เราเรียนธรรมด้วยอ่านหนังสือเป็นพื้น ได้ฟังเสด็จพระอุปัชฌายะตรัสด้วย
คราวนั้นสบเวลาที่สมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร เริ่มเรียงหนังสือธรรมลงพิมพ์แจก
หนังสือนั้นใช้สำนวนดาดเป็นคำสอนคนสามัญเข้าใจง่าย ช่วยเกื้อกูลความเรียนธรรมของเรา ให้กว้างขวางออกไป
เมื่อสนใจอยู่ ความเบื่อย่อมไม่มี ธรรมที่เป็นเพียงปฏิบัติกายวาจาใจเรียบร้อย อันตรงกันข้ามต่อความลำพองที่เคยมาแล้ว
ยังเห็นเป็นละเอียดพอแล้ว ครั้นได้เรียนธรรมที่เป็นปรมัตถ์แจกเบญจขันธ์ ไตรลักษณ์ อริยสัจสี่ และปฏิจจสมุปบาท ยิ่งตื่นใหญ่
แต่นิสัยของเราเป็นผู้เชื่อไม่ลงทุกอย่างไป และธรรมกถานั้น ๆ
มักมีข้อความอันไม่น่าเชื่อปกคลุมหุ้มห่ออยู่มากบ้างน้อยบ้าง
นี้แหละเป็นเครื่องสะดุดของเราให้ชะงัก
แต่เมื่อนิยมในธรรมมีแล้ว ทั้งได้ยินท่านผู้ใหญ่ค้านบางเรื่องไว้ก็มี ก็ปลงใจเลือกข้อที่เรารับรองได้
และสลัดข้อที่เรารับรองไม่ได้ออกเสีย เช่นคำเปรียบว่าร่อนทองจากทราย
เรื่องที่ถูกอารมณ์ของเราคือกาลามสูตร ที่สอนไม่ให้เชื่ออย่างงมงาย ให้ใช้ความดำริของตนเป็นที่ตั้ง
ความรู้ความเข้าใจของเราในครั้งนั้นเป็นอย่างนักธรรมใหม่คือไม่เชื่อหัวดายไป
เลือกเชื่อบางอย่าง อย่างที่ไม่เชื่อ เข้าใจว่าผู้หนึ่งซึ่งหาความละอายมิได้ แทรกเข้าไว้ ไม่คำนึงถึงที่เรียกว่า ช่างเถิด
แต่ยังไม่เคยได้ความรู้ในเชิงอักษรวิทยา ว่าเป็นปริศนาธรรมก็มี เช่นเรื่องมารวิชัย เหมาเสียว่าไม่จริง
ไม่เคยนึกว่าเป็นเรื่องแต่งเปรียบน้ำพระหฤทัยของพระพุทธเจ้า คิดหวนกลับหลังด้วยอำนาจความอาลัย
อันพระองค์หักเสียได้ด้วยเอาความมุ่งดีมาข่ม แต่เราไม่ใช่ชนิดคนอวดรู้ในทางนี้ ที่เขาตั้งชื่อว่า "ทำโมห์" ฯ
เราลงสันนิษฐานว่า จะรู้ธรรมเป็นหลักและกว้างขวาง ต้องรู้ภาษามคธ จะได้อ่านพระไตรปิฎกได้เอง
ไม่เช่นนั้นจะอ่านได้แต่เรื่องแปลเรื่องแต่ง ที่มักเป็นไปตามใจของผู้แปลผู้แต่ง
ในเวลานั้นพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) อาจารย์เดิมของเรา ย้ายบ้านจากหน้าวัดชนะสงคราม
ไปอยู่บางบำหรุ คลองบางกอกน้อย เหลือจะเรียนกับแกได้ พระปริยัติธรรมธาดา (ชั่ง) อยู่บ้านหน้าวัดรังษีสุทธาวาสไม่ไกล
ทั้งได้เคยเป็นครูสอนมาบ้างแล้ว จึงขอให้แกมาสอน ฯ ได้ยินเขาพูดกันว่า จะรู้ภาษามคธกว้างขวาง
ต้องเรียนมูลคือกัจจายนปกรณ์ บทมาลาแคบไป ไม่พอจะให้รู้กว้างขวาง เรียนทั้งทีปรารถนาจะรู้ดีที่สุดตามจะเป็นได้
ทั้งบทมาลาก็ได้เคยเรียนมาแล้ว รู้ทางอยู่ จึงตกลงเป็นเรียนมูล ฯ
ชั้นแรกมีสูตรคือ หัวข้อสำหรับท่องจำให้ได้ก่อน ผูกโตอยู่ เราเล่าพลางเรียนแปลคำอธิบายใจความของสูตรนั้น
ที่เขาเรียกว่าพฤตินัยปกรณ์ไปพลาง ครูของเราดูเหมือนไม่ชำนาญมูล แต่พอสอนให้แปลไปได้
แต่ไม่ถนัดแนะให้เข้าใจความที่กล่าว ตกเป็นหน้าที่ของเราจะเข้าใจเอาเอง
ลงปลายแกหาหนังสือที่แปลสำเร็จตลอดถึงคำอธิบายในภาษาไทย ซึ่งเรียกว่านิสัยมูลมาให้อ่านเอาเอง ฯ
.............................................
เนื้อหาบางส่วนจาก
พระประวัติตรัสเล่า - สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/monk-raja/krompraya_vajirayarn-hist-พระประวัติตรัสเล่า.htm
ครั้นได้เรียนธรรมที่เป็นปรมัตถ์แจกเบญจขันธ์ ไตรลักษณ์ อริยสัจสี่ และปฏิจจสมุปบาท ยิ่งตื่นใหญ่
เราเรียนธรรมด้วยอ่านหนังสือเป็นพื้น ได้ฟังเสด็จพระอุปัชฌายะตรัสด้วย
คราวนั้นสบเวลาที่สมเด็จพระวันรัต (พุทธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร เริ่มเรียงหนังสือธรรมลงพิมพ์แจก
หนังสือนั้นใช้สำนวนดาดเป็นคำสอนคนสามัญเข้าใจง่าย ช่วยเกื้อกูลความเรียนธรรมของเรา ให้กว้างขวางออกไป
เมื่อสนใจอยู่ ความเบื่อย่อมไม่มี ธรรมที่เป็นเพียงปฏิบัติกายวาจาใจเรียบร้อย อันตรงกันข้ามต่อความลำพองที่เคยมาแล้ว
ยังเห็นเป็นละเอียดพอแล้ว ครั้นได้เรียนธรรมที่เป็นปรมัตถ์แจกเบญจขันธ์ ไตรลักษณ์ อริยสัจสี่ และปฏิจจสมุปบาท ยิ่งตื่นใหญ่
แต่นิสัยของเราเป็นผู้เชื่อไม่ลงทุกอย่างไป และธรรมกถานั้น ๆ
มักมีข้อความอันไม่น่าเชื่อปกคลุมหุ้มห่ออยู่มากบ้างน้อยบ้าง
นี้แหละเป็นเครื่องสะดุดของเราให้ชะงัก
แต่เมื่อนิยมในธรรมมีแล้ว ทั้งได้ยินท่านผู้ใหญ่ค้านบางเรื่องไว้ก็มี ก็ปลงใจเลือกข้อที่เรารับรองได้
และสลัดข้อที่เรารับรองไม่ได้ออกเสีย เช่นคำเปรียบว่าร่อนทองจากทราย
เรื่องที่ถูกอารมณ์ของเราคือกาลามสูตร ที่สอนไม่ให้เชื่ออย่างงมงาย ให้ใช้ความดำริของตนเป็นที่ตั้ง
ความรู้ความเข้าใจของเราในครั้งนั้นเป็นอย่างนักธรรมใหม่คือไม่เชื่อหัวดายไป
เลือกเชื่อบางอย่าง อย่างที่ไม่เชื่อ เข้าใจว่าผู้หนึ่งซึ่งหาความละอายมิได้ แทรกเข้าไว้ ไม่คำนึงถึงที่เรียกว่า ช่างเถิด
แต่ยังไม่เคยได้ความรู้ในเชิงอักษรวิทยา ว่าเป็นปริศนาธรรมก็มี เช่นเรื่องมารวิชัย เหมาเสียว่าไม่จริง
ไม่เคยนึกว่าเป็นเรื่องแต่งเปรียบน้ำพระหฤทัยของพระพุทธเจ้า คิดหวนกลับหลังด้วยอำนาจความอาลัย
อันพระองค์หักเสียได้ด้วยเอาความมุ่งดีมาข่ม แต่เราไม่ใช่ชนิดคนอวดรู้ในทางนี้ ที่เขาตั้งชื่อว่า "ทำโมห์" ฯ
เราลงสันนิษฐานว่า จะรู้ธรรมเป็นหลักและกว้างขวาง ต้องรู้ภาษามคธ จะได้อ่านพระไตรปิฎกได้เอง
ไม่เช่นนั้นจะอ่านได้แต่เรื่องแปลเรื่องแต่ง ที่มักเป็นไปตามใจของผู้แปลผู้แต่ง
ในเวลานั้นพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) อาจารย์เดิมของเรา ย้ายบ้านจากหน้าวัดชนะสงคราม
ไปอยู่บางบำหรุ คลองบางกอกน้อย เหลือจะเรียนกับแกได้ พระปริยัติธรรมธาดา (ชั่ง) อยู่บ้านหน้าวัดรังษีสุทธาวาสไม่ไกล
ทั้งได้เคยเป็นครูสอนมาบ้างแล้ว จึงขอให้แกมาสอน ฯ ได้ยินเขาพูดกันว่า จะรู้ภาษามคธกว้างขวาง
ต้องเรียนมูลคือกัจจายนปกรณ์ บทมาลาแคบไป ไม่พอจะให้รู้กว้างขวาง เรียนทั้งทีปรารถนาจะรู้ดีที่สุดตามจะเป็นได้
ทั้งบทมาลาก็ได้เคยเรียนมาแล้ว รู้ทางอยู่ จึงตกลงเป็นเรียนมูล ฯ
ชั้นแรกมีสูตรคือ หัวข้อสำหรับท่องจำให้ได้ก่อน ผูกโตอยู่ เราเล่าพลางเรียนแปลคำอธิบายใจความของสูตรนั้น
ที่เขาเรียกว่าพฤตินัยปกรณ์ไปพลาง ครูของเราดูเหมือนไม่ชำนาญมูล แต่พอสอนให้แปลไปได้
แต่ไม่ถนัดแนะให้เข้าใจความที่กล่าว ตกเป็นหน้าที่ของเราจะเข้าใจเอาเอง
ลงปลายแกหาหนังสือที่แปลสำเร็จตลอดถึงคำอธิบายในภาษาไทย ซึ่งเรียกว่านิสัยมูลมาให้อ่านเอาเอง ฯ
.............................................
เนื้อหาบางส่วนจาก
พระประวัติตรัสเล่า - สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/monk-raja/krompraya_vajirayarn-hist-พระประวัติตรัสเล่า.htm