือกเดินทางโดยรถไฟแล้วกันนะก๊าบ เบสิกๆ แล้วกันนะ เนื่องจากเมืองนี้โคตรไกล ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง (156 นาที) ในการเดินทางจากOsaka
จึงขอแนะนำให้ออกเดินทางมาแต่เช้าๆ สักรอบ (7.33น.) กำลังดี โดยการเดินทางเราจะออกมาจาก SHIN-OSAKA Station ด้วยรถของ JR
ตระเตรียมอาหารเช้ามากินบนรถไฟให้พร้อมนะก๊าบ มิเช่นกันนั้นจะหาว่ากระผมมิเตือนมิได้ อิอิ ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเราจะผ่านทั้งจังหวัด
เกียวโต,นารา,วาคายามะ คือนอนแล้วนอนอีก ส่องหนุ่ม ชื่นชมธรรมชาติ ฝันเห็นสัตว์โลกน่ารักเป็น 10 ตัวตื่นขึ้นมา ก็จะยังไม่ถึงจ้า ห้าๆ
แต่พอเข้าจังหวัด Wakayama ไปได้สัก 20 นาทีเราจะเริ่มเห็นชายฝั่งทางขวามือ โดยรถไฟสายนี่จะมีช่วงนึงจะวิ่งแบบเอนรถถ้าเรามองออกไปที่หน้าต่างจะเหมือนเรานั่งรถไฟบนแม่น้ำเลย เราชอบมากๆ และเช้านั้นโชคดีมาก ขนาดที่เรากำลังตื่นเต้นที่เห็นทะเล เราเห็นครอบครัวโลมา กระโดดจ๋อมๆ กันด้วยยยย (โอ๊ย ตั๊ลล๊ากมากกกกกกกกก แม่กุรี๊ดดด) พึ่งมารู้ทีหลังว่าถ้าเดินทางไปอีกนิดนึงจะเจอเมืองที่ชื่อว่า Taiji จะเป็นเมืองที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปลาวาฬและโลมา ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น มีพิพิธภัณฑ์โลมาที่ใหญ่มาก อยู่ที่นั้นด้วยยย หลังจากเราตื่นตากับฝูงโลมาแล้ว ไม่นานมากก็ถึงแล้วก๊าบบ เมือง S้hirahama (เราถึงราวๆ 10.09น. นะ อิอิ)
ปล1.สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่น เช็คพวกตารางรถไฟได้ที่เว็บนี้นะจ๊ะ
http://www.hyperdia.com/en/ ดี เยี่ยม เป๊ะ โฮะ โฮะ
ปล2.เว็บไซต์แนะนำที่จะทำให้เราได้ข้อมูลสถานที่เที่ยวของเมืองนี้มากยิ่งขึ้น
http://www.japan-guide.com/e/e4958.html
แผนที่จังหวัด Shirahama

พอมาถึงก้าวแรกเราก็ยืนงงไปสักพัก เลยตัดสินใจตามหา Tourist Information ซึ่งจะอยู่ทางซ้ายมือถ้าหันหน้าออกจากสถานีรถไฟ
พนักงานชาวญี่ปุ่นจะมีแผนที่ภาษาอังกฤษให้นะเอออ โดยนังจะพยายามสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษา เต็มใจช่วยเหลือเราชาวต่างชาติมากๆน่ารักจริงเชียว ก่อนมาเราอ่านเจอกระทู้ที่แนะนำให้ซื้อตั๋วรถเมล์ One Day Trip ของรถเอกชน Meiko Bus
มันจะวนรอบสถานที่เที่ยวสำคัญของ Shirahama ทั้งหมด เราก็เลยตามเลย
นอกจากหน้าผาแห่งความตายของเราแล้ว อันตัวเราไม่รู้จะไปไหน ก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปเลยไปไหนไปกันจ้าาาา
หลังจากซื้อตั๋วรถบัสเสร็จก็ถึงเวลาก้าวเท้าขึ้นบัสเพื่อมุ่งหน้าไปสถานที่เที่ยวอันแรกที่มีชื่อว่า
"Senjojiki 千畳敷"
"Senjojiki 千畳敷"

เซ็นโจจิกิ หรือ แผ่นหินเสื่อทาทามิ 1000 ผืน จะเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ ทับซ้อนกันคล้ายเสื่อทาทามิของญี่ปุ่น ยื่นไปที่ทะเล
แม้ว่าอากาศตอนที่ไปฟ้าจะไม่เปิดเท่าไร แต่ความอลังการของคลื่นลมทะเล และ แผ่นหิน ชวนให้เข้าไปค้นหามากๆ
สังเกตได้ว่า จะมีครอบครัวคนญี่ปุ่น หรือกลุ่มเพื่อนๆ (ส่วนมากจะเป็นเพื่อนๆอายุ 50 อัพ แซวๆ) มากันอย่างหนาแน่น อิอิ
อันตัวเราก็เอาข้าวปั้นไป 1 ชิ้นก็หาทำเลที่นั่งเหมาะๆ แกะกิน มองทะเล มองฟ้า ฟังเสียงคลื่นน้ำ ก็เพลินเลยคุณ อิอิ
(ดูสวยมะ? พูดดดดดดดดด ห้าๆๆ)
ก่อนออกมาจาก เซ็นโจจิกิ ข้างบนจะมีร้านขายของที่ระลึกด้วยนะ
ซึ่งของขึ้นชื่อของเมืองนี้ก็คือ ส้มของดังของจังหวัด เราเลยขอจัดน้ำส้มคั้นสดๆ สักขวด
ราคาจำไม่ได้ น่าจะประมาณไม่เกิน 300 เยนจ้าาา

ตอนเดินออกมาจากแผ่นหิน ก็มีเพื่อนๆเดินมาด้วยกันเต็มเลยยย อิอิ

หลังจากเซ็นโจจิกิ ก็จะถึงหน้าผา จุดที่ๆทำให้เรามาเหยียบนะเมืองแห่งนี้
จากเซ็นโจจิกิ เมื่อเราเดินออกมาจนถึงป้ายรถบัสที่เราลงในตอนแรกให้เลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ
ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที ตามจริงมีรสบัสวิ่งผ่านนะ แต่อาจจะต้องเช็คตารางวิ่งให้ชัวร์ ไม่งั้นอาจจะรอนาน
ระหว่างที่เราเดินไปเรื่อยๆ ก็ชมนก ชมไม้ ชมใบหญ้าไปเรื่อย ห้าๆ
เราชอบโมเมนท์ตอนนั้นนะ มันรู้สึกถึงการเดินทางและการผจญภัยอย่างบอกไม่ถูก มีเพียงเราคนเดียวเดินอยู่ริมถนน
ขณะที่มีรถสวนทางไปมากมายยย จ่ะ แม่คุณติสไป อะไรไป ห้าๆๆ จนกระทั่งมาถึงเป้าหมายหลักของงานนี้ก๊าบบบ
"หน้าผาแห่งความตาย" เราตั้งชื่อเองนะ เขาไม่ได้ตั้งชื่อแบบนั้น หรือ ชื่ออย่างทางการของจริง คือ!!! "Sandanbeki Cave 三段壁"
"Sandanbeki Cave 三段壁"

ในที่สุดก็มาถึงจนได้ ก่อนที่จะเข้ามาถึงหน้าผาแห่งนี้ เราจะเจอร้านขายของชำ ที่สามารถซื้อน้ำ มีร้านอาหารเล็กๆ สำหรับใครที่หิวก็แวะซื้อ แวะหาของกินรองท้องก่อนได้นะก๊าบบบ หันหน้าเข้าร้านซ้ายมือจะมีป้ายเล็กๆ ชี้ทางให้มาถึงหน้าผา เดินไปอีกราวๆ 5 นาทีเราจะเจอดงของว่านห่านจระเข้

ถ้าเจอดงนี้แล้วเดินตัดผ่านไปเลย อีกไม่ถึง 3 นาทีเราจะถึงหน้าผาซันดันเบกินั้นเอง

ในที่สุดก็มาถึงแล้วววว ซึ่งตรงบริเวณหน้าผาจะมีแหลมยื่น มีไม้กั้นอย่างดี ให้เราได้ไปยืนมอง มีที่นั่งจัดไว้2-3 ที่ให้เชยชม ความงาม ความตระการตาของหน้าผาแห่งนี้ แวบแรกที่เราเห็นมันสวยมาก มากจนเราคิดว่า ถ้าคนญี่ปุ่นคิดจะมาฆ่าตัวตายที่นี้
เขาคงอยากจบชีวิตในสถานที่ๆ สวยขนาดนี้ละมั้ง? ห้าๆ โดยตรงบริเวณแหลมนั้นลมแรงมากๆพูดได้ว่ามีหมวก หมวกปลิ้ว มีแว่น แว่นปลิ้วนะคุณ งานนี้ขอเตือนจงระวัง!!!

หลังจากยืนนิ่งคิด ปลดปล่อยจิตใจไปกับปริศนาที่ว่าทำไม คนญี่ปุ่นถึงมาฆ่าตัวตายที่แห่งนี้กันไปแล้ว
เราก็ขอพาทุกคนลงไปที่ด้านล่างของหน้าผาซันดันเบกิกันต่อเลย

เวลาเปิดทำการคือ 08.00 - 17.00 น. และมีราคาค่าเข้าคือ ที่นี้มีราคาค่าเข้า 1300 เยน (สำหรับผู้ใหญ่)
โดยเราสามารถลงลิฟท์ไปข้างล่างของหน้าผานี้ได้ ไหนๆมาแล้วก็ลงไปสักหน่อย
บริเวณข้างใต้หน้าผา เราจะได้เชยชมกับพิพิธภัณฑ์โจรสลัด เห็นแรงคลื่นที่กระทบกับโขดหิน
ช่องทางลมที่โจรสลัดใช้เข้าออก ในการขนส่งสินค้า บลาๆ ถามว่าคุ้มไหมเราว่ามันดูตื่นตาตื่นใจดี
ไหนๆมาแล้วก็ลงไปสัมผัสกลิ่นอายโจรสลัดดูก็ดีนะ

ช่องทางเข้าของโจรสลัด

เครื่องแต่งกายและข้าวของเครื่องใช้ของโจรสลัด
ภาพบรรยากาศต่างๆ ข้างใต้หน้าผา

แล้วก็ข้างล่างจะมีเหมือนศาลเจ้าพระพุทธรูป ให้เราได้สักการะ และข้างศาลจะมีแสตมป์ปั๊มเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย
หลังจากขึ้นมาจากถ้ำใต้หน้าผา เราว่าก็ได้เวลาหาอาหารทะเลสดๆ รับประทานกันสักหน่อยแล้ว
แต่บังเอิญขณะที่เรากำลังจะเดินกลับไปที่ดงว่านหางจระเข้ที่เป็นทางออก เราก็เจอเส้นทางพิศวงที่เป็นดงต้นไม้ให้รอดผ่าน
เราเลยไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว ทริปมีให้แหกก็ลองๆเดินไปดูหน่อยแล้วกันนน
ปรากฏว่า ช่องทางที่เราเดินมานั้น เป็นบริเวณด้านบนหน้าผาของซันดันเบกินั้นเอง
สวยงามมากๆ พูดดดดดดดด

ถ้าสังเกตจะเห็นป้ายและสายกั้นไม่ให้คนเข้าไปใกล้
สงสัยคงห้ามไว้เพื่อกันคนที่จะมากระโดดผาฆ่าตัวตาย
หลังจากเราออกนอกลู่นอกทางไปได้สักพักท้องเจ้ากรรมก็เริ่มไม่เป็นใจ
นังโหยหวนตลอด จนสุดท้ายเราต้องขอบุกไปตลาดปลาเพื่อโซ้ยปลาดิบกันหน่อยแล้วเราาาา
Next Station is Toretore Ichiba!! GOGO
[CR] Shirahama (白浜町) เมืองทะเลทางใต้ของคันไซ...
เนื่องจากเมื่อปีที่แล้วช่วงตุลา เราได้มีโอกาส แบกกระเป๋าเดินทางไปญี่ปุ่นเพียงลำพัง
เลยอยากจะมาแชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อนๆสักกะหน่อย เผื่อมีคนสนใจ
จะได้เอาเมืองๆนี้เป็นอีกนึงทางเลือกในการไปเที่ยวญี่ปุ่นดู โฮะๆ
แต่พอทิ้งๆไว้สักพักไฟในการเขียนก็มอดลงมอดลง สุดท้ายก็ขี้เกียจจ้าาา ลาก่อนบาย!
จนกระทั่งได้อ่านรีวิวของรุ่นน้องแล้วไปเจอกับประโยคที่ว่า ““Keep charging ahead, and don’t take no for an answer. Expect miraculous solutions to appear”” ข้อความนี้มาจากการ์ดทำนายโชคชะตาของนังที่จับได้ตอนงานปาร์ตี้ WWOOF
(ติดตามอ่านชีวิตของนังในการไป WWOOF ไร่ลาเวนเดอร์ได้ที่นี้ ชีวิตดีอ่าาา ไปไร่ลาเวนเดอร์นางเอกไปอีกกก ห้าๆ http://pantip.com/topic/33538595 ) เพราะอีข้อความนั้นนั่นแลไฟที่ดับถึงกับลุกโชติช่วงเลยเจ้าประคุณ
งั้นแม่ขอจัดก่อนจะมีใครเอาน้ำสงกรานต์มาราดให้ดับอีกรอบแล้วกันเนอะๆ
แต่เมืองที่เราจะพาไปรู้จักนั้นหลายคนอาจจะยังไม่ค่อยได้ยินชื่อสักเท่าไรนั้นคือ “SHIRAHAMA (ชิราฮามะ)" ก๊าบบบ
อันตัวเรานั้นก็ไม่รู้จักจนกระทั่งวันที่เราไปแลก JR PASS ที่ Osaka Staion คุณพระมันมีโปสเตอร์ที่แปะรูปหน้าผาหนึ่งเอาไว้ทั่วสถานีเลยจ้าา
เรายืนอึ้งกับความงามของโปสเตอร์นั้นอยู่พักนึง แล้วก็ตะโกนในใจ (ตะโกนดังเดี๋ยวโดนนายสถานีจับโยน ครุคริๆ) “ข้าจิไปที่นี้ให้ได้”
และเย็นนั้นเราก็ให้เพื่อนเราที่ทำงานอยู่ที่ญี่ปุ่นช่วยหาข้อมูล บวกกับความพยายามส่วนตัว
ซึ่งก็บังเอิญมากนังเคยอยากไปแต่เนื่องจากไกลเลยยังไม่ได้มีโอกาสไปสักที และ เราก็มาได้ยินความจริงจากปากเพื่อนเราว่า
“แกๆ อีหน้าผาที่แกอยากไปดูเนี่ย มันเป็นสถานที่ยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในการไป ฆ่าตัวตายวะ!!! The Most popular suicide place”
เหย๊ดดก!!!
สถานที่ๆฉันอยากไปเป็นที่คนชอบไปฆ่าตัวตายหราเนี่ยยย ในเมื่อใจมันเรียกร้อง
เอาวะ มันต้องลองไปดูสักหน่อยมันเป็นยังไงคนญี่ปุ่นถึงอยากไปโดดหน้าผาอีนี้กัน
ปล.ถ้าจะไปเมืองนี้โดย JR West Pass ต้องเป็น Wide Area ด้วยนะจ๊ะ
โดยอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัด คนญี่ปุ่นรู้จักเมืองนี้ในฐานะเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องบ่อน้ำพุร้อนแบบติดชายฝั่งทะเล
และเป็นแห่งสถานที่ท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของคนญี่ปุ่นในการมาพักร้อนด้วยเช่นกัน สำหรับการเดินทาง
มันมีทั้งแบบรถบัส เครื่องบินจาก Haneda มาลงที่สนามบิน Nanki-Shirahama Airport เนื่องจากข้าพเจ้าพักอยู่ที่ Osaka อยู่แล้ว
ก็ขอเลือกเดินทางโดยรถไฟแล้วกันนะก๊าบ เบสิกๆ แล้วกันนะ เนื่องจากเมืองนี้โคตรไกล ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง (156 นาที) ในการเดินทางจากOsaka
จึงขอแนะนำให้ออกเดินทางมาแต่เช้าๆ สักรอบ (7.33น.) กำลังดี โดยการเดินทางเราจะออกมาจาก SHIN-OSAKA Station ด้วยรถของ JR
ตระเตรียมอาหารเช้ามากินบนรถไฟให้พร้อมนะก๊าบ มิเช่นกันนั้นจะหาว่ากระผมมิเตือนมิได้ อิอิ ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ชั่วโมงเราจะผ่านทั้งจังหวัด
เกียวโต,นารา,วาคายามะ คือนอนแล้วนอนอีก ส่องหนุ่ม ชื่นชมธรรมชาติ ฝันเห็นสัตว์โลกน่ารักเป็น 10 ตัวตื่นขึ้นมา ก็จะยังไม่ถึงจ้า ห้าๆ
แต่พอเข้าจังหวัด Wakayama ไปได้สัก 20 นาทีเราจะเริ่มเห็นชายฝั่งทางขวามือ โดยรถไฟสายนี่จะมีช่วงนึงจะวิ่งแบบเอนรถถ้าเรามองออกไปที่หน้าต่างจะเหมือนเรานั่งรถไฟบนแม่น้ำเลย เราชอบมากๆ และเช้านั้นโชคดีมาก ขนาดที่เรากำลังตื่นเต้นที่เห็นทะเล เราเห็นครอบครัวโลมา กระโดดจ๋อมๆ กันด้วยยยย (โอ๊ย ตั๊ลล๊ากมากกกกกกกกก แม่กุรี๊ดดด) พึ่งมารู้ทีหลังว่าถ้าเดินทางไปอีกนิดนึงจะเจอเมืองที่ชื่อว่า Taiji จะเป็นเมืองที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับปลาวาฬและโลมา ที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น มีพิพิธภัณฑ์โลมาที่ใหญ่มาก อยู่ที่นั้นด้วยยย หลังจากเราตื่นตากับฝูงโลมาแล้ว ไม่นานมากก็ถึงแล้วก๊าบบ เมือง S้hirahama (เราถึงราวๆ 10.09น. นะ อิอิ)
ปล1.สำหรับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่น เช็คพวกตารางรถไฟได้ที่เว็บนี้นะจ๊ะ http://www.hyperdia.com/en/ ดี เยี่ยม เป๊ะ โฮะ โฮะ
ปล2.เว็บไซต์แนะนำที่จะทำให้เราได้ข้อมูลสถานที่เที่ยวของเมืองนี้มากยิ่งขึ้น http://www.japan-guide.com/e/e4958.html
พนักงานชาวญี่ปุ่นจะมีแผนที่ภาษาอังกฤษให้นะเอออ โดยนังจะพยายามสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษา เต็มใจช่วยเหลือเราชาวต่างชาติมากๆน่ารักจริงเชียว ก่อนมาเราอ่านเจอกระทู้ที่แนะนำให้ซื้อตั๋วรถเมล์ One Day Trip ของรถเอกชน Meiko Bus
มันจะวนรอบสถานที่เที่ยวสำคัญของ Shirahama ทั้งหมด เราก็เลยตามเลย
นอกจากหน้าผาแห่งความตายของเราแล้ว อันตัวเราไม่รู้จะไปไหน ก็ปล่อยตัวปล่อยใจไปเลยไปไหนไปกันจ้าาาา
หลังจากซื้อตั๋วรถบัสเสร็จก็ถึงเวลาก้าวเท้าขึ้นบัสเพื่อมุ่งหน้าไปสถานที่เที่ยวอันแรกที่มีชื่อว่า
"Senjojiki 千畳敷"
Credit : http://2g.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E9195855/E9195855.html
แม้ว่าอากาศตอนที่ไปฟ้าจะไม่เปิดเท่าไร แต่ความอลังการของคลื่นลมทะเล และ แผ่นหิน ชวนให้เข้าไปค้นหามากๆ
สังเกตได้ว่า จะมีครอบครัวคนญี่ปุ่น หรือกลุ่มเพื่อนๆ (ส่วนมากจะเป็นเพื่อนๆอายุ 50 อัพ แซวๆ) มากันอย่างหนาแน่น อิอิ
อันตัวเราก็เอาข้าวปั้นไป 1 ชิ้นก็หาทำเลที่นั่งเหมาะๆ แกะกิน มองทะเล มองฟ้า ฟังเสียงคลื่นน้ำ ก็เพลินเลยคุณ อิอิ
(ดูสวยมะ? พูดดดดดดดดด ห้าๆๆ)
ซึ่งของขึ้นชื่อของเมืองนี้ก็คือ ส้มของดังของจังหวัด เราเลยขอจัดน้ำส้มคั้นสดๆ สักขวด
ราคาจำไม่ได้ น่าจะประมาณไม่เกิน 300 เยนจ้าาา
จากเซ็นโจจิกิ เมื่อเราเดินออกมาจนถึงป้ายรถบัสที่เราลงในตอนแรกให้เลี้ยวขวา เดินตรงไปเรื่อยๆ
ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 10 นาที ตามจริงมีรสบัสวิ่งผ่านนะ แต่อาจจะต้องเช็คตารางวิ่งให้ชัวร์ ไม่งั้นอาจจะรอนาน
ระหว่างที่เราเดินไปเรื่อยๆ ก็ชมนก ชมไม้ ชมใบหญ้าไปเรื่อย ห้าๆ
เราชอบโมเมนท์ตอนนั้นนะ มันรู้สึกถึงการเดินทางและการผจญภัยอย่างบอกไม่ถูก มีเพียงเราคนเดียวเดินอยู่ริมถนน
ขณะที่มีรถสวนทางไปมากมายยย จ่ะ แม่คุณติสไป อะไรไป ห้าๆๆ จนกระทั่งมาถึงเป้าหมายหลักของงานนี้ก๊าบบบ
"หน้าผาแห่งความตาย" เราตั้งชื่อเองนะ เขาไม่ได้ตั้งชื่อแบบนั้น หรือ ชื่ออย่างทางการของจริง คือ!!! "Sandanbeki Cave 三段壁"
ในที่สุดก็มาถึงจนได้ ก่อนที่จะเข้ามาถึงหน้าผาแห่งนี้ เราจะเจอร้านขายของชำ ที่สามารถซื้อน้ำ มีร้านอาหารเล็กๆ สำหรับใครที่หิวก็แวะซื้อ แวะหาของกินรองท้องก่อนได้นะก๊าบบบ หันหน้าเข้าร้านซ้ายมือจะมีป้ายเล็กๆ ชี้ทางให้มาถึงหน้าผา เดินไปอีกราวๆ 5 นาทีเราจะเจอดงของว่านห่านจระเข้
ถ้าเจอดงนี้แล้วเดินตัดผ่านไปเลย อีกไม่ถึง 3 นาทีเราจะถึงหน้าผาซันดันเบกินั้นเอง
ในที่สุดก็มาถึงแล้วววว ซึ่งตรงบริเวณหน้าผาจะมีแหลมยื่น มีไม้กั้นอย่างดี ให้เราได้ไปยืนมอง มีที่นั่งจัดไว้2-3 ที่ให้เชยชม ความงาม ความตระการตาของหน้าผาแห่งนี้ แวบแรกที่เราเห็นมันสวยมาก มากจนเราคิดว่า ถ้าคนญี่ปุ่นคิดจะมาฆ่าตัวตายที่นี้
เขาคงอยากจบชีวิตในสถานที่ๆ สวยขนาดนี้ละมั้ง? ห้าๆ โดยตรงบริเวณแหลมนั้นลมแรงมากๆพูดได้ว่ามีหมวก หมวกปลิ้ว มีแว่น แว่นปลิ้วนะคุณ งานนี้ขอเตือนจงระวัง!!!
เราก็ขอพาทุกคนลงไปที่ด้านล่างของหน้าผาซันดันเบกิกันต่อเลย
เวลาเปิดทำการคือ 08.00 - 17.00 น. และมีราคาค่าเข้าคือ ที่นี้มีราคาค่าเข้า 1300 เยน (สำหรับผู้ใหญ่)
โดยเราสามารถลงลิฟท์ไปข้างล่างของหน้าผานี้ได้ ไหนๆมาแล้วก็ลงไปสักหน่อย
ช่องทางลมที่โจรสลัดใช้เข้าออก ในการขนส่งสินค้า บลาๆ ถามว่าคุ้มไหมเราว่ามันดูตื่นตาตื่นใจดี
ไหนๆมาแล้วก็ลงไปสัมผัสกลิ่นอายโจรสลัดดูก็ดีนะ
ช่องทางเข้าของโจรสลัด
เครื่องแต่งกายและข้าวของเครื่องใช้ของโจรสลัด
แล้วก็ข้างล่างจะมีเหมือนศาลเจ้าพระพุทธรูป ให้เราได้สักการะ และข้างศาลจะมีแสตมป์ปั๊มเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย
แต่บังเอิญขณะที่เรากำลังจะเดินกลับไปที่ดงว่านหางจระเข้ที่เป็นทางออก เราก็เจอเส้นทางพิศวงที่เป็นดงต้นไม้ให้รอดผ่าน
เราเลยไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว ทริปมีให้แหกก็ลองๆเดินไปดูหน่อยแล้วกันนน
ปรากฏว่า ช่องทางที่เราเดินมานั้น เป็นบริเวณด้านบนหน้าผาของซันดันเบกินั้นเอง
สวยงามมากๆ พูดดดดดดดด
ถ้าสังเกตจะเห็นป้ายและสายกั้นไม่ให้คนเข้าไปใกล้
สงสัยคงห้ามไว้เพื่อกันคนที่จะมากระโดดผาฆ่าตัวตาย
นังโหยหวนตลอด จนสุดท้ายเราต้องขอบุกไปตลาดปลาเพื่อโซ้ยปลาดิบกันหน่อยแล้วเราาาา
Next Station is Toretore Ichiba!! GOGO
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น