“5 ข้อคิด เพื่อบัณฑิต ที่กำลังหางาน”

“5 ข้อคิด เพื่อบัณฑิต ที่กำลังหางาน”
วันนี้ตั้งใจมาแบ่งปันเรื่อง ทัศนคติที่น่าสนใจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ในการรับพนักงานเข้าบริษัท
สงกรานต์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสนัดสังสรรค์กับเหล่าเพื่อนรักสมัยมหาวิทยาลัย ซึ่งคบกันมาเกือบ 2 ทศวรรษ
ซึ่งปัจจุบันก็ล้วนเติบโตไปเป็นผู้บริหาร เป็นเจ้าของกิจการขององค์กรหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ หัวข้อสนทนาหนึ่งที่อยากแบ่งปัน คือ

“เราเลือกรับพนักงานกันอย่างไร?”
- ในอดีตหลายหน่วยงานมัก Screen คนเบื้องต้นที่สถาบัน คณะสาขาที่จบ เกรดเฉลี่ย กิจกรรมและความสามารถทางด้านภาษา และความสามารถพิเศษอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้องานนั้นๆ โดยเฉพาะเด็กที่มี Profile ได้เกียรตินิยมจากสถาบันชื่อดัง ยิ่งเป็นเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง (1st honor gold medal) พวกนี้การันตีการได้งาน 100% เรียกว่าสมัครที่ไหน ผู้บริหารแทบจะกอดไว้ไม่ให้หลุดมือ
แต่วันนี้ “โลกเปลี่ยนไป” ครับ

- ปัจจุบันหลายที่เริ่มมองมีวิธีการคัดกรองใหม่ๆ เพื่อนผมคนหนึ่งออกปากพูดว่า “เดี๋ยวนี้นะ ถ้าเป็นเด็กเกียรตินิยมมา หรือพวกจบ 3 ปีครึ่ง สมัครเข้าที่ทำงาน แทบจะไม่รับเลย ผมมักเลือกคนที่ติด F ติด W ซ่อมบ้าง ถอนบ้าง แต่จบรอดมาได้ พวกนี้น่าสน”

เราถามว่าทำไมล่ะ?
- คำตอบที่ได้คือ “เด็กหลายคนเก่งแต่ตำรา ประยุกต์ใช้ไม่เป็น ถามอะไร ตอบอย่างกับพก Text Book มาด้วย กินตำราเป็นอาหาร แต่ทำงานร่วมกับคนอื่นๆ ไม่ได้ แถมไม่สู้งาน เปลี่ยนงานบ่อย ต่างกับพวกเด็กที่มันติด F ติด W เรียนรอดบ้างไม่รอดบ้าง แต่ประสบการณ์รอบตัวเยอะ พวกนี้มันคล่อง มีทัศนคติในการแก้ปัญหาและเอาตัวรอด สู้งาน อยากพิสูจน์ตัวเอง ทำงานจริงนี่โครตเวิร์ค”

- ส่วนเพื่อนที่เป็นผู้บริหารแบงค์ยักษ์ใหญ่และหน้าที่การงานเติบโตเร็วที่สุดในรุ่นคนหนึ่งให้ความเห็นอีกมุมว่า
“ผมชอบนะ เด็กเกียรตินิยม แต่ต้องเอามาแข่งกัน พวกนี้ไม่ชอบแพ้ แต่เค้าต้องรู้ว่า ในโลกจริง ตำราอย่างเดียวมันกินไม่ได้ หลายครั้งเด็กที่เกรดไม่ดีติด F ติด W แต่ได้รับการโค๊ชที่ดี กลับทำผลงานได้น่าประทับใจ ถ้าบริหารเป็นจะยิ่งทำให้เกิดการแข่งขันในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น”

สิ่งที่ผมอยากฝากข้อคิดให้น้องๆ บัณฑิต ที่กำลังเริ่มทำงาน 5 ประเด็นคือ
1. ความรู้ในตำราและเกรดเฉลี่ยเมื่อจบมา ไม่ได้การันตีความสำเร็จในชีวิต
- เมื่อคุณทำงานจริงไม่เกิน 3 เดือน จะไม่มีใครถามถึงเกรดเฉลี่ยคุณ หรือแม้กระทั่งสถาบันที่คุณจบมา แต่เค้าจะดูว่า “คุณทำงานจริงได้แค่ไหน” พิสูจน์ตัวเองให้ดีที่สุด ในช่วงเวลาที่คุณมีโอกาส

2. อย่ายึดติดความสำเร็จในอดีต ถ้าอยากประสบความสำเร็จในอนาคต
- สุดท้ายสิ่งที่คุณทำมาในอดีต จะเป็นได้เพียงสิ่งที่คุณย้อนคิดแล้วภาคภูมิใจ แต่ถ้าอยากก้าวหน้าต่อไป จงละทิ้งความสำเร็จใดๆ ที่ผ่านมา และลงมือสร้างทุกๆ ขณะของปัจจุบันให้ดีที่สุด เพื่อคว้าความสำเร็จในอนาคต

3. ทำงานให้มากกว่าค่าจ้างเสมอ
- ในมุมของนายจ้าง “ลูกจ้างทุกคนต้องฟรี + กำไร” หมายความว่า คุณจะมีคุณค่า “ควรได้รับค่าจ้าง การโปรโมท การเลื่อนตำแหน่ง” ก็ต่อเมื่อ คุณสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้กับบริษัท “มากกว่าค่าจ้างที่คุณได้รับ” ไม่อย่างนั้น เค้าจะจ้างคุณทำไม เพราะยิ่งจ้างบริษัทก็ยิ่งขาดทุน แต่ถ้าคุณสามารถส่งมอบคุณค่า สร้างผลประกอบการ รายได้ กำไรให้บริษัทได้มากกว่าค่าจ้าง แน่นอนว่า คุณสมควรได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น ดังนั้นประเมินตัวเอง ก่อนเรียกร้องผลตอบแทนใดๆ

4. เรียนรู้ที่จะสายสัมพันธ์กับผู้คน
- ลองถามตัวเองง่ายๆ ครับ ว่าถ้าคุณต้องทำงานกับคนที่เก่งมากๆ ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง แต่พูดกับคนอื่นๆ ไม่รู้เรื่อง เข้ากับใครๆ ไม่ได้ กับอีกคนหนึ่ง เก่งไม่มากนัก แต่พร้อมเรียนรู้ มนุษย์สัมพันธ์ดี พร้อมช่วยเหลือตลอด เป็นคุณคุณอยากทำงานกับคนไหน อยากสอนงานให้ใคร อยากสนับสนุนใคร “สายสัมพันธ์ที่ดี” คือเคล็ดลับของความสำเร็จมากมายในโลกใบนี้ครับ

5. จงพัฒนาตนเองตลอดเวลาและหาสนามแข่งที่เหมาะสมกับตน
- จงอย่าหยุดพัฒนาตนเองครับ ความรู้ในระบบ (ที่คุณเรียนมา) จะช่วยให้คุณเพียงแค่เลี้ยงชีพได้ แต่ความรู้นอกระบบที่คุณเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จย่ิงใหญ่ เกินกว่าที่ใครๆ คิด นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมหลายๆ คนที่เรียนไม่จบ แต่เป็นเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ได้ แท้จริงคือ “เค้าเรียนไม่จบ เมื่อวัดตามระบบการศึกษา” แต่เค้าเรียน “สิ่งที่เค้าอยากรู้ หรือวิชาชีวิต หรือวิชาที่เค้าสนใจ มากเพียงพอจนทำให้เค้าประสบความสำเร็จ”
- จำไว้อย่างสุดท้ายว่า “ทุกคนมีจุดเด่นครับ” อย่าไปแข่งในสนามที่ตนเองแข่งไม่ได้ ความรู้ในตำราไม่ได้ แข่งด้านขยัน ทำงานจริง อดทน มนุษย์สัมพันธ์ดี ถ้าความรู้ในตำรามี จงพัฒนาสิ่งที่มีให้โดเด่น และเติมเต็มสิ่งที่ขาด

ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในชีวิต และหยิบเอาหลักคิดไปพัฒนาตัวเองนะครับ

สังคมดีๆ สร้างได้เริ่มง่ายๆ ที่ตัวเราครับ ร่วมแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ ร่วมกันครับ
BomOlarn บอม โอฬาร
www.facebook.com/BomOlarn
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่