"เสียดายโอกาสในการพัฒนาประเทศ เสียดายโอกาสในการที่ประชาชนคนไทยจะได้ลืมตาอ้าปาก เสียดายโอกาสที่ประเทศไทยของเราจะได้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไปให้ทัดเทียมนานาประเทศ และเสียดายเวลาที่เราต้องเสียไปกับความขัดแย้งทางการเมือง"
สวัสดีครับพี่น้องชาวราชดำเนินทุกท่าน ผมได้มีโอกาสใช้เวลาว่างช่วงนี้อ่านหนังสือ “คิดอย่างยิ่งลักษณ์” ที่ได้สั่งซื้อมาใหม่จากเว็บไซต์ซีเอ็ด เหตุผลของการซื้อ ไม่ได้เพราะว่าผมเป็นเสื้อแดง หรือนิยมทักษิณแต่อย่างไร แต่เพราะผมนั้นชื่นชม และชื่นชอบคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นการส่วนตัว
ในหนังสือเล่มนี้คงไม่ได้เน้นเรื่องการเมืองจ๋า หรือการพูดเอาดีเข้าตัวหรือชั่วให้คนอื่นแต่อย่างไร แต่เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์และการใช้ชีวิตของคุณยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทจาก USA จนเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงาน และจนถึงระดับผู้บริหารสูงสุดของบริษัทในเครือชินวัตร รวมถึงเส้นทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นทั้งแง่มุมที่ประชาชนรับรู้ทั่วไปและแง่มุมที่เป็นการนึกคิดต่อเหตุการณ์ของตัวคุณยิ่งลักษณ์เองผมไล่อ่านมาตั้งแต่ต้น แต่แอบข้ามเหตุการณ์ในช่วงเป็นนักธุรกิจบ้าง เพราะสิ่งที่ผมสนใจจริงๆ คือ ช่วงเส้นทางการเมือง จนถึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การเข้ามาเดินบนสายกลางเมืองของคุณยิ่งลักษณ์นั้นเป็นเพราะความคิดในช่วงหนึ่งที่คิดว่า “ตระกูลชินวัตรเป็นหนี้บุญคุณประชาชน” หลายท่านโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้ชื่นชอบคงจะเข้าใจและเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อเป็นนอมินีของทักษิณ และพาทักษิณกลับบ้านเท่านั้น แต่ในความจริงเป็นจริงจากกระทำ และแสดงออกตลอดการเดินทางบนสายการเมืองผมกลับพบว่า คุณยิ่งลักษณ์ให้ความสำคัญกับประชาชน มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนมากกว่ามาสนใจประโยชน์ต่อกลุ่มครอบครัวตัวเอง ตรงนี้หลายท่านอาจจะเห็นแย้ง หรือในมีความคิดเห็นหลากหลายกันไป แต่ขอบอกว่านี่คือความคิดในมุมมองสำหรับผม อาจจะไม่ถูกต้อง แต่ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
กลับเข้าสู่การอ่านหนังสือ ผมเปิดอ่านมาเรื่อยๆ จนถึงบทที่ 27 “ก้าวสู้ฮับอาเซียน” เนื้อหาบทนี้ ได้พูดถึงแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์บริหารประเทศ ในส่วนของโครงการที่เด่นๆ ก็คงจะเป็นรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ที่ฝ่ายตรงข้ามมักเอามาเป็นประเด็นโจมตี อย่างเช่น รถไฟขนผัก ถ้ามองในด้านการลงทุนที่รัฐบาลพยายามออกเป็น พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 7 ปี (2557-2563) ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ยุทธศาสตร์นี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปแน่ แล้วยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์นี้อีกหลายโครงการที่รัฐบาลได้แจกแจงรายละเอียดไว้อย่างถี่ถ้วน
แต่น่าเสียดายที่โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินไปได้สำเร็จ การออก พรบ.ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แถมยังให้ความเห็นทิ้งท้ายไว้ให้เจ็บแสบว่า “ถนนลูกรังยังไม่หมดประเทศ” โอกาสที่เราจะก้าวไปสู่ฮับของภูมิภาคเหมือนถูกปิดลง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไม่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีโครงการแบบนี้จะเกิดขึ้นอีก และค่าใช้จ่ายในการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คิดแล้วเสียดายครับ
แผนยุทธศาสตร์ต่อมา ในบทที่ 28 ที่กล่าวถึง “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ในหนังสือได้กล่าวไว้ว่า แผนยุทธศาสตร์จังหวัดมีความจำเป็นอย่างมาก ที่แต่ละจังหวัดควรมีแผนยุทศาสตร์เป็นของตัวเอง เพราะในแต่ละพื้นที่มีลักษณะ และจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป ผมขอยกตัวอย่างจากหนังสือครับ จังหวัดมหาสารคามเป็นแหล่งการศึกษาในพื้นที่ภาคอีสาน ผลิตบัณฑิตจบใหม่จำนวนมาก แต่ออกไปทำงานนอกพื้นที่กันหมดจึงน่าจะดึงภาคอุตสาหกรรมเข้าไปลงทุน และใช้บัณฑิตจบใหม่เข้าทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวจังหวัดเอง ซึ่งถ้าเราลองคิดเล่นๆดูว่า ในแต่ละจังหวัดวางยุทธศาสตร์เป็นของตัวเอง ชูจุดเด่น เสริมจุดด้อยเข้าไป รวมถึงการลงพื้นที่ของรัฐบาลร่วมกับข้าราชการก็เพื่อที่จะวางแนวทางได้ถูกต้องว่าจังหวัดไหนควรทำอะไร แล้วสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ
ภาพส่วนหนึ่งในการลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหารเพื่อเตรียมร่างแผนยุทธศาสตร์จังหวัดครับ
และการเยือนสวีเดนเพื่อประกาศแผนยุทธศาสตร์ประเทศแก่นักลงทุน
(
http://www.thairath.co.th/content/330562)
รวมถึงการวางโซนนิ่งภาคการเกษตรโดยใช้การบันทึกของข้อมูลลงบนแผนที่ในแผ่นเดียวกัน จนเห็นพื้นที่ทั้งประเทศ รวมเข้ากับข้อมูลปริมาณน้ำ ลักษณะดิน ลักษณะพืชที่ปลูก
โดยแผนการดำเนินงานในปี 2556 วางยุทธศาสตร์ประเทศและจังหวัดเสร็จสิ้น ปี2557 ตรวจสอบระบบและประเมินผล และปี 2558 ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามแผนยุทธศาสตร์ ถ้าหากเราลองคิดเล่นๆดูว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังอยู่ ปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่เราได้ขับเคลื่อนประเทศไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ การส่งเสริมความแข็งแรงในพื้นที่ท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นเข้มแข็งก็จะส่งผลกับระดับประเทศ นี่คือยุทธศาสตร์ที่ผมเสียดาย
แต่ประเทศไทยเหมือนฝันสลาย เราคนไทยต้องกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆที่ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง นำไปสู่ความรุนแรง และสุดท้ายจบด้วยการรัฐประหาร
ที่บ่นมาเยอะแยะนี่เพราะผม “เสียดาย” ผมไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสดีๆ แบบนี้อีกเมื่อไร ไม่รู้ว่าแผนโครงการแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกไหม แต่ไม่ว่ามันจะนานเท่าไร ผมก็จะรอครับ ผมจะรอดูในวันที่ประเทศไทยสามารถยกระดับไปเทียบเท่ากับนานาประเทศทั่วโลกได้ หวังว่า“เรา”คงจะมีวันนั้นสักวันครับ...
ปล.ขอให้แสดงความคิดเห็นโดยสุภาพ และงดภาพตัดแปะทางการเมืองทั้งหลายด้วยครับ ขอบคุณครับ
“คิดอย่างยิ่งลักษณ์” ยิ่งคิด...ยิ่งเสียดาย…
สวัสดีครับพี่น้องชาวราชดำเนินทุกท่าน ผมได้มีโอกาสใช้เวลาว่างช่วงนี้อ่านหนังสือ “คิดอย่างยิ่งลักษณ์” ที่ได้สั่งซื้อมาใหม่จากเว็บไซต์ซีเอ็ด เหตุผลของการซื้อ ไม่ได้เพราะว่าผมเป็นเสื้อแดง หรือนิยมทักษิณแต่อย่างไร แต่เพราะผมนั้นชื่นชม และชื่นชอบคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นการส่วนตัว
ในหนังสือเล่มนี้คงไม่ได้เน้นเรื่องการเมืองจ๋า หรือการพูดเอาดีเข้าตัวหรือชั่วให้คนอื่นแต่อย่างไร แต่เป็นการเล่าถึงเหตุการณ์และการใช้ชีวิตของคุณยิ่งลักษณ์ ตั้งแต่เรียนจบปริญญาโทจาก USA จนเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงาน และจนถึงระดับผู้บริหารสูงสุดของบริษัทในเครือชินวัตร รวมถึงเส้นทางการเมืองตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งเป็นทั้งแง่มุมที่ประชาชนรับรู้ทั่วไปและแง่มุมที่เป็นการนึกคิดต่อเหตุการณ์ของตัวคุณยิ่งลักษณ์เองผมไล่อ่านมาตั้งแต่ต้น แต่แอบข้ามเหตุการณ์ในช่วงเป็นนักธุรกิจบ้าง เพราะสิ่งที่ผมสนใจจริงๆ คือ ช่วงเส้นทางการเมือง จนถึงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
การเข้ามาเดินบนสายกลางเมืองของคุณยิ่งลักษณ์นั้นเป็นเพราะความคิดในช่วงหนึ่งที่คิดว่า “ตระกูลชินวัตรเป็นหนี้บุญคุณประชาชน” หลายท่านโดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้ชื่นชอบคงจะเข้าใจและเชื่อว่าคุณยิ่งลักษณ์เข้ามาเล่นการเมืองเพื่อเป็นนอมินีของทักษิณ และพาทักษิณกลับบ้านเท่านั้น แต่ในความจริงเป็นจริงจากกระทำ และแสดงออกตลอดการเดินทางบนสายการเมืองผมกลับพบว่า คุณยิ่งลักษณ์ให้ความสำคัญกับประชาชน มุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนมากกว่ามาสนใจประโยชน์ต่อกลุ่มครอบครัวตัวเอง ตรงนี้หลายท่านอาจจะเห็นแย้ง หรือในมีความคิดเห็นหลากหลายกันไป แต่ขอบอกว่านี่คือความคิดในมุมมองสำหรับผม อาจจะไม่ถูกต้อง แต่ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
กลับเข้าสู่การอ่านหนังสือ ผมเปิดอ่านมาเรื่อยๆ จนถึงบทที่ 27 “ก้าวสู้ฮับอาเซียน” เนื้อหาบทนี้ ได้พูดถึงแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ที่รัฐบาลได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์บริหารประเทศ ในส่วนของโครงการที่เด่นๆ ก็คงจะเป็นรถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง ที่ฝ่ายตรงข้ามมักเอามาเป็นประเด็นโจมตี อย่างเช่น รถไฟขนผัก ถ้ามองในด้านการลงทุนที่รัฐบาลพยายามออกเป็น พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 7 ปี (2557-2563) ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลแต่ยุทธศาสตร์นี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปแน่ แล้วยังมีอีกหลายโครงการที่อยู่ในแผนยุทธศาสตร์นี้อีกหลายโครงการที่รัฐบาลได้แจกแจงรายละเอียดไว้อย่างถี่ถ้วน
แต่น่าเสียดายที่โครงการนี้ไม่สามารถดำเนินไปได้สำเร็จ การออก พรบ.ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ แถมยังให้ความเห็นทิ้งท้ายไว้ให้เจ็บแสบว่า “ถนนลูกรังยังไม่หมดประเทศ” โอกาสที่เราจะก้าวไปสู่ฮับของภูมิภาคเหมือนถูกปิดลง การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไม่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าอีกกี่ปีโครงการแบบนี้จะเกิดขึ้นอีก และค่าใช้จ่ายในการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร คิดแล้วเสียดายครับ
แผนยุทธศาสตร์ต่อมา ในบทที่ 28 ที่กล่าวถึง “ยุทธศาสตร์จังหวัด” ในหนังสือได้กล่าวไว้ว่า แผนยุทธศาสตร์จังหวัดมีความจำเป็นอย่างมาก ที่แต่ละจังหวัดควรมีแผนยุทศาสตร์เป็นของตัวเอง เพราะในแต่ละพื้นที่มีลักษณะ และจุดเด่นจุดด้อยต่างกันไป ผมขอยกตัวอย่างจากหนังสือครับ จังหวัดมหาสารคามเป็นแหล่งการศึกษาในพื้นที่ภาคอีสาน ผลิตบัณฑิตจบใหม่จำนวนมาก แต่ออกไปทำงานนอกพื้นที่กันหมดจึงน่าจะดึงภาคอุตสาหกรรมเข้าไปลงทุน และใช้บัณฑิตจบใหม่เข้าทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพของตัวจังหวัดเอง ซึ่งถ้าเราลองคิดเล่นๆดูว่า ในแต่ละจังหวัดวางยุทธศาสตร์เป็นของตัวเอง ชูจุดเด่น เสริมจุดด้อยเข้าไป รวมถึงการลงพื้นที่ของรัฐบาลร่วมกับข้าราชการก็เพื่อที่จะวางแนวทางได้ถูกต้องว่าจังหวัดไหนควรทำอะไร แล้วสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ
ภาพส่วนหนึ่งในการลงพื้นที่จังหวัดมุกดาหารเพื่อเตรียมร่างแผนยุทธศาสตร์จังหวัดครับ
และการเยือนสวีเดนเพื่อประกาศแผนยุทธศาสตร์ประเทศแก่นักลงทุน
(http://www.thairath.co.th/content/330562)
รวมถึงการวางโซนนิ่งภาคการเกษตรโดยใช้การบันทึกของข้อมูลลงบนแผนที่ในแผ่นเดียวกัน จนเห็นพื้นที่ทั้งประเทศ รวมเข้ากับข้อมูลปริมาณน้ำ ลักษณะดิน ลักษณะพืชที่ปลูก
โดยแผนการดำเนินงานในปี 2556 วางยุทธศาสตร์ประเทศและจังหวัดเสร็จสิ้น ปี2557 ตรวจสอบระบบและประเมินผล และปี 2558 ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามแผนยุทธศาสตร์ ถ้าหากเราลองคิดเล่นๆดูว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังอยู่ ปีนี้ก็น่าจะเป็นปีที่เราได้ขับเคลื่อนประเทศไปตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ การส่งเสริมความแข็งแรงในพื้นที่ท้องถิ่น เมื่อท้องถิ่นเข้มแข็งก็จะส่งผลกับระดับประเทศ นี่คือยุทธศาสตร์ที่ผมเสียดาย
แต่ประเทศไทยเหมือนฝันสลาย เราคนไทยต้องกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆที่ไม่รู้ว่าจะหาทางออกอย่างไร ความขัดแย้งเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง นำไปสู่ความรุนแรง และสุดท้ายจบด้วยการรัฐประหาร
ที่บ่นมาเยอะแยะนี่เพราะผม “เสียดาย” ผมไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสดีๆ แบบนี้อีกเมื่อไร ไม่รู้ว่าแผนโครงการแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกไหม แต่ไม่ว่ามันจะนานเท่าไร ผมก็จะรอครับ ผมจะรอดูในวันที่ประเทศไทยสามารถยกระดับไปเทียบเท่ากับนานาประเทศทั่วโลกได้ หวังว่า“เรา”คงจะมีวันนั้นสักวันครับ...
ปล.ขอให้แสดงความคิดเห็นโดยสุภาพ และงดภาพตัดแปะทางการเมืองทั้งหลายด้วยครับ ขอบคุณครับ