เศรษฐกิจทรุด!ฟังเสียงบ่นดังๆจากภาคเอกชน บาทแข็ง กำลังซื้อหด ยอดขายติดลบ

กระทู้ข่าว
เศรษฐกิจทรุด!ฟังเสียงบ่นดังๆจากภาคเอกชน บาทแข็ง กำลังซื้อหด ยอดขายติดลบ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 เม.ย. 2558 05:01
  

โดยปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มักจะให้ความเห็นที่สวนทางกันกับภาคเอกชน ผู้คนทั่วไป และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศอยู่เสมอๆในเรื่องของแนวโน้มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และค่าเงิน

แต่มาครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ ธปท.ออกมาแถลงล่าสุดก่อนวันสงกรานต์อันเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยเพียง 3 วันว่า ธปท.กำลังจับตาดูการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงอันตรายที่จะชี้วัดความเป็นไปของเศรษฐกิจไทยทั้งปีอย่างชัดเจน

ขยายความให้ละเอียดลงไปกว่านั้น ธปท.แสดงความคาดหวังว่าจะต้องเห็นความชัดเจนของการลงทุนจากภาครัฐทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เพราะนั่นคือคำตอบเดียวที่บอกว่า ประเทศไทยจะเดินเข้าสู่ความถดถอย หรือเดินหน้าต่อไปได้

เนื่องเพราะการลงทุนจากภาครัฐ คือ เครื่องยนต์ตัวสุดท้ายเพียงตัวเดียวที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจประเทศให้เดินหน้าต่อไปได้ และทำให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ขึ้น ในขณะที่เครื่องยนต์ตัวอื่นๆเริ่มดับลง และดับติดต่อกัน ตั้งแต่การส่งออกที่ขยายตัวติดลบใน 2 เดือนแรกของปี กล่าวคือ ในเดือน ม.ค.ติดลบ 1.98% ส่วนเดือน ก.พ.ติดลบไป 6.14%

กรณีข้างต้น ทำให้ ธปท.เริ่มเห็นแนวโน้มที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวติดลบมากขึ้น และจะเป็นการติดลบต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3

ที่สำคัญ หากต้องการให้การส่งออกขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ณ ระดับ 0.8% มูลค่าการส่งออกเฉลี่ยแต่ละเดือนควรจะอยู่ที่ 19,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไม่ใช่ 2 เดือน ส่งออกได้เพียง 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯอย่างที่เกิดขึ้น

ขณะที่ค่าเงินบาทแม้จะแข็งไม่มาก หรือแค่ 1% แต่ค่าเงินของประเทศในภูมิภาคอ่อนลงมากกว่า 2-4% และเมื่อเทียบกับค่าเงินในยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าใหญ่ของไทย ปรากฏว่าเงินบาทไทยเราแข็งค่ามากกว่าเขา 15-20% นั่นทำให้ผู้ส่งออกไทยประสบปัญหาการขาดทุนอย่างหนัก

เมื่อหันมาดูการใช้จ่ายภาคประชาชน ก็จะพบว่า นอกจากประชาชนจะมีหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ในระดับ 85.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แล้ว เกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ยังประสบปัญหาราคาพืชผลตกต่ำจนหมดความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย ส่งผลทำให้ยอดขายสินค้าของห้างสรรพสินค้าต่างๆ และการอุปโภค-บริโภคภายในประเทศลดต่ำลงไปด้วย ดังจะเห็นได้จากตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ย 2 เดือนลดลง 0.47%

ประเมินภาพรวมแล้ว ธปท.จึงมองเห็นว่า เศรษฐกิจไทยมีโอกาสสูงที่จะขยายตัวในอัตราที่ต่ำลงกว่าประมาณการล่าสุดที่เคยให้ไว้ที่ 3.8% ของจีดีพี และหากทุกอย่างยังชะลอตัวลงพร้อมกัน โอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำกว่า 3% หรือเลวร้ายสุดขยายตัวได้เพียง 2.5% ก็มีความเป็นไปได้มาก

กระนั้นก็ตาม ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจข้างต้น อาจยังไม่ทำให้รัฐบาล หรือผู้กำกับดูแลเศรษฐกิจของรัฐบาล หวั่นวิตกมากนัก เนื่องจากยังคงเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะเอาอยู่

ทีมเศรษฐกิจ จึงเชื้อเชิญบรรดานักธุรกิจจากแวดวงต่างๆมาช่วยกันสำทับให้ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย และสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่อีกครั้ง เผื่อจะช่วยให้รัฐบาลหันมาคิดอ่าน หรือออกมาตรการเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้เร็วกว่านี้

ก่อนที่เราทั้งหมดจะเดินเข้าสู่เขตอันตรายที่เรียกว่า ความถดถอยอีกครั้ง!



สินเชื่อบุคคลซึมยาวถึงสิ้นปี

นายฐากร ปิยะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคล กรุงศรี เฟิร์สช้อยส์ และ เทสโก้โลตัส มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 และมีวงเงินสินเชื่อสูง 86,000 ล้านบาท เปิดเผยว่า ตลาดสินเชื่อบุคคล ยังคงชะลอตัวไปจนถึงสิ้นปี เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น ทั้งภาระผ่อนชำระค่างวดบ้านและรถยนต์ เมื่อประชาชนภาระหนี้เพิ่มขึ้น ก็ไม่ต้องการที่จับจ่ายใช้สอย ทำให้ยอดใช้จ่ายชะลอตัว หากยิ่งไปส่งเสริมหรือกระตุ้นให้ประชาชนก่อหนี้ในช่วงนี้ จะถือเป็นการทำร้ายประชาชน และยังเสี่ยงทำให้เกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นด้วย

“ยอดปล่อยสินเชื่อบุคคลขณะนี้ ต้องยอมรับว่าอืดมาก จริงๆเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ปีที่แล้ว และคงยาวไปจนถึงสิ้นปีนี้ ยิ่งรัฐบาลออกข่าวว่าจะเก็บภาษีบ้านหรือที่ดิน ยิ่งทำให้คนกังวลไม่จับจ่ายใช้สอย”

ทั้งนี้หากติดตามจากยอดอนุมัติสินเชื่อ จะพบว่า ใบสมัครสินเชื่อบุคคลที่เข้ามา 100% มียอดที่ได้รับอนุมัติลดลงเหลือแค่ 40% และมียอดใบสมัครที่ถูกปฏิเสธ 60% เพิ่มขึ้นจากช่วงที่เศรษฐกิจปกติ ยอดใบสมัครที่ถูกปฏิเสธอยู่ในระดับ 45-50% ขณะที่ผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท มียอดปฏิเสธอยู่ในระดับที่สูง ขณะที่ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SMEs) จากเดิมที่เข้ามาพึ่งสินเชื่อบุคคล ขณะนี้ต้องยอมรับว่า ได้ถูกปฏิเสธสินเชื่อเป็นจำนวนมาก หลังจากที่พบว่าเอสเอ็มอีมีภาระหนี้สูงขึ้น

นายฐากรกล่าวอีกว่า คุณภาพสินเชื่อบุคคลยังสามารถบริหารจัดการได้ ยอดการเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนเริ่มทรงตัวหรือปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย จากช่วงเศรษฐกิจปกติยอดเอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.5% ของสินเชื่อรวม แต่ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปี 2557 เอ็นพีแอลสินเชื่อบุคคลถีบตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางเดือนปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.3% ของสินเชื่อรวม ล่าสุดเอ็นพีแอลขึ้นมาอยู่ที่ 3.5-3.6% ของสินเชื่อรวม


http://www.thairath.co.th/content/492969


(ต่อ)
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่