ในมุมมองของผม...
ผู้ทีนับถือศาสนาพุทธนอกจากแตกต่างกันไปในการทำความดี บางคนทำในเรื่องทานเป็นใหญ่โดยไม่สนใจสิ่งอื่น
บางคนให้ความสำคัญในศีล ซึ่งเป็นไปตามระดับภูมิของจิตที่สั่งสมกันมาต่างกัน ในเรื่องนี้ผมไม่เป็นห่วงหรือเฝ้ามองแต่อย่างใด
เพราะรู้ดีว่าจะค่อยๆเลื่อนไปตามธรรมเอง คำสอนการทำความดีในระดับทานหรือศีลนั้น ล้วนไม่แตกต่างกัน
แต่ในส่วนเรื่องคำสอนในการปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ซึ่งมีด้วยกันหลายหลากรูปแบบ ซึ่งพอจะแยกประเภทได้ดังนี้
๑.คำสอนที่พูดถึงแต่สวนปลาย แต่ไม่ค่อยพูดถึงวิธีการปฏิบัติว่าทำอย่างไรเลย ซึ่งควรอ่านด้วยความระมัดระวัง เหตุเพราะการตีความ
ตามคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยความคิดตน อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้หากเราเป็นผู้เริ่มต้นแล้วไปอ่านหนังสือนี้เข้า
ผลที่ได้มันจะมีไปหลายทิศทาง เหมื่อนเด็กนักเรียนอนุบาลไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ไปอ่านหนังสือปริญญาเอกเข้า อ่านแล้วเข้าใจกัน
ไปหลายทิศทาง บางคนก็ไปอ่านและตีความเองแต่ผิดทางเข้ารกเข้าพงไปมี คำสอนแนวนี้ทำให้เกิดความคิดเห็นไม่ลงรอยกันมากที่สุด
๒.คำสอนในระดับกลางๆ ที่บอกวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นว่าทำอย่างไร เบื้องกลางทำอย่างไร และบอกต่อไปอีกว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร
มีสภาพอย่างไร ตรงที่บอกว่าสภาพอย่างไรนั้นก็มีผลเหมือนกัน เพราะมีคนไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บอก แต่เอาผลตามคำสอนไปแย้ง
กับผู้อื่นที่เห็นไม่เหมือนกัน นำเอาครูบาอาจารย์ไปขัดกัน
๓.คำสอนที่พูดเน้นหนักในส่วนต้น พูดถึงวิธีการปฏิบัติอย่างละเอียดว่าเป็นอย่างไร ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกอย่างไรบ้าง จะพูดถึงผลเบื้องปลาย
ว่าเป็นไปได้จริง แต่จะเป็นอย่างไร ผู้ศึกษาจะพบเอง คำสอนนี้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดใดเลย แนวทางนี้ครูบาอาจารย์แนวหลวงปู่มั่น,
กับครูบาอาจารย์แนวเจริญสติสอนอยู่ เป็นแนวที่ดีที่สุดในความเห็นของผม
คำสอนที่ดีคือคำสอนที่สำหรับบุคคลทั่วไปไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนหรือใครก็ศึกษาได้ ควรคำสอนที่พูดถึงวิธีการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่
ไม่สอนให้ต้องไปตีความซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดได้
คำสอนในศาสนาพุทธแตกต่างกัน
ผู้ทีนับถือศาสนาพุทธนอกจากแตกต่างกันไปในการทำความดี บางคนทำในเรื่องทานเป็นใหญ่โดยไม่สนใจสิ่งอื่น
บางคนให้ความสำคัญในศีล ซึ่งเป็นไปตามระดับภูมิของจิตที่สั่งสมกันมาต่างกัน ในเรื่องนี้ผมไม่เป็นห่วงหรือเฝ้ามองแต่อย่างใด
เพราะรู้ดีว่าจะค่อยๆเลื่อนไปตามธรรมเอง คำสอนการทำความดีในระดับทานหรือศีลนั้น ล้วนไม่แตกต่างกัน
แต่ในส่วนเรื่องคำสอนในการปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ซึ่งมีด้วยกันหลายหลากรูปแบบ ซึ่งพอจะแยกประเภทได้ดังนี้
๑.คำสอนที่พูดถึงแต่สวนปลาย แต่ไม่ค่อยพูดถึงวิธีการปฏิบัติว่าทำอย่างไรเลย ซึ่งควรอ่านด้วยความระมัดระวัง เหตุเพราะการตีความ
ตามคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยความคิดตน อาจจะทำให้เข้าใจผิดได้หากเราเป็นผู้เริ่มต้นแล้วไปอ่านหนังสือนี้เข้า
ผลที่ได้มันจะมีไปหลายทิศทาง เหมื่อนเด็กนักเรียนอนุบาลไม่มีพื้นฐานอะไรเลย ไปอ่านหนังสือปริญญาเอกเข้า อ่านแล้วเข้าใจกัน
ไปหลายทิศทาง บางคนก็ไปอ่านและตีความเองแต่ผิดทางเข้ารกเข้าพงไปมี คำสอนแนวนี้ทำให้เกิดความคิดเห็นไม่ลงรอยกันมากที่สุด
๒.คำสอนในระดับกลางๆ ที่บอกวิธีการปฏิบัติเบื้องต้นว่าทำอย่างไร เบื้องกลางทำอย่างไร และบอกต่อไปอีกว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร
มีสภาพอย่างไร ตรงที่บอกว่าสภาพอย่างไรนั้นก็มีผลเหมือนกัน เพราะมีคนไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่บอก แต่เอาผลตามคำสอนไปแย้ง
กับผู้อื่นที่เห็นไม่เหมือนกัน นำเอาครูบาอาจารย์ไปขัดกัน
๓.คำสอนที่พูดเน้นหนักในส่วนต้น พูดถึงวิธีการปฏิบัติอย่างละเอียดว่าเป็นอย่างไร ผู้ปฏิบัติจะรู้สึกอย่างไรบ้าง จะพูดถึงผลเบื้องปลาย
ว่าเป็นไปได้จริง แต่จะเป็นอย่างไร ผู้ศึกษาจะพบเอง คำสอนนี้ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใดใดเลย แนวทางนี้ครูบาอาจารย์แนวหลวงปู่มั่น,
กับครูบาอาจารย์แนวเจริญสติสอนอยู่ เป็นแนวที่ดีที่สุดในความเห็นของผม
คำสอนที่ดีคือคำสอนที่สำหรับบุคคลทั่วไปไม่ว่าจะเป็นปัญญาชนหรือใครก็ศึกษาได้ ควรคำสอนที่พูดถึงวิธีการปฏิบัติเป็นส่วนใหญ่
ไม่สอนให้ต้องไปตีความซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดได้