"จะบอกว่าคนอื่นผิด ไม่ตรง แล้ว...ตัวคุณเองรู้เรื่องรึยัง เคยศึกษารึยัง ถ้ายัง คุณก็ไม่ต่างอะไรกับ คนพาลโง่ๆ เท่านั้นเอง คุณถามบอกว่ามีตรงไหนในพระไตรปิฏกให้ยกมา.. ก็ขอบอกตามตรงว่าผมยกมาให้ไม่ได้หรอก เพราะอะไร? เพราะมันไม่มี... พระพุทธเจ้าและพระไตรปิฏก ไม่เคยอธิบายลักษณะของนิพพานไว้ชัดเจนเลย แต่เพราะพระพุทธศาสนาไม่ใช่อะไรที่มันง่ายขนาดนั้นไงคับ พระพุทธองค์เป็นผู้เลิศด้วยพระปัญญาธิคุณ ท่านจะไม่บอกอะไรให้มันตรง เพราะถ้ารู้คำตอบแล้ว สัตว์มันก็จะคล้านและไม่คิด พิจารณา ก็เหมือนโจทย์คณิตที่เด็กมันรู้คำตอบแล้ว ครูจะสอนทำไม ครูต้องให้ตัวแปลต่างๆไป ในที่นี้ ตัวแปล x = นิพพาน คือ การดับกองทุกข์ , สูตร = กฏไตรลักษณ์ อนัตตลักขสูตร ทีนี้สาวกพุทธบริษัทคือนักเรียนที่ต้องมาแก้โจทย์ เรื่องนี้ต้องอธิบายยาวตั้งแต่ตรัสรู้.... วันที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ทรงเข้าสู่พระญาณในลำดับต่างๆลึกลงไปลึกลงไปเป็นลำดับๆ ---จากเห็นธรรม=>สู่พิจารณาธรรม=>สู่เข้าถึงธรรม=>สู่สุดท้ายเป็นแหล่ง เป็นองค์แห่งธรรม--- คือ ธรรมกาย เป็น ธรรมขันธ์ ธรรม มีความหมายหนึ่งว่า เที่ยง เรามักใช้เป็นคำซ้อนความหมายว่า"เที่ยงธรรม" หลวงปู่สดท่านว่า องค์ธรรมกายนี้ จะซ้อนขนาดพอดีกับกายองค์พระมหาบุรุษ จะมีเพียงเกศบัวตูมที่โผล่ขึ้นมา และต่างกันที่สรีระสังขารขององค์พระมหาบุรุษประกอบขึ้นจากเบญจขันธ์ แต่องค์ธรรมกายของพระตถาคตเป็น ธรรมขันธ์
ฉะนี้แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า"ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ = ตถาคต คือ ธรรมกาย " ทีนี้แล้วข้ามมายังวันปรินิพพาน นิพพาน แปลว่า ดับ ดับซึ่งกองทุกข์ นิพพานแบ่งเป็นสองประเภท คัมภีร์พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะกล่าวถึงนิพพาน 2 ประเภท คือ -- 1.สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ(นิพพานไม่ถอดกาย) นิพพานธาตุยังมีอุปาทิเหลือ ยังเกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 กล่าวคือดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ --
-- 2.อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ(นิพพานถอดกาย) นิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 กล่าวคือดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่อีกเรา --มักได้ยินคำว่า ดับ"ขันธ"ปรินิพพาน ขันธะหรือขันธ์ในที่นี้คือ เบญจขันธ์ ซึ่งเป็นเหตุ แห่งกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แต่พอดับสิ้นแล้ว เหลือ ธรรมขันธ์ ทรงนิพพานด้วยธรรมขันธ์ ธรรมขันธ์ ที่เป็น นิเสธกับ เบญจขันธ์ เป็นอัตตา คือ ที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นเหตุแห่งกิเลสเป็นกองสุข ที่เที่ยง เป็นบรมสุข ที่เป็นนิเสธกับ อนัตตา คือ ที่เป็นสังขาร เป็นเหตุแห่งกิเลสเป็นกองทุกข์ ที่ไม่เที่ยง เป็นบรมทุกข์ ถ้าใครบอกว่านิพพานเป็นอนัตตาแล้วไซร้ ก็คือจะเข้าสู่อนัตตลักขสูตร วกกลับเข้าสู่ ความเป็นเบญจขันธ์ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งกิเลสอีกครั้ง นิพพานต้องตรงข้ามกับกฏไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้อง เป็น นิจจัง ทุกขัง อัตตา ต้องเป็นเที่ยง ต้องเป็นสุข แน่นอน ที่พระท่านหนึ่งอธิบายว่า การไม่ตายมีทางเดียวคือไม่เกิด นี่ไง เป็น ธรรมขันธ์ เป็นอัตตา ไม่มีเกิด ไม่มีตาย เป็นเที่ยง เป็นธรรมอยู่อย่างนั้น
น่าจะครบถ้วนพอเข้าใจแล้วแหล่ะ "
ไปเจอมา... ทำไมนิพพานเป็นอัตตา
ฉะนี้แล้ว พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า"ธมฺมกาโย อหํ อิติปิ = ตถาคต คือ ธรรมกาย " ทีนี้แล้วข้ามมายังวันปรินิพพาน นิพพาน แปลว่า ดับ ดับซึ่งกองทุกข์ นิพพานแบ่งเป็นสองประเภท คัมภีร์พระไตรปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะกล่าวถึงนิพพาน 2 ประเภท คือ -- 1.สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ(นิพพานไม่ถอดกาย) นิพพานธาตุยังมีอุปาทิเหลือ ยังเกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 กล่าวคือดับกิเลสแต่ยังมีเบญจขันธ์เหลือ --
-- 2.อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ(นิพพานถอดกาย) นิพพานธาตุที่ไม่มีอุปาทิเหลือ หรือนิพพานที่ไม่เกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 กล่าวคือดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่อีกเรา --มักได้ยินคำว่า ดับ"ขันธ"ปรินิพพาน ขันธะหรือขันธ์ในที่นี้คือ เบญจขันธ์ ซึ่งเป็นเหตุ แห่งกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง เป็นอนัตตา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ แต่พอดับสิ้นแล้ว เหลือ ธรรมขันธ์ ทรงนิพพานด้วยธรรมขันธ์ ธรรมขันธ์ ที่เป็น นิเสธกับ เบญจขันธ์ เป็นอัตตา คือ ที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นเหตุแห่งกิเลสเป็นกองสุข ที่เที่ยง เป็นบรมสุข ที่เป็นนิเสธกับ อนัตตา คือ ที่เป็นสังขาร เป็นเหตุแห่งกิเลสเป็นกองทุกข์ ที่ไม่เที่ยง เป็นบรมทุกข์ ถ้าใครบอกว่านิพพานเป็นอนัตตาแล้วไซร้ ก็คือจะเข้าสู่อนัตตลักขสูตร วกกลับเข้าสู่ ความเป็นเบญจขันธ์ ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นเหตุแห่งกิเลสอีกครั้ง นิพพานต้องตรงข้ามกับกฏไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ต้อง เป็น นิจจัง ทุกขัง อัตตา ต้องเป็นเที่ยง ต้องเป็นสุข แน่นอน ที่พระท่านหนึ่งอธิบายว่า การไม่ตายมีทางเดียวคือไม่เกิด นี่ไง เป็น ธรรมขันธ์ เป็นอัตตา ไม่มีเกิด ไม่มีตาย เป็นเที่ยง เป็นธรรมอยู่อย่างนั้น
น่าจะครบถ้วนพอเข้าใจแล้วแหล่ะ "