ไม่ว่าโครงการ "ข้าวลายจุด" ของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จะเดินไปข้างหน้า หรือสะดุดหยุดลง
ผลสะเทือนก็ "แรง" จนถึงขั้น "แรงส์"
ยิ่ง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประกาศยุติการผลิตในลักษณะ "ชั่วคราว" ยิ่งก่อให้เกิดคลื่นแตกกระจายในวงกว้าง
จาก "มูลฐาน" แห่งความ "สงสัย"
ไม่ว่าจะมองจากมุมของ ฟิลิป ค็อตเลอร์ ไม่ว่าจะมองจากมุม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประสานเข้ากับ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์
นี่คือ "นวัตกรรม"
ยิ่งหากมองจากมุมของ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ยิ่งประจักษ์ในผลสะเทือนแห่งสิ่งที่เรียกว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี
นี่คือ เศรษฐกิจ "สร้างสรรค์"
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้สรุปตั้งแต่เบื้องต้นว่า "ผมไม่ได้ขายข้าว แต่ขายความคิด"
"ความคิด" ต่างหากคือ "เป้าหมาย"
ต้องยอมรับว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ใช้งบประมาณน้อยมาก ไม่น่าจะเกิน 100,000 บาท ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้
กำลังคนในขั้น "ปฏิบัติการ" มีเพียง 2 คน
แม้จะมีปริมาณข้าวประมาณกว่า 5-6 ตันเข้ามามีส่วนร่วมอันหมายถึงชาวนาจำนวนหนึ่ง โรงสีจำนวนหนึ่ง คนร่วมในการบรรจุหีบห่อจำนวนหนึ่ง
แต่ก็ไม่มาก
ข้อสำคัญ เรื่องเหล่านี้ล้วนดำเนินไปอย่าง "ปิดลับ" ไม่มีใครรู้ว่าชาวนาเป็นใครไม่มีใครรู้ว่าโรงสีอยู่ที่ไหน ไม่มีใครรู้ว่าผู้มีส่วนในการบรรจุหีบห่อเป็นใคร
ตัวเปิดมีเพียง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กับผู้ช่วยอีก 1
ถามว่าทำไม "ข้าวลายจุด" จึงอึกทึกครึกโครม ได้รับความสนใจในวงกว้างอย่างรวดเร็ว กระทั่งกลายเป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์"
คำตอบ คือ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
คำตอบก็คือ การรุกเข้าไปคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งในการสืบหาข้อมูลจากร้านค้าย่อย
ไม่ว่าในเรื่องซื้อมาจากไหน ไม่ว่าในเรื่องสีมาอย่างไร
"อำนาจรัฐ" จึงมีส่วนในการ "ประชาสัมพันธ์"
ยิ่งระยะหลังเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาต่อต้าน ยิ่งระยะหลังเครือข่ายที่เคยมีส่วนในการบดขยี้โครงการรับจำนำข้าวออกมาร่วมบดขยี้
ยิ่งทำให้ "ข้าวลายจุด" ดัง "เปรี้ยง"
การยุติกระบวนการผลิตในลักษณะ "ชั่วคราว" จึงกลายเป็นผลดี ทำให้ "สังคม" ได้มีโอกาสครุ่นคิด พิจารณา
ประเด็นก็คือ ขบวนการ "ทำร้าย" ชาวนาอย่างเหี้ยมโหด
ความเป็นจริงที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ พิสูจน์จากการลงมือทำก็คือ การรับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 15,000 บาทมิได้เป็นเรื่องเกินจริง
มิได้เป็นการทำลาย "กลไกราคา" หรือ "กลไกตลาด"
เพราะว่าภายในกระบวนการผลิต "ข้าวถุง" ออกมาขายผ่านโครงการสามารถทำกำไรได้ในราคาเกวียนละเกือบ 5,000 บาท หากรับซื้อจากชาวนา "ต่ำ" กว่าเกวียนละ 15,000 บาทยิ่งได้กำไร
แสดงว่า "ชาวนา" ถูก "ทำร้าย" มาอย่างยาวนาน
นี่เป็นเพียงในปริมณฑล "ข้าวถุง" ยังไม่ก้าวล่วงไปยังการส่งออกข้าวไปขายในตลาดต่างประเทศ
การขวางราคาข้าวเกวียนละ 15,000 บาทจึง "เหี้ยม" อย่างยิ่ง
เมื่อเป้าหมายของ "ข้าวลายจุด" คือการเสนอความคิด ถามว่าความคิดนี้มีผลเป็นอย่างไร
คำถามจึงเสนอไปยังกระบวนการค้าข้าวโดยองค์รวม คำถามจึงเสนอไปยังแผนช่วยเหลือชาวนาที่ดำเนินการไปเหมือนกับเป็นการอนุรักษ์
นั่นก็คือ อนุรักษ์ "ความยากจน" ให้กับ "ชาวนา"
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1429598663
...............
ปอลอลิง . ไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไร
ปอลอลิง 2 .. ขอ หัวเราะอย่างเดียวพอ
ปอลอลิง 3 ...


เร่เข้ามา มาอ่านความคิดมุมมอง เรื่อง ข้าวลายจุด จากสื่อ ... ว่ามี ฤทธิ์ทะลุ ทะลวง ดวงใจ แค่ไหนนนนนนน
ไม่ว่าโครงการ "ข้าวลายจุด" ของ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ จะเดินไปข้างหน้า หรือสะดุดหยุดลง
ผลสะเทือนก็ "แรง" จนถึงขั้น "แรงส์"
ยิ่ง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประกาศยุติการผลิตในลักษณะ "ชั่วคราว" ยิ่งก่อให้เกิดคลื่นแตกกระจายในวงกว้าง
จาก "มูลฐาน" แห่งความ "สงสัย"
ไม่ว่าจะมองจากมุมของ ฟิลิป ค็อตเลอร์ ไม่ว่าจะมองจากมุม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประสานเข้ากับ นายสุวิทย์ เมษิณทรีย์
นี่คือ "นวัตกรรม"
ยิ่งหากมองจากมุมของ นายพันศักดิ์ วิญญรัตน์ ยิ่งประจักษ์ในผลสะเทือนแห่งสิ่งที่เรียกว่า ครีเอทีฟ อีโคโนมี
นี่คือ เศรษฐกิจ "สร้างสรรค์"
ทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ได้สรุปตั้งแต่เบื้องต้นว่า "ผมไม่ได้ขายข้าว แต่ขายความคิด"
"ความคิด" ต่างหากคือ "เป้าหมาย"
ต้องยอมรับว่า นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ใช้งบประมาณน้อยมาก ไม่น่าจะเกิน 100,000 บาท ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้
กำลังคนในขั้น "ปฏิบัติการ" มีเพียง 2 คน
แม้จะมีปริมาณข้าวประมาณกว่า 5-6 ตันเข้ามามีส่วนร่วมอันหมายถึงชาวนาจำนวนหนึ่ง โรงสีจำนวนหนึ่ง คนร่วมในการบรรจุหีบห่อจำนวนหนึ่ง
แต่ก็ไม่มาก
ข้อสำคัญ เรื่องเหล่านี้ล้วนดำเนินไปอย่าง "ปิดลับ" ไม่มีใครรู้ว่าชาวนาเป็นใครไม่มีใครรู้ว่าโรงสีอยู่ที่ไหน ไม่มีใครรู้ว่าผู้มีส่วนในการบรรจุหีบห่อเป็นใคร
ตัวเปิดมีเพียง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กับผู้ช่วยอีก 1
ถามว่าทำไม "ข้าวลายจุด" จึงอึกทึกครึกโครม ได้รับความสนใจในวงกว้างอย่างรวดเร็ว กระทั่งกลายเป็น "ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์"
คำตอบ คือ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
คำตอบก็คือ การรุกเข้าไปคุกคามโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งในการสืบหาข้อมูลจากร้านค้าย่อย
ไม่ว่าในเรื่องซื้อมาจากไหน ไม่ว่าในเรื่องสีมาอย่างไร
"อำนาจรัฐ" จึงมีส่วนในการ "ประชาสัมพันธ์"
ยิ่งระยะหลังเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ออกมาต่อต้าน ยิ่งระยะหลังเครือข่ายที่เคยมีส่วนในการบดขยี้โครงการรับจำนำข้าวออกมาร่วมบดขยี้
ยิ่งทำให้ "ข้าวลายจุด" ดัง "เปรี้ยง"
การยุติกระบวนการผลิตในลักษณะ "ชั่วคราว" จึงกลายเป็นผลดี ทำให้ "สังคม" ได้มีโอกาสครุ่นคิด พิจารณา
ประเด็นก็คือ ขบวนการ "ทำร้าย" ชาวนาอย่างเหี้ยมโหด
ความเป็นจริงที่ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ พิสูจน์จากการลงมือทำก็คือ การรับซื้อข้าวจากชาวนาเกวียนละ 15,000 บาทมิได้เป็นเรื่องเกินจริง
มิได้เป็นการทำลาย "กลไกราคา" หรือ "กลไกตลาด"
เพราะว่าภายในกระบวนการผลิต "ข้าวถุง" ออกมาขายผ่านโครงการสามารถทำกำไรได้ในราคาเกวียนละเกือบ 5,000 บาท หากรับซื้อจากชาวนา "ต่ำ" กว่าเกวียนละ 15,000 บาทยิ่งได้กำไร
แสดงว่า "ชาวนา" ถูก "ทำร้าย" มาอย่างยาวนาน
นี่เป็นเพียงในปริมณฑล "ข้าวถุง" ยังไม่ก้าวล่วงไปยังการส่งออกข้าวไปขายในตลาดต่างประเทศ
การขวางราคาข้าวเกวียนละ 15,000 บาทจึง "เหี้ยม" อย่างยิ่ง
เมื่อเป้าหมายของ "ข้าวลายจุด" คือการเสนอความคิด ถามว่าความคิดนี้มีผลเป็นอย่างไร
คำถามจึงเสนอไปยังกระบวนการค้าข้าวโดยองค์รวม คำถามจึงเสนอไปยังแผนช่วยเหลือชาวนาที่ดำเนินการไปเหมือนกับเป็นการอนุรักษ์
นั่นก็คือ อนุรักษ์ "ความยากจน" ให้กับ "ชาวนา"
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1429598663
...............
ปอลอลิง . ไม่อยากแสดงความคิดเห็นอะไร
ปอลอลิง 2 .. ขอ หัวเราะอย่างเดียวพอ
ปอลอลิง 3 ...