สวัสดีค่ะ ขอมาแชร์ประสบการณ์ความรักของตัวเองนะคะ
แนะนำตัวสักนิด ตอนนี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยค่ะ เราไม่ชอบคนที่อายุน้อยกว่า ไม่ชอบวิศวะสักเท่าไหร่ เคยบอกกับตัวเองตั้งแต่เข้ามาเรียนเลยว่าจะไม่มีแฟนเป็นวิศวะ และข้อสุดท้ายไม่ชอบผู้ชายเงียบๆขรึมๆ เพราะคิดว่าอยู่ด้วยแล้วคงอึดอัดแต่พอมาเจอคนๆนึงเข้า เขาก็มาทำลายกำแพงทุกอย่างให้พังลง ทุกคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เกลียดอย่างไงได้อย่างนั้น” เราเลยขอยืนยันอีกเสียงนึง ว่ามันเป็นความจริง เขาอายุน้อยกว่า2ปี เรียนวิศวะ และก็เป็นพวกมนุษย์เงียบ ปากแข็งและบางทีปากไม่ตรงกับใจอีกต่างหาก เขาก็ดูเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ได้สะดุดตาอะไรเลยสักนิด แต่วันแรกที่เราเจอเขา เรารู้สึกได้ว่า ผู้ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างที่มันทำให้รู้สึกว่า คนๆนี้มีอะไรพิเศษ แต่ว่า ด้วยความที่เราเป็นรุ่นพี่ ก็เลยไม่อยากคิดอะไรมากน้อยจากน้องคนนึงที่มาเรียนวิชาเดียวกันเท่านั้น
สาเหตุที่รู้จักกันได้ก็เพราะอาจารย์ได้คละแต่ละแยกกัน แล้วตานี่ก็เป็นวิศวะคนเดียวที่เรียนวิชานี้อีกต่างหาก เราก็เลยชวนเขาคุยไปเรื่อย พอได้ความมาว่า เขาอ่ะเป็นพวกเงียบๆ ไม่ค่อยคุย ยิ่งกับคนที่ไม่สนิทจะยิ่งไม่ค่อยคุย เราก็เลยบอก เห่ย นี่อ่ะคุยกะพี่ได้นะ พี่คนคุยกะใครได้ไปเรื่อยอ่ะ เฟรนลี่ มีอะไรก็คุยกันได้ ตอนนั้นเราก็เหมือนเป็นคนประสานคนในกลุ่ม เลยขอเฟสทุกคนเพื่อจะเอามาสร้างกลุ่มเพื่อคุยงานกัน พอเราสร้างกลุ่มเสร็จดึงทุกคนเข้ากลุ่มเสร็จ
ตานี่ก็ทักมา บอกว่า “ขอบคุณที่เอาผมเข้ากลุ่มครับ” ละจากนั้นเป็นต้นมา เราก็ชวนเขาคุยไปเรื่อย แบบ เขาตอบมาหนึ่งประโยคเราตอบเขาสี่ห้าบรรทัด จากในเฟสบุ๊คมาต่อเนื่องที่ไลน์กลุ่ม อาจารย์สร้างกลุ่มไลน์ไว้คุยกัน เราก็เลยถามเขาว่า “จะเอายังไงน่ะเธออ่ะ”
เขาก็ตอบมาว่า “พี่ก็ดึงผมเข้ากลุ่มด้วยละกัน”
เราก็เลย “อืมๆ ได้สิ แต่พี่แอดไลน์แบบไอดีใครไม่เป็นนะ”
เขาก็ตอบว่า “ผมก็ไม่เป็นปกติโทรแล้วให้มันขึ้นในไลน์เอา”
เราก็เลย เอาวะ งั้นเอาเบอร์มาเดี๋ยวจัดการเอง
แต่ปกติแล้ว เราจะคุยกับเขาในเฟสมากกว่า ก็คุยเกือบทุกวัน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุยในฐานะอะไรก็เป็นความสัมพันที่ไม่มีชื่อเรียกแต่คิดว่า ต่างคงต่างก็คงรู้สึกดี เราอ่ะ รู้สึกแล้วแหละว่าความรู้สึกมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราก็ไม่อยากผิดหวัง เพราะคิดว่าเขาคงไม่น่าจะรู้สึกอะไรจากเราหรอก ถามว่าเคยโทรหาเขาไหมก็โทรไปนะ ด้วยเหตุผลที่ว่า
เราบอกว่า คุยแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะว่ารู้สึกอะไรอยู่
เขาเลยตอบ พูดงี้ก็โทรมาสิ
เราก็บอก เห่ย อย่าท้านะ โทรไปจริงนะแก
เขาก็บอก กล้าโทรก็กล้ารับ
เราก็เลยตัดสินใจโทรก็โทรว่ะ ตอนแรกก็คิดว่าจะกล้าคุยหรอ จะมีเรื่องคุยกันหรอแต่พอคุยจริงๆเท่านั้นแหละยาวเชียว แต่เราก็ไม่ได้โทรหาเขาบ่อยๆหรอก ปกติก็คุยกันในช่องแชทมากกว่า จนมีอยู่คืนนึง เราบอกเขาว่า มาเดินเล่นคนเดียวใน ม. เขาเลยถามเราว่า “ให้ไปหาหรือเปล่า” ในใจเราก็คิดว่า เขาคงไม่มาจริงๆหรอก แต่ที่ไหนได้ ตานี่มันมาจริงแหะ เราก็เลยรู้สึกเห่ย ทำไมไม่เหมือนคนอื่น เราก็ถาม ทำไมถึงมาอ่ะ เขาก็ตอบมาว่า ความจริงก็อยากมาอยู่แล้ว เราก็อ่อๆ อย่างนี้นี่เอง ละก็เลยเดินเล่น เดินคุยเล่นกันไปเรื่อย แกล้งกันไปแกล้งกันมา ความรู้สึกตอนนั้น มันรู้สึกว่า ยิ่งใกล้ความรู้สึกของตัวเองยิ่งชัดเจน ปกติเวลามาเดินหรือไปไหนมาไหนจะไปคนเดียวเดินคนเดียวมากกว่าแต่พออยู่กับเขายิ่งใกล้กันเรายิ่งเข้าใจของการมีใครสักคนมาเดินข้างๆกัน แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกกับเรายังไง ไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แค่รู้ใจตัวเองก็พอแล้วแหละ เราก็ได้แต่ถามตัวเองในใจ เห่ย นี่เราตกหลุมรักผู้ชายคนนี้แล้วสินะ
พอแยกย้ายกันกลับเราก็ส่งข้อความในแชทไปว่า ขอบคุณนะที่มาเดินเป็นเพื่อน เขาก็ตอบกลับมาว่า ไม่ต้องขอบคุณหรอก เขาเองก็อยากไปอยู่พอดี เราก็คิดนะ ว่า เขาคงไม่รู้สึกอะไรกับเราจริงๆหรอก แต่นะ เราก็อยากทำตามความรู้สึกของตัวเอง ไม่อยากให้เขาเดินผ่านมาแล้วก็เดินหายไปโดยที่เราไม่ทำอะไร
บางทีเราก็ งงๆ กับการกระทำของเขานะ ที่อยู่ดีๆมาขอรูปเรา เราก็ถามจะเอาไปทำอะไรเนี่ย เขาก็บอกเอาเก็บไว้งั้นแหละ เราก็เลยส่งรูปให้ไป
เคยได้ยินไหมคะ ว่าเราสามารถตกหลุมรักคนๆนึงได้เป็นร้อยเป็นพันครั้ง และเขาก็ทำให้เราตกหลุมรักเขาอีกครั้งนึง จำได้ว่าตอนนั้นเขาบอกว่าจะไปขี่รถเล่น เราก็ออกอาการเป็นห่วงเขาแหละ ก็เลยบอกไปว่า ขี่รถดีๆห้ามเป็นอะไรไปล่ะ เขาก็ตอบ อืม จะระวังไม่ให้เป็นอะไรก็แล้วกัน เราก็เลยบอกเขาว่า ถ้าเป็นอะไรนะ น่าดู เขาก็เลยตอบมาว่า ถ้ารับปากทำได้อยู่แล้วแหละ เราก็เลย ส่งรูปนิ้วก้อยไป ละบอกว่า สัญญาสิ เขาก็เลย ส่งรูปนิ้วก้อยเขากลับมาเหมือนกัน (ทุกวันนี้ยังเก็บรูปนั้นไว้อยู่เลย) แถมยังตั้งฉายาให้กันด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน
ความสัมพันธ์ของเราก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเราเองนี่แหละ ที่เก็บความรู้สึกไม่อยู่เลยตัดสินใจบอกเขาไปว่ามีอะไรจะบอก เขาก็อาจจะรู้ก็ได้มั้งเลยบอกให้เราโทรไป เรา ก็เลยโทรไปหาเขาแต่กว่าจะรวบรวมความกล้าได้ก็นานโข พูดนู่นพูดนี่ไปเรื่อย เขาก็ถาม อ่าวไหนบอกว่าจะบอกอะไรให้ฟังไม่ใช่หรอ เราก็อ้ำอึ้งๆ กว่าจะบอกได้ก็ยากพอสมควร กลัวก็กลัวว่าจะผิดหวังว่าเขาอาจไม่คิดเหมือนเรา
แต่สุดท้ายเราก็บอก “ชอบตัวเล็กนะ” (ฉายาที่เราตั้งให้)
เขาก็ “อะไรนะไม่ได้ยิน “
เราก็ โอย เขินก็เขิน กลัวก็กลัว เราก็พูดใหม่อีกรอบ
“อื้มมม ชอบตัวเล็กนะ”
แต่เขากลับตอบเราด้วยน้ำเสียงเล่นๆกึ่งเฉยๆว่า “นี่พูดจริงดิ ตั้งแต่เมื่อไหร่”
ในใจเราตอนนั้น อกหักแน่กู เราก็ได้แต่ตอบไปว่า
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้อีกทีชอบไปแล้ว” ทีนี้เขาก็ถามเสียงนิ่งใส่เราอีกว่า “ชอบได้ยังไง”
เราก็บอกไม่รู้ “จะชอบใครสักคนต้องมีเหตุด้วยหรอ” พอพูดแบบนั้น เขาก็เงียบไปสักพักนึง
ตอนนั้นเราได้พูดทุกอย่างออกไปแล้วเลยกล้าที่จะพูดแล้ว แต่ในใจก็แอบเศร้าจนเขาน่าจะรู้ว่าน้ำเสียงเราแปลกๆไป แต่ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเราไปทำอะไรให้เขาหมั่นไส้ เหมือนกัน เขาบอกกับเราว่า
“อย่าให้เจอหน้านะ จะกัดหูให้”
เราก็ อ่าว “นี่คนหรือเปล่าเนี่ย อยู่ดีๆจะมากัดหูกัน”
เขาก็เลยตอบเรากลับมาว่า “กัดหูแฟนตัวเองผิดด้วยหรอ”
เราก็ หะ เอ๋อแตกไปสักพัก จำได้ว่าตอนนั้นใจเต้นแรงมาก พูดอะไรไม่ออกเลย
น้ำตาก็ไหลออกมาเฉยเลย เขาก็เลยบอก อ่ะๆ ให้เวลาเขิน
จากนั้นเป็นต้นมาเราก็เป็นแฟนกัน ในใจเราก็ เห่ย นี่เราเป็นแฟนกันแล้วหรอวะ เห่ยนี่ความจริงหรอ แต่ปกติเวลาไปเรียนก็เหมือนปกติไม่ได้แสดงออกอะไรให้คนอื่นรู้ ก็มีคุยกันบ้าง แต่ก็แนวกวนๆกันมากกว่า คนอื่นๆก็ยังรู้ไม่มากเท่าไหร่ นอกจากเพื่อนสนิท แต่เวลาผ่านไปไม่นานหรอก รู้กันไวเชียว เพื่อนฉ้านนนนนน
เราก็ไม่ได้คบกันแบบปิดบังนะ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากมาย ไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆหรือไปเที่ยวด้วยกันไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ออกแนวต่างคนต่างอยู่มากกว่า ด้วยความที่ว่า เขาอยากให้เรามีพื้นที่เป็นของตัวเองเขาไม่ก้าวก่ายเรา เราไม่ก้าวก่ายเขา อีกอย่างต่างคนต่างไม่ค่อยมีเวลาเจอกันเท่าไหร่ เวลาอยู่ด้วยกันเลยไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ก็ยังติดต่อกันทางเดิม คือ ข้อความในเฟสเช่นเดิม โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยโทรคุยกัน ด้วยความที่เป็นมนุษย์เงียบ ยิ่งสถานะเปลี่ยน/ไปเขาก็ยิ่งเฉยใส่เรามากขึ้นเท่านั้น เราเองก็นะ พยายามบอกไปเถอะ คิดถึง รักนะ เขาก็จะตอบมาแค่ว่า อืม อ่า จ้ะ แค่นั้นแหละ นอกจากจะมีวันดีคืนดี จะตอบเรากลับมาว่า “เหมือนกันนะ” แต่เชื่อไหม แค่คำพูดแค่นี้เราก็ยิ้มหน้าบาน ยิ้มไม่หุบแล้วว แต่เราก็แกล้งแหย่ๆไป อะไรเหมือนกันหรอ เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “หึ หึ”
แต่ด้วยความที่ว่าเราทั้งคู่ไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกันเท่าไหร่ เราเองก็คิดถึงไง เรื่องเลยเกิดขึ้น
**ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ฉันควรต้องทำใจหรือเปล่า??
โปรดติดตามตอนต่อไป ^^
เมื่อฉันรักมนุษย์เงียบ
แนะนำตัวสักนิด ตอนนี้เรียนอยู่มหาวิทยาลัยค่ะ เราไม่ชอบคนที่อายุน้อยกว่า ไม่ชอบวิศวะสักเท่าไหร่ เคยบอกกับตัวเองตั้งแต่เข้ามาเรียนเลยว่าจะไม่มีแฟนเป็นวิศวะ และข้อสุดท้ายไม่ชอบผู้ชายเงียบๆขรึมๆ เพราะคิดว่าอยู่ด้วยแล้วคงอึดอัดแต่พอมาเจอคนๆนึงเข้า เขาก็มาทำลายกำแพงทุกอย่างให้พังลง ทุกคนน่าจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เกลียดอย่างไงได้อย่างนั้น” เราเลยขอยืนยันอีกเสียงนึง ว่ามันเป็นความจริง เขาอายุน้อยกว่า2ปี เรียนวิศวะ และก็เป็นพวกมนุษย์เงียบ ปากแข็งและบางทีปากไม่ตรงกับใจอีกต่างหาก เขาก็ดูเป็นผู้ชายธรรมดาๆ ไม่ได้สะดุดตาอะไรเลยสักนิด แต่วันแรกที่เราเจอเขา เรารู้สึกได้ว่า ผู้ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างที่มันทำให้รู้สึกว่า คนๆนี้มีอะไรพิเศษ แต่ว่า ด้วยความที่เราเป็นรุ่นพี่ ก็เลยไม่อยากคิดอะไรมากน้อยจากน้องคนนึงที่มาเรียนวิชาเดียวกันเท่านั้น
สาเหตุที่รู้จักกันได้ก็เพราะอาจารย์ได้คละแต่ละแยกกัน แล้วตานี่ก็เป็นวิศวะคนเดียวที่เรียนวิชานี้อีกต่างหาก เราก็เลยชวนเขาคุยไปเรื่อย พอได้ความมาว่า เขาอ่ะเป็นพวกเงียบๆ ไม่ค่อยคุย ยิ่งกับคนที่ไม่สนิทจะยิ่งไม่ค่อยคุย เราก็เลยบอก เห่ย นี่อ่ะคุยกะพี่ได้นะ พี่คนคุยกะใครได้ไปเรื่อยอ่ะ เฟรนลี่ มีอะไรก็คุยกันได้ ตอนนั้นเราก็เหมือนเป็นคนประสานคนในกลุ่ม เลยขอเฟสทุกคนเพื่อจะเอามาสร้างกลุ่มเพื่อคุยงานกัน พอเราสร้างกลุ่มเสร็จดึงทุกคนเข้ากลุ่มเสร็จ
ตานี่ก็ทักมา บอกว่า “ขอบคุณที่เอาผมเข้ากลุ่มครับ” ละจากนั้นเป็นต้นมา เราก็ชวนเขาคุยไปเรื่อย แบบ เขาตอบมาหนึ่งประโยคเราตอบเขาสี่ห้าบรรทัด จากในเฟสบุ๊คมาต่อเนื่องที่ไลน์กลุ่ม อาจารย์สร้างกลุ่มไลน์ไว้คุยกัน เราก็เลยถามเขาว่า “จะเอายังไงน่ะเธออ่ะ”
เขาก็ตอบมาว่า “พี่ก็ดึงผมเข้ากลุ่มด้วยละกัน”
เราก็เลย “อืมๆ ได้สิ แต่พี่แอดไลน์แบบไอดีใครไม่เป็นนะ”
เขาก็ตอบว่า “ผมก็ไม่เป็นปกติโทรแล้วให้มันขึ้นในไลน์เอา”
เราก็เลย เอาวะ งั้นเอาเบอร์มาเดี๋ยวจัดการเอง
แต่ปกติแล้ว เราจะคุยกับเขาในเฟสมากกว่า ก็คุยเกือบทุกวัน ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคุยในฐานะอะไรก็เป็นความสัมพันที่ไม่มีชื่อเรียกแต่คิดว่า ต่างคงต่างก็คงรู้สึกดี เราอ่ะ รู้สึกแล้วแหละว่าความรู้สึกมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว แต่เราก็ไม่อยากผิดหวัง เพราะคิดว่าเขาคงไม่น่าจะรู้สึกอะไรจากเราหรอก ถามว่าเคยโทรหาเขาไหมก็โทรไปนะ ด้วยเหตุผลที่ว่า
เราบอกว่า คุยแบบนี้ใครจะไปรู้ล่ะว่ารู้สึกอะไรอยู่
เขาเลยตอบ พูดงี้ก็โทรมาสิ
เราก็บอก เห่ย อย่าท้านะ โทรไปจริงนะแก
เขาก็บอก กล้าโทรก็กล้ารับ
เราก็เลยตัดสินใจโทรก็โทรว่ะ ตอนแรกก็คิดว่าจะกล้าคุยหรอ จะมีเรื่องคุยกันหรอแต่พอคุยจริงๆเท่านั้นแหละยาวเชียว แต่เราก็ไม่ได้โทรหาเขาบ่อยๆหรอก ปกติก็คุยกันในช่องแชทมากกว่า จนมีอยู่คืนนึง เราบอกเขาว่า มาเดินเล่นคนเดียวใน ม. เขาเลยถามเราว่า “ให้ไปหาหรือเปล่า” ในใจเราก็คิดว่า เขาคงไม่มาจริงๆหรอก แต่ที่ไหนได้ ตานี่มันมาจริงแหะ เราก็เลยรู้สึกเห่ย ทำไมไม่เหมือนคนอื่น เราก็ถาม ทำไมถึงมาอ่ะ เขาก็ตอบมาว่า ความจริงก็อยากมาอยู่แล้ว เราก็อ่อๆ อย่างนี้นี่เอง ละก็เลยเดินเล่น เดินคุยเล่นกันไปเรื่อย แกล้งกันไปแกล้งกันมา ความรู้สึกตอนนั้น มันรู้สึกว่า ยิ่งใกล้ความรู้สึกของตัวเองยิ่งชัดเจน ปกติเวลามาเดินหรือไปไหนมาไหนจะไปคนเดียวเดินคนเดียวมากกว่าแต่พออยู่กับเขายิ่งใกล้กันเรายิ่งเข้าใจของการมีใครสักคนมาเดินข้างๆกัน แต่เราไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกกับเรายังไง ไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แค่รู้ใจตัวเองก็พอแล้วแหละ เราก็ได้แต่ถามตัวเองในใจ เห่ย นี่เราตกหลุมรักผู้ชายคนนี้แล้วสินะ
พอแยกย้ายกันกลับเราก็ส่งข้อความในแชทไปว่า ขอบคุณนะที่มาเดินเป็นเพื่อน เขาก็ตอบกลับมาว่า ไม่ต้องขอบคุณหรอก เขาเองก็อยากไปอยู่พอดี เราก็คิดนะ ว่า เขาคงไม่รู้สึกอะไรกับเราจริงๆหรอก แต่นะ เราก็อยากทำตามความรู้สึกของตัวเอง ไม่อยากให้เขาเดินผ่านมาแล้วก็เดินหายไปโดยที่เราไม่ทำอะไร
บางทีเราก็ งงๆ กับการกระทำของเขานะ ที่อยู่ดีๆมาขอรูปเรา เราก็ถามจะเอาไปทำอะไรเนี่ย เขาก็บอกเอาเก็บไว้งั้นแหละ เราก็เลยส่งรูปให้ไป
เคยได้ยินไหมคะ ว่าเราสามารถตกหลุมรักคนๆนึงได้เป็นร้อยเป็นพันครั้ง และเขาก็ทำให้เราตกหลุมรักเขาอีกครั้งนึง จำได้ว่าตอนนั้นเขาบอกว่าจะไปขี่รถเล่น เราก็ออกอาการเป็นห่วงเขาแหละ ก็เลยบอกไปว่า ขี่รถดีๆห้ามเป็นอะไรไปล่ะ เขาก็ตอบ อืม จะระวังไม่ให้เป็นอะไรก็แล้วกัน เราก็เลยบอกเขาว่า ถ้าเป็นอะไรนะ น่าดู เขาก็เลยตอบมาว่า ถ้ารับปากทำได้อยู่แล้วแหละ เราก็เลย ส่งรูปนิ้วก้อยไป ละบอกว่า สัญญาสิ เขาก็เลย ส่งรูปนิ้วก้อยเขากลับมาเหมือนกัน (ทุกวันนี้ยังเก็บรูปนั้นไว้อยู่เลย) แถมยังตั้งฉายาให้กันด้วย ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นอะไรกัน
ความสัมพันธ์ของเราก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนเราเองนี่แหละ ที่เก็บความรู้สึกไม่อยู่เลยตัดสินใจบอกเขาไปว่ามีอะไรจะบอก เขาก็อาจจะรู้ก็ได้มั้งเลยบอกให้เราโทรไป เรา ก็เลยโทรไปหาเขาแต่กว่าจะรวบรวมความกล้าได้ก็นานโข พูดนู่นพูดนี่ไปเรื่อย เขาก็ถาม อ่าวไหนบอกว่าจะบอกอะไรให้ฟังไม่ใช่หรอ เราก็อ้ำอึ้งๆ กว่าจะบอกได้ก็ยากพอสมควร กลัวก็กลัวว่าจะผิดหวังว่าเขาอาจไม่คิดเหมือนเรา
แต่สุดท้ายเราก็บอก “ชอบตัวเล็กนะ” (ฉายาที่เราตั้งให้)
เขาก็ “อะไรนะไม่ได้ยิน “
เราก็ โอย เขินก็เขิน กลัวก็กลัว เราก็พูดใหม่อีกรอบ
“อื้มมม ชอบตัวเล็กนะ”
แต่เขากลับตอบเราด้วยน้ำเสียงเล่นๆกึ่งเฉยๆว่า “นี่พูดจริงดิ ตั้งแต่เมื่อไหร่”
ในใจเราตอนนั้น อกหักแน่กู เราก็ได้แต่ตอบไปว่า
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้อีกทีชอบไปแล้ว” ทีนี้เขาก็ถามเสียงนิ่งใส่เราอีกว่า “ชอบได้ยังไง”
เราก็บอกไม่รู้ “จะชอบใครสักคนต้องมีเหตุด้วยหรอ” พอพูดแบบนั้น เขาก็เงียบไปสักพักนึง
ตอนนั้นเราได้พูดทุกอย่างออกไปแล้วเลยกล้าที่จะพูดแล้ว แต่ในใจก็แอบเศร้าจนเขาน่าจะรู้ว่าน้ำเสียงเราแปลกๆไป แต่ตอนนั้นจำไม่ได้ว่าเราไปทำอะไรให้เขาหมั่นไส้ เหมือนกัน เขาบอกกับเราว่า
“อย่าให้เจอหน้านะ จะกัดหูให้”
เราก็ อ่าว “นี่คนหรือเปล่าเนี่ย อยู่ดีๆจะมากัดหูกัน”
เขาก็เลยตอบเรากลับมาว่า “กัดหูแฟนตัวเองผิดด้วยหรอ”
เราก็ หะ เอ๋อแตกไปสักพัก จำได้ว่าตอนนั้นใจเต้นแรงมาก พูดอะไรไม่ออกเลย
น้ำตาก็ไหลออกมาเฉยเลย เขาก็เลยบอก อ่ะๆ ให้เวลาเขิน
จากนั้นเป็นต้นมาเราก็เป็นแฟนกัน ในใจเราก็ เห่ย นี่เราเป็นแฟนกันแล้วหรอวะ เห่ยนี่ความจริงหรอ แต่ปกติเวลาไปเรียนก็เหมือนปกติไม่ได้แสดงออกอะไรให้คนอื่นรู้ ก็มีคุยกันบ้าง แต่ก็แนวกวนๆกันมากกว่า คนอื่นๆก็ยังรู้ไม่มากเท่าไหร่ นอกจากเพื่อนสนิท แต่เวลาผ่านไปไม่นานหรอก รู้กันไวเชียว เพื่อนฉ้านนนนนน
เราก็ไม่ได้คบกันแบบปิดบังนะ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกอะไรมากมาย ไม่ได้ไปกินข้าวด้วยกันบ่อยๆหรือไปเที่ยวด้วยกันไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ ออกแนวต่างคนต่างอยู่มากกว่า ด้วยความที่ว่า เขาอยากให้เรามีพื้นที่เป็นของตัวเองเขาไม่ก้าวก่ายเรา เราไม่ก้าวก่ายเขา อีกอย่างต่างคนต่างไม่ค่อยมีเวลาเจอกันเท่าไหร่ เวลาอยู่ด้วยกันเลยไม่ค่อยมี ส่วนใหญ่ก็ยังติดต่อกันทางเดิม คือ ข้อความในเฟสเช่นเดิม โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยโทรคุยกัน ด้วยความที่เป็นมนุษย์เงียบ ยิ่งสถานะเปลี่ยน/ไปเขาก็ยิ่งเฉยใส่เรามากขึ้นเท่านั้น เราเองก็นะ พยายามบอกไปเถอะ คิดถึง รักนะ เขาก็จะตอบมาแค่ว่า อืม อ่า จ้ะ แค่นั้นแหละ นอกจากจะมีวันดีคืนดี จะตอบเรากลับมาว่า “เหมือนกันนะ” แต่เชื่อไหม แค่คำพูดแค่นี้เราก็ยิ้มหน้าบาน ยิ้มไม่หุบแล้วว แต่เราก็แกล้งแหย่ๆไป อะไรเหมือนกันหรอ เขาก็ตอบกลับเรามาว่า “หึ หึ”
แต่ด้วยความที่ว่าเราทั้งคู่ไม่ค่อยมีเวลาได้เจอกันเท่าไหร่ เราเองก็คิดถึงไง เรื่องเลยเกิดขึ้น
**ความรักครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ฉันควรต้องทำใจหรือเปล่า??
โปรดติดตามตอนต่อไป ^^