[ใน Spoil ใส่เพลงที่ฟังช่วงนั้นนะคะ เผื่ออยากเพิ่มอรรถรสในการอ่าน]
คิดว่าควรรีกระทู้เพราะกระทู่นู้นตั้งดึกเกินไป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ปลายไตรมาสที่ 3 ของปี 57 ฉันกำลังร้องไห้หนักมาก เพราะ รู้สึกว่าตัวเองเป็น Hidden File ที่อยู่ใน C:
แล้วเมื่อเขารู้ว่าฉันรู้ตัวว่าเป็น Hidden File ฉันก็ถูกลบออกทันทีแบบไม่ต้องสืบ
ฉันเสียใจนะ.... เสียใจตั้งแต่รู้ว่าเขาคลิกขวาแล้ว Hide น่ะแหละ Hide ตั้งแต่ต้นแล้วด้วยสินะ

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ฉันค่อยๆดีขึ้นจากอาการร้องไห้หนักมาก
หลังจากนั้นในช่วงกลางไตรมาสที่ 4 ฉันก็ล้มป่วยลงเพราะพักผ่อนน้อย (ฉันคิดแบบนั้น)
แน่สิ ฉันทุ่มเทเวลาทั้งหมดนอกจากการเรียนไปกับการร้องไห้และตั้งคำถามทำไม ทำไม ทำไม และทำไม ซ้ำไปซ้ำมา
เวลาผ่านไปได้เดือนกว่าๆ ฉันก็เหมือนจะดีขึ้นแล้ว.... แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น
แล้ววันนึงที่กำลังจะไปเที่ยวเชียงใหม่ กำลังลุกไปอาบน้ำแต่งตัว... ฉันก็วูบลง หัวฟาดกับพื้นอย่างแรง มารู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล
แม่บอกว่า ฉันหมดสติ ล้มแล้วหัวฟาดกับพื้น ชัก และหยุดหายใจ โดนตีหลายทีถึงจะหายใจและมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล
หมอตัดสินว่าฉันเป็นลมชัก แต่ยังไม่กล้าฟันว่าใช่แน่เพราะมีการอดนอนต่อเนื่องสองสามวันติด และการที่พักผ่อนน้อยตั้งแต่ปลายไตรมาสที่3
ฉีด Contrast Media แล้ว CT ไม่พบแผลในสมอง ที่บ้านโล่งใจขึ้นมาก
สุดท้ายหมอสั่งยาและต้องกินต่อเนื่องจากนั้นไปอีก 2 ปี...
...ฉันกำลังเข้มแข็งและกำลังจะลืมเข้าได้แล้ว....ฟังเพลงนี้ แล้วฉันก็เดินไป บล็อคและลบไลน์ได้ทันที
ร้องไห้อยู่หลายวันเหมือนกัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เข้าสู่ปลายปี ฉันก็เริ่มดีขึ้นแม้ยาต้องกิน .... เริ่มใหม่กับผมทรงใหม่ ยิ้ม สั้นมากๆเลย
ฉันตัดสินใจลองเปิดใจแบบไม่จริงจังเท่าไรกับเพื่อนที่รู้จักกันตอนม.ปลาย....
คบกันได้สักพักเรารู้สึกว่า มันไม่ใช่ เลยกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ขอบคุณนะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แต่ไม่นานก็มีรุ่นพี่สมัยมัธยมต้นมาจีบ...แล้วเราก็ตกลงคบกัน
ปีใหม่เขาตัดสินใจขอเราแต่งงาน โดยเสนอสินสอด 200 K ซึ่งเราสวนกลับไปว่า 2M สู้ไหม
เขาก็สู้นะ... แต่สุดท้ายเข้าสู่กลางไตรมาสที่ 1 ของปี 58
ฉันก็ทิ้งเขาเพราะความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในหลายเรื่อง ทั้งครอบครัวและ ความชอบในบางเรื่องที่แตกต่างกันมากเกินไป
เขาไม่รู้เรื่องที่ฉันป่วย ไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงตลอด 8 ปี ที่ไม่เจอกันตั้งแต่ ม.4 จนปี 4 เหมือนไม่รู้จักเลยแม้แต่นิดเดียว
บวกกับเป้าหมายชีวิต ...เขาไม่สนับสนุนให้เรียนต่อต่างประเทศ เขาอยากให้ฉันไปบุกเบิกธุรกิจรีสอร์ทยอดดอยมากกว่า
ทั้งที่ต้นทุนชีวิตฉัน อยากมีรีสอร์ทก็ทำได้ไม่ยาก ทำเลดีกว่าของเขาด้วย
สุดท้ายฉันเลือกทิ้งเค้ามา..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ อยู่แบบโสดๆ มีเหงาบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ลำบากนะ
ฉันตัดสินใจที่จะปิดโอกาสตัวเอง.... ไม่อยากพบเจอคนใหม่ๆอะไรทั้งนั้น
ฉันให้ทุกคนเป็น "เพื่อน" ของฉัน เท่านั้น และจะไม่มีวันเป็นมากกว่านั้น
ช่วงสองสามสัปดาห์ฉันเที่ยวหนักมาก ไปทะเล ไปบ้านสวน เยี่ยมปู่ ย่า ตา และลุงและน้า ที่ไปพักผ่อนมาหลายปีแล้ว
ญาติผู้ใหญ่รุ่นยาย เล่าเรื่องสมัยสาวๆให้ฟัง....สรุปได้ว่า ชีวิตคนสมัยก่อนเรียบง่าย คบกัน รักกัน แต่งงานกัน บ้างก็มีลูกมีหลาน บ้างก็ไม่มี อยู่เป็นเพื่อนคู่คิดดูแลกันไป เราจะอยู่คนเดียวตลอดไปนั้นเป็นไปไม่ได้เลย... ถ้าไม่คิดจะมีลูกมีหลาน เพื่อนคู่คิดก็ควรจะมีไว้ไม่เสียหาย ดูแลกันไป... ชีวิตเรามันไม่ยืนยาวนักหรอก ไม่นาน เราก็ต้องแก่ชรา เจ็บป่วย วันนึงก็ต้องตาย
ฉันกลับบ้านมาเมื่อคืน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงประเด็นเพื่อนคู่คิดที่ยายพูด..
อย่างน้อยก็ควรจะมีเพื่อนคู่คิด ดูแลกันไป ป่ะ
ควรจะใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุขเนอะว่ามั้ย
ฉันคิดว่าฉันจะเปิดใจ...ให้โอกาสคนอื่นๆเข้ามาบ้าง
ผู้อ่านอย่ายุให้กลับไปคบกับคนที่เราทิ้งมานะ ....คนนั้นเราไม่ไหวจริงๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้จขกทเป็นผู้หญิงที่แฟร์ๆ ไม่เกาะผู้ชายและไม่เลี้ยงผู้ชาย
ตอนนี้ก็มองนะ หาเพื่อนคู่คิดอยู่เหมือนกัน ลองหลังไมค์ส่งโปรไฟล์มาแนะนำตัวแล้วกันค่ะ
ถ้าผ่าน ถ้าโอเค เดี๋ยว PM กลับไป
เมื่อฉันไปต่างจังหวัด....ฉันก็คิดว่าฉันควรจะเปิดใจให้โอกาสให้ใครบางคนเข้ามาในชีวิตบ้าง
คิดว่าควรรีกระทู้เพราะกระทู่นู้นตั้งดึกเกินไป
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ปลายไตรมาสที่ 3 ของปี 57 ฉันกำลังร้องไห้หนักมาก เพราะ รู้สึกว่าตัวเองเป็น Hidden File ที่อยู่ใน C:
แล้วเมื่อเขารู้ว่าฉันรู้ตัวว่าเป็น Hidden File ฉันก็ถูกลบออกทันทีแบบไม่ต้องสืบ
ฉันเสียใจนะ.... เสียใจตั้งแต่รู้ว่าเขาคลิกขวาแล้ว Hide น่ะแหละ Hide ตั้งแต่ต้นแล้วด้วยสินะ
หลังจากนั้นในช่วงกลางไตรมาสที่ 4 ฉันก็ล้มป่วยลงเพราะพักผ่อนน้อย (ฉันคิดแบบนั้น)
แน่สิ ฉันทุ่มเทเวลาทั้งหมดนอกจากการเรียนไปกับการร้องไห้และตั้งคำถามทำไม ทำไม ทำไม และทำไม ซ้ำไปซ้ำมา
เวลาผ่านไปได้เดือนกว่าๆ ฉันก็เหมือนจะดีขึ้นแล้ว.... แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น
แล้ววันนึงที่กำลังจะไปเที่ยวเชียงใหม่ กำลังลุกไปอาบน้ำแต่งตัว... ฉันก็วูบลง หัวฟาดกับพื้นอย่างแรง มารู้สึกตัวอีกทีที่โรงพยาบาล
แม่บอกว่า ฉันหมดสติ ล้มแล้วหัวฟาดกับพื้น ชัก และหยุดหายใจ โดนตีหลายทีถึงจะหายใจและมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาล
หมอตัดสินว่าฉันเป็นลมชัก แต่ยังไม่กล้าฟันว่าใช่แน่เพราะมีการอดนอนต่อเนื่องสองสามวันติด และการที่พักผ่อนน้อยตั้งแต่ปลายไตรมาสที่3
ฉีด Contrast Media แล้ว CT ไม่พบแผลในสมอง ที่บ้านโล่งใจขึ้นมาก
สุดท้ายหมอสั่งยาและต้องกินต่อเนื่องจากนั้นไปอีก 2 ปี...
...ฉันกำลังเข้มแข็งและกำลังจะลืมเข้าได้แล้ว....ฟังเพลงนี้ แล้วฉันก็เดินไป บล็อคและลบไลน์ได้ทันที
ร้องไห้อยู่หลายวันเหมือนกัน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
เข้าสู่ปลายปี ฉันก็เริ่มดีขึ้นแม้ยาต้องกิน .... เริ่มใหม่กับผมทรงใหม่ ยิ้ม สั้นมากๆเลย
ฉันตัดสินใจลองเปิดใจแบบไม่จริงจังเท่าไรกับเพื่อนที่รู้จักกันตอนม.ปลาย....
คบกันได้สักพักเรารู้สึกว่า มันไม่ใช่ เลยกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ขอบคุณนะ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
แต่ไม่นานก็มีรุ่นพี่สมัยมัธยมต้นมาจีบ...แล้วเราก็ตกลงคบกัน
ปีใหม่เขาตัดสินใจขอเราแต่งงาน โดยเสนอสินสอด 200 K ซึ่งเราสวนกลับไปว่า 2M สู้ไหม
เขาก็สู้นะ... แต่สุดท้ายเข้าสู่กลางไตรมาสที่ 1 ของปี 58
ฉันก็ทิ้งเขาเพราะความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในหลายเรื่อง ทั้งครอบครัวและ ความชอบในบางเรื่องที่แตกต่างกันมากเกินไป
เขาไม่รู้เรื่องที่ฉันป่วย ไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงตลอด 8 ปี ที่ไม่เจอกันตั้งแต่ ม.4 จนปี 4 เหมือนไม่รู้จักเลยแม้แต่นิดเดียว
บวกกับเป้าหมายชีวิต ...เขาไม่สนับสนุนให้เรียนต่อต่างประเทศ เขาอยากให้ฉันไปบุกเบิกธุรกิจรีสอร์ทยอดดอยมากกว่า
ทั้งที่ต้นทุนชีวิตฉัน อยากมีรีสอร์ทก็ทำได้ไม่ยาก ทำเลดีกว่าของเขาด้วย
สุดท้ายฉันเลือกทิ้งเค้ามา..
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบนี้ อยู่แบบโสดๆ มีเหงาบ้างอะไรบ้าง แต่ก็ไม่ลำบากนะ
ฉันตัดสินใจที่จะปิดโอกาสตัวเอง.... ไม่อยากพบเจอคนใหม่ๆอะไรทั้งนั้น
ฉันให้ทุกคนเป็น "เพื่อน" ของฉัน เท่านั้น และจะไม่มีวันเป็นมากกว่านั้น
ช่วงสองสามสัปดาห์ฉันเที่ยวหนักมาก ไปทะเล ไปบ้านสวน เยี่ยมปู่ ย่า ตา และลุงและน้า ที่ไปพักผ่อนมาหลายปีแล้ว
ญาติผู้ใหญ่รุ่นยาย เล่าเรื่องสมัยสาวๆให้ฟัง....สรุปได้ว่า ชีวิตคนสมัยก่อนเรียบง่าย คบกัน รักกัน แต่งงานกัน บ้างก็มีลูกมีหลาน บ้างก็ไม่มี อยู่เป็นเพื่อนคู่คิดดูแลกันไป เราจะอยู่คนเดียวตลอดไปนั้นเป็นไปไม่ได้เลย... ถ้าไม่คิดจะมีลูกมีหลาน เพื่อนคู่คิดก็ควรจะมีไว้ไม่เสียหาย ดูแลกันไป... ชีวิตเรามันไม่ยืนยาวนักหรอก ไม่นาน เราก็ต้องแก่ชรา เจ็บป่วย วันนึงก็ต้องตาย
ฉันกลับบ้านมาเมื่อคืน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องคิดถึงประเด็นเพื่อนคู่คิดที่ยายพูด..
อย่างน้อยก็ควรจะมีเพื่อนคู่คิด ดูแลกันไป ป่ะ
ควรจะใช้เวลาที่เหลือให้มีความสุขเนอะว่ามั้ย
ฉันคิดว่าฉันจะเปิดใจ...ให้โอกาสคนอื่นๆเข้ามาบ้าง
ผู้อ่านอย่ายุให้กลับไปคบกับคนที่เราทิ้งมานะ ....คนนั้นเราไม่ไหวจริงๆ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้