สวัสดีครับครับ พอดีเพิ่งสมัครพันทิพแล้วก็ตั้งกระทู้นี้เป็นกระทู้แรก คืออยากแลกเปลี่ยนความคิดของเหตุการณ์ที่ผมได้เจอมานะครับ
ก่อนอื่นค่อยไม่เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่พอกำลังศึกษาอยู่นะครับ คือพอดีได้มีโอกาสไปเรียนวิชาเลือกเกี่ยวกับการชมภาพยนตร์ ประมาณนี้แหละครับ จริงๆก็ลงวิชานี้ไม่ติดหรอกครับ แต่ไปเรียนเล่นๆเพราะว่างเวลานั้นพอดี บวกกับชอบดูหนังสัพเพเหระ คือดูสนุกๆ ให้มาวิจารณ์อะไรยังไงก็ไม่ค่อยเป็นหรอกครับ
คือเรื่องมีอยู่ว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งก็ได้ให้ชมหนังเรื่อง EAT PRAY LOVE ก็ดูไปจนจบจนแล้วเหมือนอาจารย์ท่านก็ให้การบ้านแบ่งเป็นข้อๆไปในแต่ละกลุ่ม โดยเรื่องมันก็เกิดขึ้นต่อจากนี้แหละครับ ตอนที่แต่ละกลุ่มออกมาตอบคำถามต่อจากที่อาจารย์ให้การบ้านไป คือพอดีได้มาฟังกลุ่มๆหนึ่ง โดยคำถามน่าจะประมาณว่า ทำไมนางเอก Liz ถึงเขียน e-mailถึงเรื่องราวของโบสถ์ Augustus (ของอภัยครับถ้าคิดชื่อผิดจำไม่ได้ แฮะๆ ) ให้กับสามีก่อนที่แยกทางกัน คำถามก็น่าจะประมาณนี้ครับ โดยที่กลุ่มนั้นก็ส่งนิสิตชาย มาตอบประมาณว่า โบสถ์อันนั้นก็เปรียบเสมือนเรื่องราวความรักของทั้งสองคนนั้น คือไม่มีใครอยากให้เสื่อมหายไป แต่มันเป็นไปตามกาลเวลา ไม่ใช่ความผิดใคร หรืออะไรประมาณนี้แหละครับ ซึ่งผมก็จำครับตอบของนิสิตชายคนนั้นไม่ค่อยจะได้ แต่ผมได้ฟังแล้วรู้สึกเห็นด้วยอย่างมาก แต่คำตอบที่ได้จากอาจารย์ที่สอนกลับบอกว่า “ผิด” (ไม่แน่ใจว่าด้วยน้ำเสียงของอาจารย์ด้วยหรือป่าวที่ทำให้เสียงเหมือนตะคอกอยู่ตลอดเวลา) แล้วอาจารย์ก็ให้เหตุผลอะไรสักอย่างนี้แหละครับ จำคำพูดไม่ค่อยได้ แต่มันก็ไม่ได้ต่างกับนิสิตชายมากมาย อาจต่างแค่คำพูดที่นำมาใช้แค่นั้นเอง แล้วเหมือนอาจารย์ ก็เริ่มต่อว่ากลุ่มนี้ว่าไม่ได้เรื่อง จากนั้นนิสิตชายคนนั้นก็พูดว่า “ตัวหนังน่าจะมีความหมายตามสิ่งที่ผู้ชมตีความ ” ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ก็ยัง (จะใช้คำว่าอะไรดี พูดเสียงดัง ล่ะกัน = =”) ว่า “ก็ใช่ แต่สิ่งที่เธอพูดมามันไม่ถูกเลย แล้วสิ่งที่ฉันบอกเนี่ย คือฉันเจอมา ฉันกรอนกรองออกมาแล้ว “พร้อมกันพูดหน้าชั้นว่าถ้าใครเห็นว่าผู้ชายคนนี้ถูกแล้วฉันคิดผิดให้ยกมือ แน่นอนแหละครับ สังคมไทยก็เงียบ ไม่มีใครกล้าอะไรทั้งนั้น ทั้งที่ในใจนี่ยกไป สองแขนแล้วด้วยซ้ำ คือสรุปอาจารย์ต้องถูกครับ สมาชิกกลุ่มนั้นก็หน้าเอือมๆกันไป จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้แหละครับ อาจารย์ ท่านนี้ก็ให้คะแนน รู้สึกจะ สี่เต็มสิบ ด้วยเหตุผลที่ว่าตอบไม่ตรงกับอาจารย์
คือจากเหตุการณ์ที่ผมเจอทำให้สงสัยว่า การให้คะแนนวิจารณ์ถาพยนต์นั้นควรมีหลักเกณฑ์อย่างไร มันใช่จริงๆหรอครับที่จะยึดตามความคิดบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเป็นบรรทัดฐาน แล้วตัดสินความคิดคนอื่นๆ คือผมมองว่าน่าจะมีหลักการและเหตุผลที่มันมากกว่า คิดไม่เหมือนฉันนะ โดนลบคะแนนไป แล้วประเด็นที่สองเนี่ยคือเหมือนอาจารย์จะประชาธิปไตยมากๆตรงคำพูดที่ว่า “พร้อมกันพูดหน้าชั้นว่าถ้าใครเห็นว่าผู้ชายคนนี้ถูกแล้วฉันคิดผิดให้ยกมือ” แต่ใครจะรับรองได้ว่าถ้ายกไปแล้ว คนที่แสดงความคิดเหตุจะไม่เดือดร้อนจากอาจารย์ ผมมองว่าออกแนว เผด็จการมลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ จริงๆแล้วมีอีกหลายคำพูดที่ผมคิดว่าเป็นระบบคอมมิวนิสพอสมควรครับ แต่มันไม่ใช่ประเด็นครับ ฮ่าๆๆ
คือกระทู้นี้ไม่มีเจตนาล่วงเกินอาจารย์ที่สอนนะครับถ้าท่านใดไม่พอใจหรือเห็นว่าไม่สมควรก็ต้องขออภัยตรงนี้ด้วยครับ
แต่อยากให้ช่วยกันเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนกันใหม่ โดยที่ทำให้นักเรียนยักศึกษาได้มีความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะกลัวกับคะแนนที่จะได้น้อย กลัวที่คิดไม่เหมือนอาจารย์ กลัวโดนตะคอก แล้วอย่างนี้นิสิตจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ไหมครับ โดยเฉพาะเรื่องภาพยนตร์เนี่ยครับ ผมมองว่าเป็นศิลปะ ส่วนความตีความก็น่าจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอกันมา ไม่สมควรจะมาหักคะแนนโดยเหตุผลแบบนั้นเลย อย่างไงก็ฝากเรื่องนี้ให้เป็นประสบการณ์ล่ะกันครับ
การวิจารณ์ภาพยนต์กับการให้คะแนน
ก่อนอื่นค่อยไม่เอ่ยชื่อมหาวิทยาลัยที่พอกำลังศึกษาอยู่นะครับ คือพอดีได้มีโอกาสไปเรียนวิชาเลือกเกี่ยวกับการชมภาพยนตร์ ประมาณนี้แหละครับ จริงๆก็ลงวิชานี้ไม่ติดหรอกครับ แต่ไปเรียนเล่นๆเพราะว่างเวลานั้นพอดี บวกกับชอบดูหนังสัพเพเหระ คือดูสนุกๆ ให้มาวิจารณ์อะไรยังไงก็ไม่ค่อยเป็นหรอกครับ
คือเรื่องมีอยู่ว่า มีอาจารย์ท่านหนึ่งก็ได้ให้ชมหนังเรื่อง EAT PRAY LOVE ก็ดูไปจนจบจนแล้วเหมือนอาจารย์ท่านก็ให้การบ้านแบ่งเป็นข้อๆไปในแต่ละกลุ่ม โดยเรื่องมันก็เกิดขึ้นต่อจากนี้แหละครับ ตอนที่แต่ละกลุ่มออกมาตอบคำถามต่อจากที่อาจารย์ให้การบ้านไป คือพอดีได้มาฟังกลุ่มๆหนึ่ง โดยคำถามน่าจะประมาณว่า ทำไมนางเอก Liz ถึงเขียน e-mailถึงเรื่องราวของโบสถ์ Augustus (ของอภัยครับถ้าคิดชื่อผิดจำไม่ได้ แฮะๆ ) ให้กับสามีก่อนที่แยกทางกัน คำถามก็น่าจะประมาณนี้ครับ โดยที่กลุ่มนั้นก็ส่งนิสิตชาย มาตอบประมาณว่า โบสถ์อันนั้นก็เปรียบเสมือนเรื่องราวความรักของทั้งสองคนนั้น คือไม่มีใครอยากให้เสื่อมหายไป แต่มันเป็นไปตามกาลเวลา ไม่ใช่ความผิดใคร หรืออะไรประมาณนี้แหละครับ ซึ่งผมก็จำครับตอบของนิสิตชายคนนั้นไม่ค่อยจะได้ แต่ผมได้ฟังแล้วรู้สึกเห็นด้วยอย่างมาก แต่คำตอบที่ได้จากอาจารย์ที่สอนกลับบอกว่า “ผิด” (ไม่แน่ใจว่าด้วยน้ำเสียงของอาจารย์ด้วยหรือป่าวที่ทำให้เสียงเหมือนตะคอกอยู่ตลอดเวลา) แล้วอาจารย์ก็ให้เหตุผลอะไรสักอย่างนี้แหละครับ จำคำพูดไม่ค่อยได้ แต่มันก็ไม่ได้ต่างกับนิสิตชายมากมาย อาจต่างแค่คำพูดที่นำมาใช้แค่นั้นเอง แล้วเหมือนอาจารย์ ก็เริ่มต่อว่ากลุ่มนี้ว่าไม่ได้เรื่อง จากนั้นนิสิตชายคนนั้นก็พูดว่า “ตัวหนังน่าจะมีความหมายตามสิ่งที่ผู้ชมตีความ ” ซึ่งอาจารย์ท่านนี้ก็ยัง (จะใช้คำว่าอะไรดี พูดเสียงดัง ล่ะกัน = =”) ว่า “ก็ใช่ แต่สิ่งที่เธอพูดมามันไม่ถูกเลย แล้วสิ่งที่ฉันบอกเนี่ย คือฉันเจอมา ฉันกรอนกรองออกมาแล้ว “พร้อมกันพูดหน้าชั้นว่าถ้าใครเห็นว่าผู้ชายคนนี้ถูกแล้วฉันคิดผิดให้ยกมือ แน่นอนแหละครับ สังคมไทยก็เงียบ ไม่มีใครกล้าอะไรทั้งนั้น ทั้งที่ในใจนี่ยกไป สองแขนแล้วด้วยซ้ำ คือสรุปอาจารย์ต้องถูกครับ สมาชิกกลุ่มนั้นก็หน้าเอือมๆกันไป จุดสำคัญมันอยู่ตรงนี้แหละครับ อาจารย์ ท่านนี้ก็ให้คะแนน รู้สึกจะ สี่เต็มสิบ ด้วยเหตุผลที่ว่าตอบไม่ตรงกับอาจารย์
คือจากเหตุการณ์ที่ผมเจอทำให้สงสัยว่า การให้คะแนนวิจารณ์ถาพยนต์นั้นควรมีหลักเกณฑ์อย่างไร มันใช่จริงๆหรอครับที่จะยึดตามความคิดบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาเป็นบรรทัดฐาน แล้วตัดสินความคิดคนอื่นๆ คือผมมองว่าน่าจะมีหลักการและเหตุผลที่มันมากกว่า คิดไม่เหมือนฉันนะ โดนลบคะแนนไป แล้วประเด็นที่สองเนี่ยคือเหมือนอาจารย์จะประชาธิปไตยมากๆตรงคำพูดที่ว่า “พร้อมกันพูดหน้าชั้นว่าถ้าใครเห็นว่าผู้ชายคนนี้ถูกแล้วฉันคิดผิดให้ยกมือ” แต่ใครจะรับรองได้ว่าถ้ายกไปแล้ว คนที่แสดงความคิดเหตุจะไม่เดือดร้อนจากอาจารย์ ผมมองว่าออกแนว เผด็จการมลเสียมากกว่าด้วยซ้ำ จริงๆแล้วมีอีกหลายคำพูดที่ผมคิดว่าเป็นระบบคอมมิวนิสพอสมควรครับ แต่มันไม่ใช่ประเด็นครับ ฮ่าๆๆ
คือกระทู้นี้ไม่มีเจตนาล่วงเกินอาจารย์ที่สอนนะครับถ้าท่านใดไม่พอใจหรือเห็นว่าไม่สมควรก็ต้องขออภัยตรงนี้ด้วยครับ
แต่อยากให้ช่วยกันเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนกันใหม่ โดยที่ทำให้นักเรียนยักศึกษาได้มีความกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นกันมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะกลัวกับคะแนนที่จะได้น้อย กลัวที่คิดไม่เหมือนอาจารย์ กลัวโดนตะคอก แล้วอย่างนี้นิสิตจะแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ไหมครับ โดยเฉพาะเรื่องภาพยนตร์เนี่ยครับ ผมมองว่าเป็นศิลปะ ส่วนความตีความก็น่าจะแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่แต่ละคนเจอกันมา ไม่สมควรจะมาหักคะแนนโดยเหตุผลแบบนั้นเลย อย่างไงก็ฝากเรื่องนี้ให้เป็นประสบการณ์ล่ะกันครับ