ผลดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน ของเดือนเมษายน 2558 ครับ

กระทู้สนทนา


รายงานฉบับเต็ม: http://goo.gl/p6V4E3
ที่มา: http://www.facebook.com/fetco

นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ได้มีการสำรวจความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยทิศทางตลาดทุนเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา (Bearish) อันเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเป็นหลัก

•    ในอีก 3 เดือนข้างหน้าดัชนีความเชื่อมั่นเริ่มเข้าสู่ภาวะซบเซา (Bearish) โดยดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ 78.90 (จากช่วงค่าดัชนี 0 – 200) ปรับตัวลดลงถึง 33.5% เมื่อเปรียบเทียบจากดัชนีในเดือนที่ผ่านมา (ดัชนีเดือนที่ผ่านมาอยู่ที่ 118.64) แสดงให้เห็นว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นลดลงอย่างมาก และเมื่อพิจารณาดัชนีความเชื่อมั่นรายกลุ่ม พบว่านักลงทุนทุกกลุ่มมองไปในทิศทางเดียวกันว่าตลาดจะปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Proprietary trader) อยู่ที่ 100.00 (Neutral) กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ อยู่ที่ 85.71 (Neutral) นักลงทุนรายย่อย 76.79 (Bearish) และสถาบันในประเทศ 76.47 (Bearish) ตามลำดับ
•    หมวดอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
•    หมวดอุตสาหกรรมที่ไม่น่าลงทุนมากที่สุด คือ หมวดยานยนต์ (AUTO)
•    ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อมั่นนั้น ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจในประเทศเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลหลัก รองลงมาคือ นโยบายด้านเศรษฐกิจ และเศรษฐกิจต่างประเทศ ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยภายนอกที่นักลงทุนมองว่ายังคงส่งผลต่อทิศทางตลาด เช่น การไหลเข้าออกของเงินทุน การใช้มาตรการนโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่างประเทศ การปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) การก่อการร้าย เป็นต้น นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. เศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่ำ สถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง การลงทุนของภาครัฐ เป็นต้น
ดร.สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาวะการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ขณะนี้ ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันนับจากต้นปีมีมูลค่าประมาณ 54,370 ล้านบาท โดยสัดส่วนการซื้อขายของนักลงทุน เป็นนักลงทุนบุคคลในประเทศ 64% นักลงทุนสถาบันในประเทศ 8.5%  นักลงทุนต่างประเทศ 19% และบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ 8.5% มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดเป็นประมาณ 15.5 ล้านล้านบาท โดยที่ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันของเดือนมีนาคม มีมูลค่าลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ ประมาณ 18% ส่วนการซื้อขายอนุพันธ์ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ single stock future โดยมีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 110,300 สัญญา

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วง 3 -6 เดือนหลังอาจจะดูเหมือนว่ามีการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการชะลอตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการส่งออก อันเนื่องจากผลกระทบของราคาสินค้าเกษตรที่ค่อนข้างต่ำและการหดตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มยูโรโซนและประเทศจีนซึ่งถือเป็นคู่ค้ารายสำคัญของประเทศไทย รวมถึงการกระจายเม็ดเงินของภาครัฐยังคงมีความล่าช้า อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสามารถดำเนินการประมูลรถไฟฟ้าสายสีเขียวได้เสร็จสิ้นไปด้วยดีตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว และการอนุมัติงบการจัดสร้างมอเตอร์เวย์อีก 4 หมื่นกว่าล้านบาท รวมไปถึงการเตรียมการจัดการประมูลโครงการรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าสายสีส้มและสีชมพู และการสร้างมอเตอร์เวย์เพิ่มและสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 ถือเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจะเร่งดำเนินการจัดการเรื่องการลงทุนของภาครัฐอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรมต่อไป เพื่อเป็นการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากภาคเอกชนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่