เห็นช่วงนี้มีดราม่าเล็กๆเรื่องบทวิจารณ์ Fast7 ก็เลยคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งจริงๆแล้วอยากจะเขียนมาตั้งแต่ Transformers 4 แล้วครับ ซึ่งก็ไม่ได้ต้องการมาช่วยสนับสนุนฝั่งนักวิจารณ์ เพียงแต่อยากให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างคนดูกับนักวิจารณ์ จนเกิดเป็นสังคมภาพยนตร์ที่น่ารักขึ้นมาครับ
คำว่า “สมเหตุสมผล” ในบทวิจารณ์ภาพยนตร์ คืออะไร
ก่อนที่จะพูดถึงประเด็นนี้กัน คงต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ตัวผมเองไม่ได้ยกตัวเองเป็นนักวิจารณ์อะไรทั้งนั้น ผมมองตัวเองว่าเป็นคนดูหนังคนหนึ่งที่อยากแชร์อารมณ์ ความรู้สึก และอยากตีความเนื้อหาในภาพยนตร์ที่ตนเองดูกับคนอื่นๆ จึงหันมาหัดรีวิว หรือที่เรียกกันว่าวิจารณ์ภาพยนตร์นั่นเอง
บทรีวิวที่มักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนดูหนังซะมาก มักจะเป็นหนังแอ๊คชั่นบล็อคบัสเตอร์ที่มีผู้ชมรอคอย หรือมีฐานแฟนคลับมหาศาล อย่างในกรณีเรื่อง Transformers หรือแม้กระทั่งหนังอย่าง Fast 7 ก็เข้าอยู่ในปัญหาดังกล่าว
ปัญหามักจะเกิดขึ้นเมื่อบทรีวิวตีความหนังในเชิงลบ โดยเฉพาะด้านบทภาพยนตร์ที่มักจะมาพร้อมกับคำว่า “ไม่สมเหตุสมผล” “ไม่สมจริง” “ไม่น่าเชื่อถือ” และแน่นอนเสียงตอบรับจากฝั่งคนดูจะตีกลับมาประมาณว่า “อย่างดูหนังสมจริงไปดูสารคดีสิ” “จะเอาไรมากกับหนังเรื่องนี้ เค้าดูเอามันส์”
ตัวผมเองเข้าใจความขัดใจของทางฝั่งคนดูดี แต่เอาจริงๆแล้ว ฝั่งคนดูเข้าใจสารที่ผู้วิจารณ์สื่อหรือรีวิวออกมาในคนละประเด็นอย่างรุนแรงเลยล่ะครับ
“ความสมจริง” “เหตุและผล” เหล่านี้ในบทวิจารณ์ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงของโลกนอกจอภาพยนตร์ครับ มันไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตจริง หากแต่ความสมจริง และเหตุและผลดังกล่าว อยู่บนพื้นฐาน กฎเกณฑ์ ที่หนังได้สร้างขึ้นมา
อ่านแล้วงงไหมครับ
เอาง่ายๆอย่างนี้ก่อน การเหาะเหินเดินอากาศ สงครามหุ่นยนต์ โลกแฟนตาซี พ่อมด แม่มด ภูติผีปิศาจ ในมุมมองของนักวิจารณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุและผล หรือไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่สมจริงแต่อย่างใด นักวิจารณ์ไม่ได้มีปัญหากับสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด เพราะนักวิจารณ์กับคนดูหนังมันก็คนเดียวกันแหละครับ การที่เข้าไปดูหนังเรื่องไหน เราก็ต้องยึดเอาเหตุ เอาผล และแก่นของหนังเรื่องนี้มาเป็น “พื้นฐาน” ความสมจริงและเหตุและผลดังกล่าว
แล้ว ความไม่สมเหตุ สมผล ของนักวิจารณ์ ล่ะคืออะไร
มันคือความไม่น่าเชื่อถือที่มาจากแก่นเรื่องจากที่ตัวหนังสร้างมันขึ้นมาเองนั่นแหละครับ ผมก็ไม่ได้รู้ภาษาหนัง ภาษาทางการ ผมขอลองยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆแทนแล้วกัน (หากคิดว่าที่ยกตัวอย่างมามันดูมั่วและไม่น่าเชื่อถือ ได้โปรดแย้งเลยนะครับ ถือว่าเรามาถกปัญหากัน)
สมมติมีหนังเรื่องหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของพ่อมดหมอผี แต่อยู่ดีๆตอนจบ มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาช่วยเหลือตัวเอกที่เป็นพ่อมดซะอย่างนั้น มองเห็นถึงความไม่สมจริงไหมครับ เราไม่ได้มองว่าพ่อมดหมอผีเป็นเรื่องไร้เหตุผล แต่มนุษย์ต่างดาวในตอนท้ายนั่นแหละที่ไม่เข้ากับพื้นฐานของหนังเรื่องนี้ที่อยู่บนเวทมนตร์เลย
หรือจะยกตัวอย่างแบบนี้ให้มันเข้าใกล้ภาพยนตร์จริงๆมาสักหน่อย
สมมติมีหนังที่เล่าเรื่องของสายลับยุคปัจจุบัน แต่ในช่วงคับขันที่พระเอกกำลังจะตาย อยู่ดีๆพระเอกก็มีอุปกรณ์สุดไฮเทคที่ไม่คิดว่าจะมีในหนังเรื่องนี้โผล่เข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที รู้สึกไหมครับว่ามันไม่สมจริง และไม่สมเหตุสมผล
และมีอีกความไม่สมเหตุสมผลอีกเรื่องที่มักจะปรากฎในบทวิจารณ์อยู่บ่อยๆ นั่นคือความไม่สมเหตุสมผลของการตัดสินใจเลือกของตัวละครที่มันหลุดจากคอมมอนเซนส์ของคนทั่วไป หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ผู้สร้างหนังใส่ขึ้นมาเพื่อแก้ปมปัญหาบางอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อถือ
ขอยกตัวอย่างในกรณีนี้ครับ
สมมติว่าพระเอกต้องหนีผู้ร้าย แล้วไปเจอทางแยก ซึ่งมันก็เห็นอยู่ทนโท่ว่า แยกซ้ายจะพาพระเอกไปขึ้นเครื่องบินหนีผู้ร้ายได้ทันที แต่ในขณะที่แยกขวาพระเอกจะต้องใช้ทั้งฟรีรันนิ่ง อุปกรณ์ไฮเทค และตัวละครลับอีกสักฝูงมาช่วยพระเอก รู้สึกไหมล่ะครับว่ามันขัดใจยังไงชอบกลทั้งๆที่ก็เห็นกันอยู่ชัดๆว่าเดินไปแยกซ้ายก็หนีพระเอกพ้นละ
และในกรณีเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลที่ใส่เข้ามาก็อย่างเช่น นางเอกกำลังจะถูกตัวร้ายเข้าข่มขืน โอกาสที่จะรอดชีวิตมันชวนให้คนดูคิดว่านางเอกต้องใช้กลยุทธ์หรือวิธีการอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่จู่ๆพระเอกที่อยู่ห่างกันไปเป็นสิบกิโลโดยที่ไม่มีพาหนะใดๆพาพระเอกมา ทั้งๆที่ในหนังมันก็บอกอยู่โต้งๆว่าพระเอกอยู่ห่างจากนางเอกตั้งสิบกิโลในฉากตะกี้นี้เอง
เริ่มมองภาพออกไหมครับว่า “ความสมจริง” และ “เหตุและผล” ที่ปรากฎอยู่ในบทวิจารณ์ต่างๆคืออะไร โอเคครับผมยอมรับว่าหนังหลายๆเรื่องมันไม่จำเป็นต้องใช้ความสมจริงมากมายอะไรก็ดูสนุกได้ อย่างกรณี Transformer 1 ที่ผมก็ยังคิดไม่ตกว่ามันจะเอา The Cube มาตีกันในเมืองทำไม แต่ด้วยบทที่ฉับไว รวดเร็ว และแอ๊คชั่นที่น่าตื่นตา มันก็ทำให้ผมลืมความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆน้อยๆนี้ไปได้ แต่ยังไงก็ตามหนังหลายๆเรื่องมันมีจุดอ่อนเรื่องความสมเหตุสมผลนี้มากเกินไปจนเราไม่อาจจะมองข้ามไปได้ จนหนังหลายๆเรื่องที่แอ๊คชั่นดีเลิศ แต่ดูจบเรากลับไม่สนุกเท่าที่ควร นั่นก็เพราะความไม่สมเหตุสมผลที่ชวนให้คนดูอินกับหนังได้มากกว่านี้ และตั้องยอมรับเลยว่าหนังที่มีบทดีๆ บางครั้งเรากลับรู้สึกว่ามันแอ๊คชั่นมากกว่าหนังแอ๊คชั่นทั้งเรื่องซะอีกทั้งๆที่หนังเรื่องนั้นกลับมีฉากแอ๊คชั่นไม่กี่ฉากเท่านั้น
สุดท้าย เมื่ออ่านจนมาถึงตรงนี้ อยากให้เพื่อนลองคิดกันเล่นๆว่า ระหว่าง Pacific Rim กับ ต้มยำกุ้ง 2 อะไรสมจริงและมีเหตุและผลกว่ากัน หากนักวิจารณ์ยึดหลักพื้นฐานเรื่องเหตุและผลในชีวิตจริง Pacific Rim คงโดนถล่มเละเรื่องความสมจริงครับ ผมเคยเจอบทความวิทยาศาสตร์อันหนึ่งเรื่องการสร้างหุ่นยนตร์ไซส์กันดั้มว่าไม่มีทางสร้างได้จริงเลยแค่นี้หนัง Pacific Rim ก็แป้กกับพื้นฐานความเป็นจริงแล้ว และเรื่องราวของต้มยำกุ้ง 2 ยังดูน่าเกิดขึ้นจริงมากกว่า แต่เอ๊ะ ทำไมเราถึงไม่พูดถึงเรื่องความไม่จริงกับ Pacific Rim แต่เรากลับบ่นความไร้เหตุผลของต้มยำกุ้ง 2 มากกว่าซะอย่างนั้นล่ะ เหตุผลก็อยู่ในบทความที่ผมเขียนนั่นแหละครับ
สรุปแล้ว หนังจะสนุก ไม่สนุก มันก็อยู่ที่ทัศคติ ประสบการณ์ อารมณ์ ความชื่นชอบ ที่ต่างๆไปในแต่ละคน มันก็ต้องมีบ้างที่บทวิจารณ์บางอย่างจะถูกใจคนกลุ่มหนึ่ง และไม่ถูกใจคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันก็ย่อมเกิดขึ้นได้ และมันจะไม่เกิดดราม่าขึ้นเลยหากเราวิจารณ์ หรือแม้กระทั่งจะวิจารณ์บทวิจารณ์ที่เราไม่ชื่นชอบได้หากเราวิจารณ์ หรือติติงให้มีเหตุและผล และไม่ใช้อารมณ์มาโจมตีกันและกันครับ
และบทความนี้ก็เช่นกัน หากมีความเห็นขัดแย้ง ไม่เห็นด้วย มาแย้งได้เลยครับ และมาพูดคุยกันว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกันครับ
https://www.facebook.com/JacKobotReview/photos/a.261764163840635.83587.246975608652824/1075270015823375/?type=1&theater
ความ "ไม่สมจริง" และ "ไม่สมเหตุสมผล" ในหนังคืออะไรในความคิดของคนรีวิวหนัง
เห็นช่วงนี้มีดราม่าเล็กๆเรื่องบทวิจารณ์ Fast7 ก็เลยคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ซึ่งจริงๆแล้วอยากจะเขียนมาตั้งแต่ Transformers 4 แล้วครับ ซึ่งก็ไม่ได้ต้องการมาช่วยสนับสนุนฝั่งนักวิจารณ์ เพียงแต่อยากให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างคนดูกับนักวิจารณ์ จนเกิดเป็นสังคมภาพยนตร์ที่น่ารักขึ้นมาครับ
คำว่า “สมเหตุสมผล” ในบทวิจารณ์ภาพยนตร์ คืออะไร
ก่อนที่จะพูดถึงประเด็นนี้กัน คงต้องออกตัวก่อนนะครับว่า ตัวผมเองไม่ได้ยกตัวเองเป็นนักวิจารณ์อะไรทั้งนั้น ผมมองตัวเองว่าเป็นคนดูหนังคนหนึ่งที่อยากแชร์อารมณ์ ความรู้สึก และอยากตีความเนื้อหาในภาพยนตร์ที่ตนเองดูกับคนอื่นๆ จึงหันมาหัดรีวิว หรือที่เรียกกันว่าวิจารณ์ภาพยนตร์นั่นเอง
บทรีวิวที่มักจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนดูหนังซะมาก มักจะเป็นหนังแอ๊คชั่นบล็อคบัสเตอร์ที่มีผู้ชมรอคอย หรือมีฐานแฟนคลับมหาศาล อย่างในกรณีเรื่อง Transformers หรือแม้กระทั่งหนังอย่าง Fast 7 ก็เข้าอยู่ในปัญหาดังกล่าว
ปัญหามักจะเกิดขึ้นเมื่อบทรีวิวตีความหนังในเชิงลบ โดยเฉพาะด้านบทภาพยนตร์ที่มักจะมาพร้อมกับคำว่า “ไม่สมเหตุสมผล” “ไม่สมจริง” “ไม่น่าเชื่อถือ” และแน่นอนเสียงตอบรับจากฝั่งคนดูจะตีกลับมาประมาณว่า “อย่างดูหนังสมจริงไปดูสารคดีสิ” “จะเอาไรมากกับหนังเรื่องนี้ เค้าดูเอามันส์”
ตัวผมเองเข้าใจความขัดใจของทางฝั่งคนดูดี แต่เอาจริงๆแล้ว ฝั่งคนดูเข้าใจสารที่ผู้วิจารณ์สื่อหรือรีวิวออกมาในคนละประเด็นอย่างรุนแรงเลยล่ะครับ
“ความสมจริง” “เหตุและผล” เหล่านี้ในบทวิจารณ์ไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงของโลกนอกจอภาพยนตร์ครับ มันไม่ได้ยืนอยู่บนพื้นฐานกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ในชีวิตจริง หากแต่ความสมจริง และเหตุและผลดังกล่าว อยู่บนพื้นฐาน กฎเกณฑ์ ที่หนังได้สร้างขึ้นมา
อ่านแล้วงงไหมครับ
เอาง่ายๆอย่างนี้ก่อน การเหาะเหินเดินอากาศ สงครามหุ่นยนต์ โลกแฟนตาซี พ่อมด แม่มด ภูติผีปิศาจ ในมุมมองของนักวิจารณ์ ไม่ใช่สิ่งที่ไร้เหตุและผล หรือไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่สมจริงแต่อย่างใด นักวิจารณ์ไม่ได้มีปัญหากับสิ่งเหล่านี้แต่อย่างใด เพราะนักวิจารณ์กับคนดูหนังมันก็คนเดียวกันแหละครับ การที่เข้าไปดูหนังเรื่องไหน เราก็ต้องยึดเอาเหตุ เอาผล และแก่นของหนังเรื่องนี้มาเป็น “พื้นฐาน” ความสมจริงและเหตุและผลดังกล่าว
แล้ว ความไม่สมเหตุ สมผล ของนักวิจารณ์ ล่ะคืออะไร
มันคือความไม่น่าเชื่อถือที่มาจากแก่นเรื่องจากที่ตัวหนังสร้างมันขึ้นมาเองนั่นแหละครับ ผมก็ไม่ได้รู้ภาษาหนัง ภาษาทางการ ผมขอลองยกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายๆแทนแล้วกัน (หากคิดว่าที่ยกตัวอย่างมามันดูมั่วและไม่น่าเชื่อถือ ได้โปรดแย้งเลยนะครับ ถือว่าเรามาถกปัญหากัน)
สมมติมีหนังเรื่องหนึ่ง บอกเล่าเรื่องราวของพ่อมดหมอผี แต่อยู่ดีๆตอนจบ มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาช่วยเหลือตัวเอกที่เป็นพ่อมดซะอย่างนั้น มองเห็นถึงความไม่สมจริงไหมครับ เราไม่ได้มองว่าพ่อมดหมอผีเป็นเรื่องไร้เหตุผล แต่มนุษย์ต่างดาวในตอนท้ายนั่นแหละที่ไม่เข้ากับพื้นฐานของหนังเรื่องนี้ที่อยู่บนเวทมนตร์เลย
หรือจะยกตัวอย่างแบบนี้ให้มันเข้าใกล้ภาพยนตร์จริงๆมาสักหน่อย
สมมติมีหนังที่เล่าเรื่องของสายลับยุคปัจจุบัน แต่ในช่วงคับขันที่พระเอกกำลังจะตาย อยู่ดีๆพระเอกก็มีอุปกรณ์สุดไฮเทคที่ไม่คิดว่าจะมีในหนังเรื่องนี้โผล่เข้ามาช่วยอย่างทันท่วงที รู้สึกไหมครับว่ามันไม่สมจริง และไม่สมเหตุสมผล
และมีอีกความไม่สมเหตุสมผลอีกเรื่องที่มักจะปรากฎในบทวิจารณ์อยู่บ่อยๆ นั่นคือความไม่สมเหตุสมผลของการตัดสินใจเลือกของตัวละครที่มันหลุดจากคอมมอนเซนส์ของคนทั่วไป หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ที่ผู้สร้างหนังใส่ขึ้นมาเพื่อแก้ปมปัญหาบางอย่างได้อย่างไม่น่าเชื่อถือ
ขอยกตัวอย่างในกรณีนี้ครับ
สมมติว่าพระเอกต้องหนีผู้ร้าย แล้วไปเจอทางแยก ซึ่งมันก็เห็นอยู่ทนโท่ว่า แยกซ้ายจะพาพระเอกไปขึ้นเครื่องบินหนีผู้ร้ายได้ทันที แต่ในขณะที่แยกขวาพระเอกจะต้องใช้ทั้งฟรีรันนิ่ง อุปกรณ์ไฮเทค และตัวละครลับอีกสักฝูงมาช่วยพระเอก รู้สึกไหมล่ะครับว่ามันขัดใจยังไงชอบกลทั้งๆที่ก็เห็นกันอยู่ชัดๆว่าเดินไปแยกซ้ายก็หนีพระเอกพ้นละ
และในกรณีเหตุการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลที่ใส่เข้ามาก็อย่างเช่น นางเอกกำลังจะถูกตัวร้ายเข้าข่มขืน โอกาสที่จะรอดชีวิตมันชวนให้คนดูคิดว่านางเอกต้องใช้กลยุทธ์หรือวิธีการอะไรสักอย่างแน่ๆ แต่จู่ๆพระเอกที่อยู่ห่างกันไปเป็นสิบกิโลโดยที่ไม่มีพาหนะใดๆพาพระเอกมา ทั้งๆที่ในหนังมันก็บอกอยู่โต้งๆว่าพระเอกอยู่ห่างจากนางเอกตั้งสิบกิโลในฉากตะกี้นี้เอง
เริ่มมองภาพออกไหมครับว่า “ความสมจริง” และ “เหตุและผล” ที่ปรากฎอยู่ในบทวิจารณ์ต่างๆคืออะไร โอเคครับผมยอมรับว่าหนังหลายๆเรื่องมันไม่จำเป็นต้องใช้ความสมจริงมากมายอะไรก็ดูสนุกได้ อย่างกรณี Transformer 1 ที่ผมก็ยังคิดไม่ตกว่ามันจะเอา The Cube มาตีกันในเมืองทำไม แต่ด้วยบทที่ฉับไว รวดเร็ว และแอ๊คชั่นที่น่าตื่นตา มันก็ทำให้ผมลืมความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆน้อยๆนี้ไปได้ แต่ยังไงก็ตามหนังหลายๆเรื่องมันมีจุดอ่อนเรื่องความสมเหตุสมผลนี้มากเกินไปจนเราไม่อาจจะมองข้ามไปได้ จนหนังหลายๆเรื่องที่แอ๊คชั่นดีเลิศ แต่ดูจบเรากลับไม่สนุกเท่าที่ควร นั่นก็เพราะความไม่สมเหตุสมผลที่ชวนให้คนดูอินกับหนังได้มากกว่านี้ และตั้องยอมรับเลยว่าหนังที่มีบทดีๆ บางครั้งเรากลับรู้สึกว่ามันแอ๊คชั่นมากกว่าหนังแอ๊คชั่นทั้งเรื่องซะอีกทั้งๆที่หนังเรื่องนั้นกลับมีฉากแอ๊คชั่นไม่กี่ฉากเท่านั้น
สุดท้าย เมื่ออ่านจนมาถึงตรงนี้ อยากให้เพื่อนลองคิดกันเล่นๆว่า ระหว่าง Pacific Rim กับ ต้มยำกุ้ง 2 อะไรสมจริงและมีเหตุและผลกว่ากัน หากนักวิจารณ์ยึดหลักพื้นฐานเรื่องเหตุและผลในชีวิตจริง Pacific Rim คงโดนถล่มเละเรื่องความสมจริงครับ ผมเคยเจอบทความวิทยาศาสตร์อันหนึ่งเรื่องการสร้างหุ่นยนตร์ไซส์กันดั้มว่าไม่มีทางสร้างได้จริงเลยแค่นี้หนัง Pacific Rim ก็แป้กกับพื้นฐานความเป็นจริงแล้ว และเรื่องราวของต้มยำกุ้ง 2 ยังดูน่าเกิดขึ้นจริงมากกว่า แต่เอ๊ะ ทำไมเราถึงไม่พูดถึงเรื่องความไม่จริงกับ Pacific Rim แต่เรากลับบ่นความไร้เหตุผลของต้มยำกุ้ง 2 มากกว่าซะอย่างนั้นล่ะ เหตุผลก็อยู่ในบทความที่ผมเขียนนั่นแหละครับ
สรุปแล้ว หนังจะสนุก ไม่สนุก มันก็อยู่ที่ทัศคติ ประสบการณ์ อารมณ์ ความชื่นชอบ ที่ต่างๆไปในแต่ละคน มันก็ต้องมีบ้างที่บทวิจารณ์บางอย่างจะถูกใจคนกลุ่มหนึ่ง และไม่ถูกใจคนอีกกลุ่มหนึ่ง มันก็ย่อมเกิดขึ้นได้ และมันจะไม่เกิดดราม่าขึ้นเลยหากเราวิจารณ์ หรือแม้กระทั่งจะวิจารณ์บทวิจารณ์ที่เราไม่ชื่นชอบได้หากเราวิจารณ์ หรือติติงให้มีเหตุและผล และไม่ใช้อารมณ์มาโจมตีกันและกันครับ
และบทความนี้ก็เช่นกัน หากมีความเห็นขัดแย้ง ไม่เห็นด้วย มาแย้งได้เลยครับ และมาพูดคุยกันว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกันครับ
https://www.facebook.com/JacKobotReview/photos/a.261764163840635.83587.246975608652824/1075270015823375/?type=1&theater